posttoday
ไทยคม แจง ส่งมอบทรัพย์สินสัมปทานดาวเทียมให้ ดีอี ครบแล้ว เมื่อ 11 ก.ย. 64

ไทยคม แจง ส่งมอบทรัพย์สินสัมปทานดาวเทียมให้ ดีอี ครบแล้ว เมื่อ 11 ก.ย. 64

07 กันยายน 2569

ย้ำ ทรัพย์สินที่ กระทรวงดีอี เรียกร้อง บริษัทฯ ได้เคยเข้าไปชี้แจง-ยืนยันผ่านหนังสือมาโดยตลอดว่าไม่ใช่สิ่งที่ต้องมอบให้ตามสัญญาสัมปทาน ลั่น ค่าปรับ 1,250 ล้านบาท ยังไม่เกิดขึ้นจริง

บมจ.ไทยคม ขอเรียนชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและสื่อมวลชน เรื่อง “ข่าวกรณีการดำเนินการทางกฎหมายของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญาสัมปทาน”

 

ตามที่ปรากฏข่าวเกี่ยวกับมติคณะรัฐมนตรีที่อนุมัติให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (“กระทรวงฯ”) ดำเนินการทางกฎหมายกับบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ”) และบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ในประเด็นเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญาสัมปทานสาหรับการดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ (“สัญญาสัมปทาน”) 

 

โดยมีการระบุในข่าวว่า บริษัทฯ มิได้ส่งมอบทรัพย์สินครบถ้วนภายหลังสิ้นสุดอายุสัญญาสัมปทาน และอาจมีค่าปรับเป็นจำนวนประมาณ 1,250 ล้านบาท นั้น 

 

ไทยคม แจง ส่งมอบทรัพย์สินสัมปทานดาวเทียมให้ ดีอี ครบแล้ว เมื่อ 11 ก.ย. 64 ไทยคม แจง ส่งมอบทรัพย์สินสัมปทานดาวเทียมให้ ดีอี ครบแล้ว เมื่อ 11 ก.ย. 64
 

 

บริษัทฯ ขอเรียนชี้แจงว่า บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ("บริษัท อินทัช") (เดิมชื่อ บริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด (มหาชน)) และบริษัทฯ (เดิมชื่อ บริษัท ชินวัตรแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน)) ได้ร่วมกันเข้าเป็นคู่สัญญากับกระทรวงฯ ในสัญญาสัมปทานเพื่อดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ

 

โดยมี บริษัทฯ ทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการ (Operator) กิจการดาวเทียมตามสัญญาสัมปทาน และต่อมาสัญญาสัมปทานดังกล่าวได้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2564 


บริษัทฯ ขอเรียนชี้แจงว่า ภายหลังสัญญาสัมปทานสิ้นสุดลง บริษัทฯ ได้ดำเนินการส่งมอบทรัพย์สินให้กับกระทรวงฯ ครบถ้วนเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2564 ตามข้อกำหนดของสัญญาสัมปทาน 

 

ทั้งนี้ สำหรับทรัพย์สินที่กระทรวงฯ เรียกร้องตามที่ปรากฏในข่าว บริษัทฯ ขอเรียนเพิ่มเติมว่า บริษัทฯ ได้เคยเข้าไปชี้แจงกับกระทรวงฯ เกี่ยวกับทรัพย์สินข้างต้น อีกทั้ง ยังยืนยันผ่านหนังสือที่ชี้แจงกับกระทรวงฯ มาโดยตลอดว่า ทรัพย์สินดังกล่าว มิใช่ทรัพย์สินที่อยู่ภายใต้ขอบเขตที่จะต้องส่งมอบตามสัญญาสัมปทาน 

 

นอกจากนี้ ในส่วนของหน้าที่อื่นๆ ที่ปรากฏในข่าว บริษัทฯ ขอยืนยันว่า บริษัทฯ ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาสัมปทานและตามกฎหมาย อย่างครบถ้วนทุกประการแล้ว 

 

ด้วยเหตุดังกล่าว กรณีที่มีการเริ่มต้นกระบวนการอนุญาโตตุลาการ บริษัทฯ จะใช้สิทธิในการต่อสู้คดีตามกรอบกฎหมาย เพื่อรักษาสิทธิและผลประโยชน์ของบริษัทฯ ผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องต่อไป 

 

ทั้งนี้ ณ วันที่มีหนังสือฉบับนี้ บริษัทฯ ยังไม่มีภาระผูกพันหรือหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องดำเนินการตามที่ปรากฏเป็นข่าว และยังไม่มีภาระผูกพันในการชำระเงินจำนวนประมาณ 1,250 ล้านบาท ให้แก่กระทรวงฯ แต่อย่างใด 

 

ด้วยเหตุนี้ เพื่อประโยชน์ของผู้ถือหุ้น บริษัทฯ จะพิจารณาข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นอย่างรอบคอบและหากมีข้อมูลเพิ่มเติมที่มีนัยสำคัญประการใด บริษัทฯ จะดำเนินการเปิดเผยข้อมูลผ่านระบบของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่อไป 


