
Meta กระแสเงินสดหดหาย 91% นักลงทุนผวาเทขายหุ้นร่วง 10%
Meta อัดฉีดงบ AI ทะลุแสนล้าน ฉุดกระแสเงินสดไตรมาส 2 ร่วงหนักกว่า 91% "มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก" ยันเดิมพันใหญ่เพื่อสร้างอนาคตธุรกิจใหม่
บริษัท เมตา แพลตฟอร์มส (Meta Platforms) รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 เมื่อวันพุธ พบว่ากระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) ร่วงลงอย่างหนักถึง 91% ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงภาระทางการเงินที่ตึงตัว หลังจากยักษ์ใหญ่โซเชียลมีเดียรายนี้ทุ่มเม็ดเงินมหาศาลไปกับการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในขณะที่ผลักดันให้เกิดผลตอบแทนที่ยังคงไม่ชัดเจน
บริษัทแม่ของ Facebook และ Instagram เปิดเผยว่า กระแสเงินสดอิสระในไตรมาส 2 (สิ้นสุด ณ วันที่ 30 มิถุนายน) อยู่ที่ 784 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงฮวบฮาบเมื่อเทียบกับตัวเลข 8.55 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้นักลงทุนพากันเทขายหุ้น จนราคาร่วงลงถึง 10% ในการซื้อขายนอกเวลาทำการ (Extended Trading)
ภาวะเงินสดหดหายของ Meta เกิดขึ้นในทิศทางเดียวกับบริษัท Alphabet ที่เพิ่งรายงานผลประกอบการไปเมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่ง Alphabet เองก็ต้องเผชิญกับภาวะกระแสเงินสดติดลบเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เช่นกัน
สถานการณ์เหล่านี้สร้างความตื่นตระหนกให้กับเหล่านักลงทุนในวอลล์สตรีทที่เคยมั่นใจในตลาด และกระตุ้นให้เกิดแรงเทขายหุ้นบริษัทแม่ของ Google ออกมาตามๆ กัน
มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของ Meta เผยระหว่างการแถลงว่ากำลังนำบริษัทเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ โดยมุ่งเป้ากระจายความเสี่ยงจากรายได้โฆษณา ไปสู่การสร้างธุรกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI)
"เราคาดว่าทรัพยากรด้านการประมวลผลส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปที่การเทรนโมเดล AI การขยายธุรกิจหลัก การพัฒนาผู้ช่วยส่วนตัว AI ตลอดจนการขยายบริการไปยังกลุ่มลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่" — มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก
เพื่อรองรับวิสัยทัศน์นี้ Meta ได้ประกาศเพิ่มกรอบงบลงทุน (Capex) สำหรับปี 2026 เป็น 1.3 - 1.45 แสนล้านดอลลาร์ พร้อมเร่งขยายกำลังการประมวลผลของศูนย์ข้อมูล (Data Center) ให้แตะระดับ 7 กิกะวัตต์ในปีนี้ และเพิ่มเป็น 14 กิกะวัตต์ในปีหน้า แม้การตัดสินใจครั้งนี้จะทำให้กระแสเงินสดอิสระของบริษัทร่วงลงแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปลายปี 2022 ก็ตาม
แม้การทุ่มงบมหาศาลจะสร้างความกังวลให้กับนักลงทุน คล้ายกับช่วงที่บริษัทเคยทุ่มทุนสร้าง Metaverse จนขาดทุนไปกว่า 8 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่ในไตรมาสที่ 2 นี้ ธุรกิจโฆษณาซึ่งเป็นรายได้หลักยังคงทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม โดยผลักดันให้รายได้รวมเติบโตถึง 28% แตะระดับ 6.08 หมื่นล้านดอลลาร์ และมียอดผู้ใช้งานรายวันสูงถึง 3.6 พันล้านคน
อย่างไรก็ตาม ต้นทุนมหาศาลจากการลงทุนด้าน AI เริ่มสะท้อนให้เห็นในงบการเงิน ส่งผลให้กำไรต่อหุ้นในไตรมาส 2 อยู่ที่ 6.18 ดอลลาร์ ซึ่งต่ำกว่าเป้าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ที่ 7.22 ดอลลาร์
นอกเหนือจากความท้าทายด้านการลงทุน Meta ยังต้องรับมือกับปัจจัยเสี่ยงทางกฎหมายที่รุนแรง โดย 4 รัฐในสหรัฐอเมริกาได้ยื่นฟ้องเรียกค่าปรับสูงถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ จากข้อกล่าวหาว่าแพลตฟอร์มของบริษัทจงใจทำให้เด็กและเยาวชนเสพติดการใช้งาน
ซูซาน หลี่ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ Meta เปิดเผยว่า หากบริษัทไม่มีภาระค่าใช้จ่ายจากคดีความและเงินชดเชยการเลิกจ้างพนักงาน (ซึ่งมีการปลดพนักงานไปกว่า 8,000 คน หรือ 10% ขององค์กรเมื่อเดือนพฤษภาคม) กำไรจากการดำเนินงานในไตรมาส 2 ควรจะเติบโตได้ถึง 9% แทนที่จะหดตัวลง 8% อย่างที่เกิดขึ้นจริง
สถานการณ์ปัจจุบันของ Meta จึงเป็นการรักษาสมดุลที่ยากลำบาก ระหว่างการใช้รายได้จากธุรกิจโฆษณาที่กำลังเติบโต มาอุดหนุนวิสัยทัศน์แห่งอนาคตอย่าง AI ท่ามกลางสายตาที่จับจ้องของนักลงทุนและแรงเสียดทานจากหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลก







