
ไทยคม แจง ส่งมอบทรัพย์สินสัมปทานดาวเทียมให้ ดีอี ครบแล้ว เมื่อ 11 ก.ย. 64
ย้ำ ทรัพย์สินที่ กระทรวงดีอี เรียกร้อง บริษัทฯ ได้เคยเข้าไปชี้แจง-ยืนยันผ่านหนังสือมาโดยตลอดว่าไม่ใช่สิ่งที่ต้องมอบให้ตามสัญญาสัมปทาน ลั่น ค่าปรับ 1,250 ล้านบาท ยังไม่เกิดขึ้นจริง
บมจ.ไทยคม ขอเรียนชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและสื่อมวลชน เรื่อง “ข่าวกรณีการดำเนินการทางกฎหมายของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญาสัมปทาน”
ตามที่ปรากฏข่าวเกี่ยวกับมติคณะรัฐมนตรีที่อนุมัติให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (“กระทรวงฯ”) ดำเนินการทางกฎหมายกับบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ”) และบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ในประเด็นเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญาสัมปทานสาหรับการดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ (“สัญญาสัมปทาน”)
โดยมีการระบุในข่าวว่า บริษัทฯ มิได้ส่งมอบทรัพย์สินครบถ้วนภายหลังสิ้นสุดอายุสัญญาสัมปทาน และอาจมีค่าปรับเป็นจำนวนประมาณ 1,250 ล้านบาท นั้น
บริษัทฯ ขอเรียนชี้แจงว่า บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ("บริษัท อินทัช") (เดิมชื่อ บริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด (มหาชน)) และบริษัทฯ (เดิมชื่อ บริษัท ชินวัตรแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน)) ได้ร่วมกันเข้าเป็นคู่สัญญากับกระทรวงฯ ในสัญญาสัมปทานเพื่อดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ
โดยมี บริษัทฯ ทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการ (Operator) กิจการดาวเทียมตามสัญญาสัมปทาน และต่อมาสัญญาสัมปทานดังกล่าวได้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2564
บริษัทฯ ขอเรียนชี้แจงว่า ภายหลังสัญญาสัมปทานสิ้นสุดลง บริษัทฯ ได้ดำเนินการส่งมอบทรัพย์สินให้กับกระทรวงฯ ครบถ้วนเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2564 ตามข้อกำหนดของสัญญาสัมปทาน
ทั้งนี้ สำหรับทรัพย์สินที่กระทรวงฯ เรียกร้องตามที่ปรากฏในข่าว บริษัทฯ ขอเรียนเพิ่มเติมว่า บริษัทฯ ได้เคยเข้าไปชี้แจงกับกระทรวงฯ เกี่ยวกับทรัพย์สินข้างต้น อีกทั้ง ยังยืนยันผ่านหนังสือที่ชี้แจงกับกระทรวงฯ มาโดยตลอดว่า ทรัพย์สินดังกล่าว มิใช่ทรัพย์สินที่อยู่ภายใต้ขอบเขตที่จะต้องส่งมอบตามสัญญาสัมปทาน
นอกจากนี้ ในส่วนของหน้าที่อื่นๆ ที่ปรากฏในข่าว บริษัทฯ ขอยืนยันว่า บริษัทฯ ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาสัมปทานและตามกฎหมาย อย่างครบถ้วนทุกประการแล้ว
ด้วยเหตุดังกล่าว กรณีที่มีการเริ่มต้นกระบวนการอนุญาโตตุลาการ บริษัทฯ จะใช้สิทธิในการต่อสู้คดีตามกรอบกฎหมาย เพื่อรักษาสิทธิและผลประโยชน์ของบริษัทฯ ผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องต่อไป
ทั้งนี้ ณ วันที่มีหนังสือฉบับนี้ บริษัทฯ ยังไม่มีภาระผูกพันหรือหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องดำเนินการตามที่ปรากฏเป็นข่าว และยังไม่มีภาระผูกพันในการชำระเงินจำนวนประมาณ 1,250 ล้านบาท ให้แก่กระทรวงฯ แต่อย่างใด
