
จาก "มหกรรมพืชสวนโลก" สู่มรดกเมือง โคราชจะรอดกับดัก “สร้างแล้วจบ” ได้หรือไม่?
มหกรรมพืชสวนโลกโคราช 110 วันอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น บทเรียนญี่ปุ่น-จีนชี้ Legacy ต้องทำให้พื้นที่ อาคาร และการลงทุน 4,281 ล้านบาท มีชีวิตต่อหลังงานปิด
KEY
POINTS
- ความท้าทายสำคัญของโคราชคือการวางแผน "มรดก" (Legacy) หรือการใช้ประโยชน์พื้นที่และสิ่งปลูกสร้างในระยะยาวตั้งแต่ก่อนเริ่มโครงการ เพื่อหลีกเลี่ยงกับดัก "สร้างแล้วจบ" ที่โครงสร้างพื้นฐานถูกทิ้งร้างหลังงานมหกรรมสิ้นสุดลง
- บทเรียนจากต่างประเทศเสนอแนวทางที่น่าสนใจ โดยญี่ปุ่น (Expo 2025) เน้นการนำวัสดุจากสิ่งปลูกสร้างกลับมาใช้ใหม่ (Circular Legacy) ขณะที่จีน (Beijing Expo 2019) เปลี่ยนพื้นที่จัดงานทั้งหมดให้กลายเป็นสวนสาธารณะถาวรของเมือง
- ความสำเร็จที่แท้จริงของงานไม่ได้วัดจากจำนวนผู้เข้าชมในช่วงเวลาสั้นๆ แต่คือคุณค่าที่พื้นที่จัดงานจะสร้างให้กับเมืองในอีก 5-10 ปีข้างหน้า ซึ่งโคราชต้องกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนเพื่อเปลี่ยนการลงทุนให้เป็นสินทรัพย์ที่ยั่งยืน
เมื่อพืชสวนโลกปิดฉาก โคราชจะเปลี่ยน “งานใหญ่” ให้เป็นอนาคตได้ไหม
ลองนึกภาพวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ปี พ.ศ. 2573
มหกรรมพืชสวนโลกนครราชสีมา "KORAT EXPO 2029" ปิดฉากลงหลังเปิดต้อนรับผู้คนจากทั่วโลกนาน 110 วัน ดอกไม้ที่เคยบานเต็มพื้นที่ นิทรรศการที่เคยคึกคัก และผู้คนหลายล้านคนที่เดินทางมายังโคราชทยอยหายไปพร้อมกับวันสุดท้ายของงาน
จากวันนั้น คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่างานประสบความสำเร็จหรือไม่ แต่คือ แล้วอะไรจะเกิดขึ้นกับพื้นที่หลังงานจบ!
คำถามนี้เป็นคำถามสำคัญของ Smart City เพราะงานมหกรรมระดับโลกมีระยะเวลาจำกัด แต่สิ่งที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับงานอาจอยู่กับเมืองไปอีกหลายสิบปี
ทั้ง อาคาร ถนน ระบบสาธารณูปโภค สวน และพื้นที่สีเขียว ล้วนต้องการการดูแลและงบประมาณหลังนักท่องเที่ยวกลับบ้านหมดแล้ว
ในโลกของการจัดมหกรรมระดับนานาชาติ มีคำเรียกสิ่งนี้ว่า “Legacy” หรือมรดกที่งานทิ้งไว้ให้เมือง และเมืองที่ประสบความสำเร็จจริง ไม่ได้เริ่มคิดเรื่อง Legacy หลังงานปิด
แต่เริ่มคิดตั้งแต่ก่อนสร้างงาน
สมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ หรือ AIPH ถึงกับกำหนดให้ผู้จัดงานต้องคิดเรื่องการใช้ประโยชน์พื้นที่และโครงสร้างพื้นฐานหลังงาน รวมถึงผลกระทบระยะยาวต่อเมืองและชุมชน เพราะงานมหกรรมพืชสวนที่ประสบความสำเร็จจริง ไม่ควรจบลงพร้อมวันปิดงาน...
