
ครม.อนุมัติแผนลดหนี้หลวง คลังงดกู้เน้นอุ้มชูรัฐวิสาหกิจ
โพสต์ทูเดย์
— ครม.รับทราบแผนก่อหนี้สาธารณะปีงบประมาณ 2554 คลังแจงลดยอดก่อหนี้ใหม่ลดเกือบ 5,000 ล้านบาท แต่หันมาค้ำเงินกู้รัฐวิสาหกิจ 4,000 ล้านบาทนายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบและอนุมัติตามที่นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ในฐานะประธานกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะเป็นผู้เสนอการปรับปรุงแผนบริหารหนี้สาธารณะประจำปีงบประมาณ 2554 ครั้งที่ 1 โดยยอดหนี้ปรับลดลง 4,923.63 ล้านบาท จากหนี้สาธารณะเดิม 1.296 ล้านล้านบาท เหลือเพียง 1.291 ล้านล้านบาท
ขณะที่วงเงินกู้ของรัฐวิสาหกิจที่ขอให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเพิ่มขึ้นจากเดิม 1.62 แสนล้านบาท เป็น 1.66 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 3,976.36 ล้านบาท
สำหรับแผนการก่อหนี้แยกเป็นแผนงานก่อหนี้ใหม่ 6.02 แสนล้านบาท ลดลงจากเดิมที่อยู่ในระดับ 6.07 แสนล้านบาท ส่วนแผนการปรับโครงสร้างหนี้ยังคงที่ระดับเดิมคือที่ 6.08 แสนล้านบาท และแผนการบริหารความเสี่ยงก็คงวงเงินไว้ที่เดิมคือที่ 8 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ ครม.ยังรับทราบการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้ของรัฐวิสาหกิจที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องอยู่ภายใต้กรอบวงเงินแผนการบริหารหนี้สาธารณะ และอนุมัติการกู้เงิน การค้ำประกัน และการให้กู้ต่อของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจภายใต้แผนฯ ที่ปรับปรุงครั้งที่ 1 นี้ รวมทั้งอนุมัติการกู้เงินในรายการที่ได้บรรจุไว้ในแผนการบริหารความเสี่ยงของบริษัท ทีโอที ที่ขอปรับเพิ่มวงเงินกู้เพื่อดำเนินโครงการโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 วงเงิน 1.58 หมื่นล้านบาท เนื่องจากต้องการเร่งโครงการ 3จี ให้เสร็จทันในช่วงปีงบประมาณ 2554
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2553 ครม.มีมติอนุมัติให้บริษัท ทีโอที เปลี่ยนแปลงวิธีการดำเนินงานจากการประกวดราคาสากลเป็นการประกวดราคาทั่วไป ทำให้เงินกู้เพื่อดำเนินโครงการจะเป็นเงินกู้จากในประเทศหรือต่างประเทศนั้นก็ขึ้นอยู่กับผู้ที่ประมูลโครงการได้ โดยที่กระทรวงการคลังเห็นว่าควรเป็นการกู้เงินในรูปเงินกู้ระยะยาว และจะไม่ค้ำประกันเพราะเป็นโครงการที่มุ่งหวังผลตอบแทนเชิงพาณิชย์
นายวัชระ กล่าวว่า ครม.ยังอนุมัติให้กระทรวงการคลังเป็นผู้พิจารณาการค้ำประกัน การกู้เงิน วิธีการกู้เงิน เงื่อนไขและรายละเอียดต่างๆ ของการกู้เงินในแต่ละครั้งได้ตามความเหมาะสมและจำเป็น ภายใต้แผนฯ โดยหากรัฐวิสาหกิจสามารถดำเนินการกู้เงินได้เองก็ให้สามารถดำเนินการได้ตามความเหมาะสม
สำหรับการกู้เงินเพื่อรีไฟแนนซ์นั้นให้กระทรวงการคลังและรัฐวิสาหกิจสามารถปรับเปลี่ยนแหล่งเงินกู้จากเงินกู้สกุลเงินต่างประเทศเป็นเงินกู้สกุลเงินบาทได้เพื่อลดความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน
ทั้งนี้ ในรอบ 4 เดือนที่ผ่านมาสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะได้ปรับโครงสร้างหนี้ในประเทศของรัฐบาลรวมทั้งสิ้น 4 หมื่นล้านบาท โดยเป็นการปรับโครงสร้างเงินกู้ชดใช้ความเสียหายให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ FIDF 3 จำนวน 3.4 หมื่นล้านบาท และโครงการไทยเข้มแข็ง 2555 จำนวน 6,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ ได้ชำระหนี้โดยใช้เงินงบประมาณไปรวม 1.57 หมื่นล้านบาท ชำระต้นเงิน 621.03 ล้านบาท และดอกเบี้ย 1.48 หมื่นล้านบาท