ด้วยเหตุนี้ เพื่อประโยชน์ของผู้ถือหุ้น บริษัทฯ จะพิจารณาข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นอย่างรอบคอบและหากมีข้อมูลเพิ่มเติมที่มีนัยสำคัญประการใด บริษัทฯ จะดำเนินการเปิดเผยข้อมูลผ่านระบบของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่อไป
บล.เอเซีย พลัส ชี้ กดดันต่อราคาหุ้นระยะสั้น
ด้านฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า ได้ติดต่อไปยัง GULF เพื่อสอบถามรายละเอียด โดยปัจจุบันบริษัทระบุว่ายังอยู่ระหว่างพิจารณาและอาจมีการชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมในภายหลัง จึงยังถือเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม ซึ่งหากมีความคืบหน้า ฝ่ายวิจัยจะนำเสนอในรายละเอียดอีกครั้ง
เบื้องต้นมองเป็น Sentiment เชิงลบที่อาจกดดันต่อราคาหุ้น GULF ในระยะสั้น จากการที่ GULF ถูกระบุชื่อเป็นหนึ่งในคู่กรณีเช่นเดียวกับข้อพิพาทดาวเทียมในอดีต โดยในเชิงโครงสร้าง GULF ถือหุ้น THCOM 41.5% และรับรู้ผลประกอบการของ THCOM ในงบการเงินรวม
ดังนั้น หากสุดท้ายเกิดกรณีเลวร้ายสุดที่ THCOM ต้องรับรู้ค่าเสียหายจากกรณีดังกล่าวอาจมีผลต่อกำไรของ GULF ผ่านการรวมงบด้วย
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังเป็นเพียงการอนุมัติให้ดีอีสามารถฟ้องร้องได้ตามมติ ครม. แต่ยังไม่มีคำพิพากษาหรือคำชี้ขาดว่า GULF/THCOM ทำผิดตามข้อกล่าวหาจริง หรือต้องชำระค่าเสียหาย
คงคำแนะนำ "ซื้อ" GULF ที่มูลค่าพื้นฐาน ณ สิ้นปี 2570 ที่ 80 บาท โดยมองประเด็นดังกล่าวเป็น sentiment กดดันต่อราคาหุ้นระยะสั้น แต่ในเชิงปัจจัยพื้นฐานยังไม่ได้กระทบต่อธุรกิจหลักทั้งโรงไฟฟ้าและธุรกิจดิจิทัลของ GULF
ดังนั้นหากราคาหุ้นปรับฐาน มองเป็นโอกาสทยอยสะสมลงทุนระยะยาว รับการเติบโตของกำไรใน 1-3 ปีข้างหน้า รวมถึงยังมีความได้เปรียบด้านการเข้าสู่รอบลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆของประเทศ จากแผน PDPที่คาดจะมีความชัดเจนขึ้นในเร็ว ๆ นี้
ฝ่ายวิจัยฯ มองว่าข่าวนี้เป็น sentiment เชิงลบระยะสั้นต่อ THCOM เนื่องจากจะยังไม่เกิดผลกระทบทางการเงินต่อบริษัทในทันที เพราะน่าจะต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะมีข้อสรุป โดยกระทรวงฯ น่าจะต้องดำเนินคดีผ่านอนุญาโตตุลาการก่อน ซึ่งหากผลออกมาไม่เป็นที่ยอมรับของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด จึงจะนำเรื่องสู่กระบวนการศาลต่อไป โดยมีโอกาสที่จะต้องไปต่อในชั้นศาล
ขณะที่มูลค่าความเสียหายที่กระทรวงฯเรียกร้อง 1.26 พันล้านบาท ยังไม่ได้เป็นจำนวนเงินที่บริษัทถูกตัดสินให้ชำระ แต่หากมองในกรณีแย่สุดของคดีนี้คือ ต้องจ่ายค่าเสียหายตามที่ถูกเรียกร้อง 1.26 พันล้านบาท และ THCOM ต้องเป็นผู้จ่ายทั้งจำนวนเอง
เบื้องต้นหากประเมินว่าต้องใช้เวลา 5 ปี หรือ 10 ปี จึงจะมีข้อสรุปของคดี จะกระทบต่อมูลค่าหุ้น THCOM ราว 0.74 หรือ 0.48 บาท/หุ้น ตามลำดับ
แม้เรายังคาดหวังการพลิกฟื้นของการดำเนินงานกลับเป็นมีกำไรปกติได้ในปี 2570 แต่อย่างไรก็ตามข่าวนี้ถือเป็น Sentiment เชิงลบ ที่คาดว่าจะกดดันราคาหุ้นในระยะสั้น และจะเป็น Overhang ต่อไปจนกว่าจะคดีจะสิ้นสุด เราจึงยังคงคำแนะนำเพียง “Trading” หุ้น THCOM