งานใหญ่มีวันปิด แต่พื้นที่ต้องมีชีวิตต่อ
สำหรับ Korat Expo 2029 เรื่องการใช้ประโยชน์หลังงานไม่ได้เป็นคำถามที่เพิ่งเกิดขึ้น เอกสารการประชุมคณะกรรมการบริหารการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดนครราชสีมา บรรจุเรื่อง “การบริหารจัดการพื้นที่และใช้ประโยชน์หลังสิ้นสุดงาน” หรือ Legacy Plan ไว้เป็นวาระเฉพาะ พร้อมเสนอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมกับจังหวัดนครราชสีมาเป็นหน่วยงานหลักรับผิดชอบพื้นที่หลังงาน
ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่า โคราชไม่ได้มองเรื่องหลังงานเป็นเรื่องปลายทาง แต่การมีแผนกับการทำให้พื้นที่มีชีวิตต่อ เป็นคนละเรื่องกัน
บทเรียนจากหลายประเทศชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่การสร้างพื้นที่ให้สวยงามในวันเปิดงาน แต่คือการตอบให้ได้ว่า เมื่อไม่มีงานแล้ว คนจะยังเข้ามาที่นี่เพราะอะไร
ญี่ปุ่นและจีนให้คำตอบต่อโจทย์นี้ในคนละรูปแบบ แต่มีจุดร่วมสำคัญ คือไม่มีใครปล่อยให้คำถามเรื่อง “หลังงาน” รอจนถึงวันสุดท้าย
“ญี่ปุ่น”คิดชีวิตที่สองของสิ่งที่สร้าง
งาน Expo 2025 Osaka, Kansai ซึ่งจัดขึ้นบนเกาะเทียมยูเมะชิมะ (Yumeshima) ของนครโอซากา เป็นตัวอย่างล่าสุดของการคิดเรื่อง Legacy ควบคู่ไปกับการจัดงาน
ยูเมะชิมะ เป็นเกาะเทียมบนอ่าวโอซากา พื้นที่ประมาณ 968.75 ไร่ซึ่งถูกเลือกให้เป็นสถานที่จัดงานเวิลด์เอ็กซ์โป ระหว่างวันที่ 13 เมษายน-13 ตุลาคม 2568 รวม 184 วัน
หนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญที่สุดคือแกรนด์ริง (Grand Ring) โครงสร้างไม้ขนาด 61,035.55 ตารางเมตร ซึ่งได้รับการบันทึกโดย Guinness World Records ว่าเป็นโครงสร้างสถาปัตยกรรมไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
สำหรับงานขนาดใหญ่เช่นนี้ คำถามที่ตามมาย่อมหนีไม่พ้นว่า หลังงานจบจะทำอย่างไรกับโครงสร้างและวัสดุจำนวนมหาศาล
ญี่ปุ่นเลือกเริ่มคิดก่อนงานปิด
ผู้จัดงานเปิดระบบ EXPO CIRCULAR MARKET “MYAKU-ICHI!” เพื่อจับคู่สิ่งปลูกสร้าง วัสดุ อุปกรณ์ และทรัพย์สินต่าง ๆ จากงานกับหน่วยงานหรือผู้ที่สามารถนำไปใช้ต่อได้ แทนที่จะปล่อยให้สิ่งของจำนวนมากกลายเป็นของเสียหลังมหกรรมสิ้นสุดลง
กรณี Grand Ring เป็นตัวอย่างที่เห็นภาพชัดที่สุด ไม้จากโครงสร้างประมาณ 3,700 ชิ้น ปริมาตรรวมกว่า 3,300 ลูกบาศก์เมตร ถูกส่งต่อให้หน่วยงานและองค์กร 46 แห่ง เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อในโครงการต่าง ๆ