บล.เอเซีย พลัส ชี้ กดดันต่อราคาหุ้นระยะสั้น

 

ด้านฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า ได้ติดต่อไปยัง GULF เพื่อสอบถามรายละเอียด โดยปัจจุบันบริษัทระบุว่ายังอยู่ระหว่างพิจารณาและอาจมีการชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมในภายหลัง จึงยังถือเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม ซึ่งหากมีความคืบหน้า ฝ่ายวิจัยจะนำเสนอในรายละเอียดอีกครั้ง

 

เบื้องต้นมองเป็น Sentiment เชิงลบที่อาจกดดันต่อราคาหุ้น GULF ในระยะสั้น จากการที่ GULF ถูกระบุชื่อเป็นหนึ่งในคู่กรณีเช่นเดียวกับข้อพิพาทดาวเทียมในอดีต โดยในเชิงโครงสร้าง GULF ถือหุ้น THCOM 41.5% และรับรู้ผลประกอบการของ THCOM ในงบการเงินรวม

 

ดังนั้น หากสุดท้ายเกิดกรณีเลวร้ายสุดที่ THCOM ต้องรับรู้ค่าเสียหายจากกรณีดังกล่าวอาจมีผลต่อกำไรของ GULF ผ่านการรวมงบด้วย

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังเป็นเพียงการอนุมัติให้ดีอีสามารถฟ้องร้องได้ตามมติ ครม. แต่ยังไม่มีคำพิพากษาหรือคำชี้ขาดว่า GULF/THCOM ทำผิดตามข้อกล่าวหาจริง หรือต้องชำระค่าเสียหาย

 


คงคำแนะนำ "ซื้อ" GULF ที่มูลค่าพื้นฐาน ณ สิ้นปี 2570 ที่ 80 บาท โดยมองประเด็นดังกล่าวเป็น sentiment กดดันต่อราคาหุ้นระยะสั้น แต่ในเชิงปัจจัยพื้นฐานยังไม่ได้กระทบต่อธุรกิจหลักทั้งโรงไฟฟ้าและธุรกิจดิจิทัลของ GULF

 

ดังนั้นหากราคาหุ้นปรับฐาน มองเป็นโอกาสทยอยสะสมลงทุนระยะยาว รับการเติบโตของกำไรใน 1-3 ปีข้างหน้า รวมถึงยังมีความได้เปรียบด้านการเข้าสู่รอบลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆของประเทศ จากแผน PDPที่คาดจะมีความชัดเจนขึ้นในเร็ว ๆ นี้

 

ฝ่ายวิจัยฯ มองว่าข่าวนี้เป็น sentiment เชิงลบระยะสั้นต่อ THCOM เนื่องจากจะยังไม่เกิดผลกระทบทางการเงินต่อบริษัทในทันที เพราะน่าจะต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะมีข้อสรุป โดยกระทรวงฯ น่าจะต้องดำเนินคดีผ่านอนุญาโตตุลาการก่อน ซึ่งหากผลออกมาไม่เป็นที่ยอมรับของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด จึงจะนำเรื่องสู่กระบวนการศาลต่อไป โดยมีโอกาสที่จะต้องไปต่อในชั้นศาล

 

ขณะที่มูลค่าความเสียหายที่กระทรวงฯเรียกร้อง 1.26 พันล้านบาท ยังไม่ได้เป็นจำนวนเงินที่บริษัทถูกตัดสินให้ชำระ แต่หากมองในกรณีแย่สุดของคดีนี้คือ ต้องจ่ายค่าเสียหายตามที่ถูกเรียกร้อง 1.26 พันล้านบาท และ THCOM ต้องเป็นผู้จ่ายทั้งจำนวนเอง

 

เบื้องต้นหากประเมินว่าต้องใช้เวลา 5 ปี หรือ 10 ปี จึงจะมีข้อสรุปของคดี จะกระทบต่อมูลค่าหุ้น THCOM ราว 0.74 หรือ 0.48 บาท/หุ้น ตามลำดับ

 

แม้เรายังคาดหวังการพลิกฟื้นของการดำเนินงานกลับเป็นมีกำไรปกติได้ในปี 2570 แต่อย่างไรก็ตามข่าวนี้ถือเป็น Sentiment เชิงลบ ที่คาดว่าจะกดดันราคาหุ้นในระยะสั้น และจะเป็น Overhang ต่อไปจนกว่าจะคดีจะสิ้นสุด เราจึงยังคงคำแนะนำเพียง “Trading” หุ้น THCOM

ข่าวล่าสุด

ไทยคม แจง ส่งมอบทรัพย์สินสัมปทานดาวเทียมให้ ดีอี ครบแล้ว เมื่อ 11 ก.ย. 64

ไทยคม แจง ส่งมอบทรัพย์สินสัมปทานดาวเทียมให้ ดีอี ครบแล้ว เมื่อ 11 ก.ย. 64