
นักลงทุนสถาบันชะลอลงทุนหุ้นเทคสหรัฐ เสี่ยงภาวะเก็งกำไร
นักลงทุนสถาบันในสหรัฐ ลดน้ำหนักหุ้นเทคฯ ยักษ์ใหญ่และโครงสร้างพื้นฐาน AI ขณะที่ท่าทีต่อหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ยังเป็นบวก สะท้อนตลาดยังคงไร้ทิศทาง เสี่ยงภาะเก็งกำไร
นักลงทุนสถาบันในสหรัฐฯ เริ่มลดการลงทุนในหุ้นกลุ่มสำคัญของตลาด เช่น เซมิคอนดักเตอร์ โครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ในไตรมาส 2 โดยยังไม่มีการเข้าซื้อหรือเทขายครั้งใหญ่ในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง สะท้อนความระมัดระวังต่อการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีที่ปรับตัวขึ้นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา
การวิเคราะห์ข้อมูลการเปิดเผยการถือครองหลักทรัพย์แบบ 13F รายไตรมาสของ Reuters จากนักลงทุนสถาบัน 6,371 ราย ซึ่งรวมถึงกองทุนบำเหน็จบำนาญ กองทุนเฮดจ์ฟันด์ บริษัทบริหารความมั่งคั่ง และนักลงทุนสถาบันประเภทอื่น พบว่า จำนวนผู้ลงทุนที่เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นและผู้ที่ลดสัดส่วนมีความแตกต่างกันไม่มาก และในหลายกลุ่ม จำนวนผู้ขายสุทธิมีมากกว่าผู้ซื้อเล็กน้อย
ข้อมูลดังกล่าวครอบคลุมไตรมาสสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน และอ้างอิงเอกสารที่ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) จนถึงช่วงบ่ายวันศุกร์ที่ผ่านมา
หุ้นเทคฯ ยักษ์ใหญ่เริ่มถูกลดน้ำหนัก
ในกลุ่ม Magnificent Seven ซึ่งประกอบด้วยบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ เช่น Microsoft และ Meta Platforms พบว่า นักลงทุนสถาบันเกือบ 44% ลดการถือครอง ขณะที่ 42% เพิ่มหรือเริ่มเข้าถือหุ้นในกลุ่มดังกล่าว ส่วนที่เหลือไม่ได้เปิดเผยการเปลี่ยนแปลงการถือครอง
หุ้นกลุ่ม Magnificent Seven เป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงขาขึ้นที่ผ่านมา แต่ข้อมูลล่าสุดสะท้อนว่า นักลงทุนเริ่มมีท่าทีระมัดระวังมากขึ้น หลังจากหุ้นกลุ่มนี้ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง
อย่างไรก็ตาม เอกสาร 13F ไม่ได้ระบุเหตุผลที่นักลงทุนปรับเปลี่ยนสถานะการลงทุน นักวิเคราะห์จึงมองว่า ข้อมูลดังกล่าวอาจสะท้อนว่ากองทุนจำนวนมากได้สะสมหุ้นในกลุ่มเหล่านี้ไปมากแล้ว มากกว่าจะหมายความว่านักลงทุนมองแนวโน้มพื้นฐานของบริษัทในเชิงลบ
Shaia Hosseinzadeh ผู้ก่อตั้ง OnyxPoint Global Management กล่าวว่า การที่จำนวนผู้ซื้อและผู้ขายใกล้เคียงกันมาก สะท้อนว่า ตลาดยังไม่มีมุมมองร่วมกันอย่างชัดเจน แม้ไม่มีใครโต้แย้งว่าเม็ดเงินลงทุนด้าน AI กำลังเพิ่มขึ้น แต่ยังมีความเห็นแตกต่างกันว่า บริษัทใดจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์สูงสุดในท้ายที่สุด
Steve Sosnick นักกลยุทธ์ตลาดจาก Interactive Brokers กล่าวว่า กองทุนขนาดใหญ่บางแห่งอาจถือหุ้นเหล่านี้อยู่ในระดับสูงสุดเท่าที่เหมาะสมตามข้อจำกัดด้านความเสี่ยงและนโยบายการลงทุน จึงไม่สามารถเพิ่มสถานะได้มากกว่านี้
ปัจจัยดังกล่าวอาจอธิบายได้ว่า เหตุใดหุ้นบางบริษัทที่รายงานผลประกอบการแข็งแกร่งจึงยังปรับตัวลงหลังประกาศงบ เพราะนักลงทุนรายใหญ่ซึ่งปกติอาจเข้าซื้อเมื่อมีข่าวดี ไม่สามารถเพิ่มสัดส่วนการลงทุนได้อีก
นักลงทุนยังมองหุ้นชิปเป็นบวก
แม้ท่าทีต่อหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่จะระมัดระวังมากขึ้น แต่นักลงทุนสถาบันยังมีมุมมองเชิงบวกต่อ หุ้นเซมิคอนดักเตอร์