บางส่วนถูกนำไปใช้ในการฟื้นฟูที่อยู่อาศัยในเมืองซูซุ จังหวัดอิชิกาวะ ซึ่งได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว บางส่วนจะกลายเป็นอนุสรณ์ในเมืองนามิเอะ จังหวัดฟุกุชิมะ
และบางส่วนถูกส่งต่อไปใช้ใน GREEN×EXPO 2027 งานมหกรรมพืชสวนโลกที่โยโกฮามา
นอกจากนี้ ยังมีวัสดุ อุปกรณ์ และของใช้ภายในงานกว่า 8,700 รายการเข้าสู่กระบวนการนำกลับมาใช้ใหม่ โดยมีหลายพันรายการถูกจับคู่กับผู้รับไปใช้งานต่อ เพราะนี่คือแนวคิด Circular Legacy
เป็นสิ่งตอกย้ำว่า "งานใหญ่" ไม่ได้ทิ้งมรดกไว้เฉพาะ “พื้นที่” แต่วัสดุจากงานเองก็เดินทางไปเริ่มชีวิตใหม่ในพื้นที่อื่น
นี่คือบทเรียนที่ Korat Expo อาจนำมาคิดต่อ ก่อนสร้างอาคารแต่ละหลัง ควรถามหรือไม่ว่า หลัง 110 วัน อาคารนี้จะกลายเป็นอะไร
หากต้องรื้อ วัสดุจะไปไหน หากเก็บไว้ ใครจะใช้ และหากเป็นสิ่งปลูกสร้างชั่วคราว สามารถออกแบบให้ถอดประกอบและนำไปใช้ที่อื่นได้หรือไม่
คำถามเหล่านี้อาจฟังดูเป็นเรื่องรายละเอียดทางวิศวกรรม แต่ในความเป็นจริง มันคือส่วนหนึ่งของการออกแบบ Legacy เพราะต้นทุนของงานไม่ได้จบลงในวันที่สร้างเสร็จ หากสิ่งที่สร้างไม่มีอนาคตหลังงาน
“ปักกิ่ง” เปลี่ยนพื้นที่ 3,100 ไร่ ให้มีชีวิตหลังมหกรรม
หากญี่ปุ่นให้บทเรียนเรื่องการจัดการสิ่งที่สร้างขึ้น จีนให้ตัวอย่างที่ใกล้กับโคราชมากกว่า เพราะ Beijing International Horticultural Exhibition 2019 เป็นมหกรรมพืชสวนระดับเดียว (A1) กับ Korat Expo
งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 เมษายนถึง 7 ตุลาคม 2562 รวม 162 วัน บนพื้นที่ 503 เฮกตาร์ หรือกว่า 3,100 ไร่
ตลอดการจัดงาน มีผู้เข้าชมรวม 9.34 ล้านคน และมี 110 ประเทศและองค์กรระหว่างประเทศเข้าร่วม ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนขนาดของงาน แต่โจทย์ที่ใหญ่ไม่แพ้กันเกิดขึ้นทันทีหลังวันที่ 7 ตุลาคม เมื่อมหกรรมสิ้นสุดลง
จะทำอย่างไรกับพื้นที่กว่า 3,100 ไร่ คำตอบของปักกิ่งคือไม่ปล่อยให้พื้นที่กลายเป็น “อดีตสถานที่จัดงาน”
พื้นที่เดิมได้รับการพัฒนาต่อเป็น Beijing Expo Park โดยรักษาอาคารหลักและภูมิทัศน์สำคัญไว้ พร้อมกำหนดบทบาทใหม่ให้เป็นทั้งพื้นที่สีเขียว แหล่งพักผ่อนและท่องเที่ยว ฐานเรียนรู้ด้านระบบนิเวศ และพื้นที่จัดกิจกรรมตลอดทั้งปี
จากพื้นที่ที่เคยมีหน้าที่รองรับผู้เข้าชมมหกรรมเป็นเวลา 162 วัน ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นพื้นที่ที่ประชาชนและนักท่องเที่ยวยังเข้ามาใช้ประโยชน์ได้ต่อเนื่อง
แนวคิดที่รัฐบาลปักกิ่งใช้เรียกพื้นที่แห่งนี้น่าสนใจอย่างยิ่ง คือ “งานพืชสวนที่ไม่มีวันปิดฉาก” ไม่ได้หมายความว่างาน Expo จะดำเนินต่อไปตลอดกาล แต่หมายความว่า แม้งานจบลงแล้ว สิ่งที่งานสร้างขึ้นยังไม่หมดหน้าที่ พื้นที่ยังมีผู้ใช้ อาคารยังมีบทบาท และสวนยังเป็นส่วนหนึ่งของเมือง
จาก “สถานที่จัดงาน” สู่ “สินทรัพย์ของเมือง”
ความแตกต่างสำคัญของ Legacy อยู่ตรงนี้ พื้นที่ที่ถูกมองว่าเป็นเพียงสถานที่จัดงาน จะหมดหน้าที่เมื่ออีเวนต์จบ แต่พื้นที่ที่ถูกวางให้เป็นสินทรัพย์ของเมือง ต้องมีหน้าที่ต่อไปหลังงาน สำหรับโคราช คำถามจึงไม่ควรหยุดอยู่แค่ “หลังงานจะเอาพื้นที่ไปทำอะไร” แต่อาจต้องเริ่มจากคำถามที่ใหญ่กว่า
ในอีก 10 หรือ 20 ปี พื้นที่แห่งนี้ควรเป็นอะไรสำหรับนครราชสีมา
เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ของเมือง
เป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่
เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านเกษตรและสิ่งแวดล้อม
เป็นพื้นที่จัดประชุมและนิทรรศการ
หรือเป็นพื้นที่ที่รวมทั้งหมดไว้ด้วยกัน
เมื่อเห็นภาพปลายทางชัดเจน จึงค่อยย้อนกลับมาวางแผนว่าวันนี้ควรสร้างอะไร และไม่ควรสร้างอะไร
นี่คือสิ่งที่ญี่ปุ่นและจีนมีเหมือนกัน แม้จะใช้วิธีต่างกัน คือการไม่ปล่อยให้การลงทุนขนาดใหญ่มีอายุเพียงเท่าระยะเวลาของงาน
110 วันอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น
มหกรรมพืชสวนโลกนครราชสีมาจะมีเวลาเปิดงานเพียง 110 วัน แต่มรดกที่เกิดขึ้นจากงานอาจอยู่กับเมืองไปอีกหลายสิบปี
นั่นทำให้การวัดความสำเร็จของ Korat Expo 2029 ไม่ควรดูเพียงจำนวนคนที่เดินผ่านประตูเข้างาน หรือจำนวนเงินที่สะพัดในช่วงสามเดือนกว่า
ตัวเลขเหล่านั้นสำคัญ แต่เป็นเพียงความสำเร็จของช่วงจัดงาน ความสำเร็จที่แท้จริงอาจต้องรอให้เวลาผ่านไปอีก 5 ปี หรือ 10 ปี แล้วจึงย้อนกลับมาถามว่า
พื้นที่แห่งนี้ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่
คนโคราชยังเข้ามาใช้หรือไม่
ธุรกิจใหม่เกิดขึ้นหรือไม่
องค์ความรู้ที่นำมาจากทั่วโลกยังถูกต่อยอดหรือไม่
และเงินที่ลงทุนไปสามารถสร้างสิ่งใหม่ให้กับเมืองได้จริงหรือไม่
ญี่ปุ่นแสดงให้เห็นว่า แม้แต่ไม้และวัสดุจากงานก็สามารถออกแบบให้มีชีวิตต่อได้ ขณะที่จีนแสดงให้เห็นว่า พื้นที่จัดมหกรรมพืชสวนขนาดกว่า 3,100 ไร่ สามารถเปลี่ยนจากสถานที่จัดงานให้กลายเป็นพื้นที่ของเมืองได้
สำหรับโคราช คำถามจึงไม่ใช่ว่าจะทำตามญี่ปุ่นหรือจีนได้หรือไม่ แต่คือโคราชจะออกแบบ Legacy ในแบบของตัวเองอย่างไร เพราะเมื่อถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2573 งานอาจปิดลงตามกำหนด