ข้อมูล 13F ระบุว่า นักลงทุนสถาบันประมาณ 48% เป็นผู้ซื้อสุทธิ หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ขณะที่มีเพียง 34.5% ที่เป็นผู้ขายสุทธิ
สำหรับบริษัทซอฟต์แวร์รายใหญ่ 20 แห่ง ซึ่งรวมถึง Adobe และ Datadog สัดส่วนผู้ขายสุทธิอยู่ที่ 28.2% ขณะที่ผู้ซื้อสุทธิอยู่ที่ 26.3% สะท้อนภาพการลงทุนที่ยังไม่มีทิศทางชัดเจน
Tiger Global ลดถือหุ้น Microsoft-Nvidia
หนึ่งในกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่ถูกจับตามองอย่าง Tiger Global Management เปิดเผยว่า ได้ลดการถือครองหุ้นหลายบริษัทในกลุ่ม Magnificent Seven รวมถึง Microsoft, Nvidia และ Meta
กองทุนยังลดการถือครองหุ้น Alphabet ลง 45.4% เหลือ 5.8 ล้านหุ้น รวมถึงลดการถือหุ้น Taiwan Semiconductor ขณะที่ SoftBank Group ก็ลดการถือหุ้นบริษัทดังกล่าวเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม Tiger Global เพิ่มการถือครองหุ้น Intel ในไตรมาสเดียวกัน
การลดสถานะหุ้นเทคโนโลยีอาจส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนของกองทุนเฮดจ์ฟันด์บางแห่งในเดือนกรกฎาคม หลังการเทขายหุ้นเทคโนโลยีทำให้การลงทุนที่อิงกับหุ้นกลุ่มนี้ถูกคลายสถานะอย่างรวดเร็ว
JPMorgan ระบุว่า การที่นักลงทุนจำนวนมากมีสถานะลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีในทิศทางเดียวกัน ทำให้กองทุนเฮดจ์ฟันด์และนักเก็งกำไรถอนการลงทุนได้ยาก โดยเฉพาะเมื่อพยายามปิดสถานะที่สะสมกำไรมาก่อนหน้านี้
AI ยังได้รับเงินลงทุน แต่เริ่มเสี่ยงภาวะเก็งกำไร
ในทางกลับกัน นักลงทุนยังคงเพิ่มน้ำหนักหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI โดย 36% ของนักลงทุนสถาบัน ที่ยื่นเอกสาร 13F แล้ว เป็นผู้ซื้อสุทธิหุ้น เช่น CoreWeave, Arista Networks และ Broadcom
Bruno Schneller หุ้นส่วนผู้จัดการของ Erlen Capital Management กล่าวว่า หุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI ตั้งแต่ชิปหน่วยความจำไปจนถึงศูนย์ข้อมูล ได้เปลี่ยนจากการเป็นเรื่องราวการเติบโตตามปัจจัยพื้นฐาน ไปสู่การซื้อขายที่ขับเคลื่อนด้วยโมเมนตัมและการใช้เงินทุนสูง
เขามองว่า การเทขายหุ้นกลุ่มดังกล่าวในเดือนกรกฎาคมไม่ได้สะท้อนการปฏิเสธแนวโน้มการเติบโตของ AI ในระยะยาว แต่เป็นการคลายสถานะการลงทุนที่แออัด ซึ่งถูกขยายผลจากการใช้เลเวอเรจและการบริหารความเสี่ยงที่ไม่เพียงพอ
หุ้นพลังงานไม่ดึงดูดนักลงทุน
แม้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นในไตรมาส 2 แต่นักลงทุนสถาบันโดยรวมกลับไม่ได้เพิ่มน้ำหนักหุ้นพลังงานมากนัก
ข้อมูลพบว่า 40.3% เป็นผู้ขายสุทธิ ในหุ้นบริษัทพลังงานรายใหญ่ 12 แห่ง ขณะที่มีเพียง 28% เป็นผู้ซื้อสุทธิ
อย่างไรก็ตาม OnyxPoint ซึ่งลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI รวมถึงโลหะ เหมืองแร่ และพลังงาน ได้เพิ่มการลงทุนในหุ้นพลังงานบางส่วน โดยเข้าถือหุ้น BP และ Devon Energy รวมถึง Fervo Energy บริษัทพลังงานความร้อนใต้พิภพ
กองทุนยังเข้าลงทุนใน Keel Infrastructure ซึ่งดำเนินธุรกิจศูนย์ข้อมูล
สำหรับหุ้น ศูนย์ข้อมูล นักลงทุนสถาบันมีท่าทีรอดูสถานการณ์อย่างชัดเจน โดยสัดส่วนผู้ซื้อสุทธิและผู้ขายสุทธิอยู่ที่ 24.3% เท่ากัน
ภาพรวมจึงสะท้อนว่า นักลงทุนสถาบันยังเชื่อมั่นในศักยภาพของ AI และเทคโนโลยีในระยะยาว แต่เริ่มระมัดระวังมากขึ้นต่อระดับราคาหุ้นและความเสี่ยงจากการลงทุนที่กระจุกตัว ขณะที่ตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงที่นักลงทุนต้องเลือกมากขึ้นว่า บริษัทใดจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากกระแส AI อย่างแท้จริง