แต่สำหรับนครราชสีมา วันนั้นไม่ควรเป็นวันสิ้นสุดของโครงการ มันควรเป็นวันที่พื้นที่แห่งใหม่ของเมืองเริ่มต้นบทบาทใหม่ต่างหาก
งานพืชสวนโลกมีวันปิด แต่สิ่งที่โคราชควรสร้างไว้หลังงาน ต้องไม่มีวันหมดอายุ
นี่จึงเป็นบททดสอบที่สำคัญของโคราช เพราะ งบประมาณ 4,281 ล้านบาทที่รัฐบาลอนุมัติไว้ ไม่ได้ควรถูกมองเป็นเพียงต้นทุนของการจัดงาน แต่เป็นเงินลงทุนที่ต้องตอบให้ได้ว่าจะสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคมกลับมาอย่างไร
สำหรับงานมหกรรมพืชสวนระดับ A1 ของ AIPH การวาง Legacy ไม่ใช่เรื่องที่ค่อยคิดหลังงานจบ แต่เป็นเงื่อนไขที่ผู้จัดต้องจัดทำตั้งแต่ขั้นตอนยื่นขอเป็นเจ้าภาพ โดย AIPH กำหนดให้มี Expo Venue and Infrastructure Legacy Plan ครอบคลุมการใช้พื้นที่และโครงสร้างพื้นฐานทั้ง 3 ช่วง
คือ ระหว่างจัดงาน ช่วงเปลี่ยนผ่านหลังปิดงาน และระยะหลังงานอย่างถาวร พร้อมระบุให้ชัดว่าใครเป็นเจ้าของ ใครเป็นหน่วยงานรับผิดชอบ และกรอบเวลาการดำเนินงาน
แผนดังกล่าวต้องได้รับการทบทวนและปรับปรุงตลอดช่วงเตรียมงาน ก่อสร้าง และดำเนินงาน ไม่ใช่เอกสารที่ทำขึ้นเพียงเพื่อผ่านขั้นตอนการสมัคร
ในมุมของ AIPH คำว่า Legacy ยังมีความหมายกว้างกว่าการนำอาคารหรือพื้นที่กลับมาใช้ประโยชน์ โดยมองผลลัพธ์ระยะยาวของงานอย่างน้อย 7 ด้าน
ได้แก่ ผลกระทบทางเศรษฐกิจ การยกระดับชื่อเสียงของเมือง ความยั่งยืน การพัฒนาเมือง การขับเคลื่อนการท่องเที่ยว การศึกษาและการสร้างแรงบันดาลใจ และการเพิ่มขีดความสามารถขององค์กรหรือหน่วยงานเจ้าภาพ
AIPH จึงกำหนดให้มีการประเมินผลหลังงานปิด 90 วัน และอีกครั้งหลังจากนั้น 3 ปี เพื่อดูว่า Expo ได้สร้างประโยชน์ระยะยาวให้เมืองและประเทศเจ้าภาพจริงหรือไม่
แนวคิดนี้สะท้อนชัดว่า สำหรับงาน A1 ความสำเร็จไม่ได้วัดจบลงในวันปิดงาน แต่ต้องพิสูจน์ได้ว่าสิ่งที่ลงทุนไปยังสร้างคุณค่าให้เมืองต่อไปในระยะยาว..
ภาพและแหล่งข้อมูล:
International Association of Horticultural Producers (AIPH): Expo 2029 Korat และ Expo Benefits/Legacy
Bureau International des Expositions (BIE): Expo 2019 Beijing
Expo 2025 Osaka, Kansai, Japan Official Website: Visitor Data และ EXPO CIRCULAR MARKET MYAKU-ICHI!
Beijing Municipal People's Government: Beijing Expo Park
เอกสารการประชุมคณะกรรมการบริหารการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดนครราชสีมา พ.ศ. 2572







