posttoday
ไทยดึงนักเรียนต่างชาติได้ แต่ผลักคนเก่งไหลออกนอกประเทศ

ไทยดึงนักเรียนต่างชาติได้ แต่ผลักคนเก่งไหลออกนอกประเทศ

03 กรกฎาคม 2569

ไทยปั้นฮับโรงเรียนอินเตอร์ รับนักเรียนต่างชาติ แต่ "มหาวิทยาลัย-ค่าจ้าง" ยังเป็นจุดอ่อนผลักคนเก่งไหลออกนอกประเทศ

ปัญหาขาดแคลนแรงงานของไทยไม่ได้เกิดจากจำนวนคนทำงานลดลงเพียงอย่างเดียว แต่มีรากมาจาก "ระบบการศึกษา" ที่ยังผลิตคนไม่สอดรับกับความต้องการของเศรษฐกิจยุคใหม่

 

“โพสต์ทูเดย์” มีโอกาสได้ฟังมุมมองของ นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ถึงเรื่องนี้ว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านการศึกษาอยู่เรื่องหนึ่ง นั่นคือการเติบโตของธุรกิจโรงเรียนนานาชาติ ซึ่งสามารถดึงดูดนักเรียนจากจีน เกาหลี และอีกหลายประเทศให้เข้ามาเรียนในไทยได้อย่างต่อเนื่อง

 

ภาพนี้สะท้อนว่า ประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางการศึกษาระดับนานาชาติ ขณะที่ผู้ปกครองทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติยอมลงทุนจ่ายค่าเล่าเรียนจำนวนมากเพราะมองว่าหลักสูตรนานาชาติสามารถเตรียมทักษะที่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ได้มากกว่าหลักสูตรทั่วไป

https://www.posttoday.com/business/741829

 

แต่ความสำเร็จดังกล่าวกลับหยุดอยู่แค่ระดับโรงเรียน

 

เมื่อเด็กเรียนจบโรงเรียนนานาชาติ หลายคนกลับไม่มีตัวเลือกมหาวิทยาลัยในไทยที่สามารถต่อยอดหลักสูตรได้อย่างเพียงพอ ทั้งในด้านคุณภาพ ความหลากหลายของหลักสูตร หรือกฎระเบียบที่เอื้อต่อการเปิดหลักสูตรระดับสากล ส่งผลให้นักเรียนจำนวนมากเลือกเดินทางไปศึกษาต่อในต่างประเทศแทน

 

สิ่งที่ไทยสูญเสียจึงไม่ใช่แค่ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา แต่คือโอกาสในการรักษาคนเก่งไว้พัฒนาประเทศ เพราะเมื่อเรียนจบจากต่างประเทศ หลายคนก็ตัดสินใจทำงานต่างประเทศต่อ

 

ผลักคนเก่ง ไหลออกนอกประเทศ 

 

นายบุรินทร์ ยกตัวอย่าง ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและสิงคโปร์ ที่ใช้จุดแข็งด้านการศึกษาสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน 

 

มาเลเซียดึงหลักสูตรมหาวิทยาลัยจากสหราชอาณาจักรเข้ามาเปิดสอนภายในประเทศ ขณะที่สิงคโปร์กลายเป็นจุดหมายสำคัญของนักเรียนต่างชาติในภูมิภาค รวมถึงนักเรียนจากไทยด้วย

 

อีกปัจจัยสำคัญที่ผลักคนเก่งออกจากประเทศ คือ "ผลตอบแทนหลังเรียนจบ" คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยมองว่า การเรียนในประเทศไทยยังให้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่า ทั้งในแง่คุณภาพการศึกษาและโอกาสในการทำงาน โดยเฉพาะปัญหาเพดานเงินเดือนที่ยังต่ำเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง

 

นายบุรินทร์ยกตัวอย่างจากคนใกล้ตัว ที่จบโรงเรียนนานาชาติหลักสูตรสิงคโปร์ในประเทศไทย มักเลือกสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำของสิงคโปร์มากกว่าเรียนต่อในไทย เพราะเชื่อว่าเรียนจบแล้วจะได้รับค่าตอบแทนและโอกาสเติบโตที่ดีกว่า

 

ปัญหานี้จึงไม่ใช่เรื่องของการศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับโครงสร้างค่าจ้างและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หากประเทศไทยยังไม่สามารถยกระดับรายได้ของแรงงานทักษะสูงได้ ก็จะยิ่งดึงดูดคนเก่งไว้ในประเทศได้ยาก

 

ในยุคที่โลกก้าวสู่ยุค AI การศึกษายิ่งต้องเร่งปรับตัวให้ทันกับความต้องการของตลาดแรงงาน

 

นายบุรินทร์มองว่า ไทยมีโอกาสสร้างมูลค่าในส่วนของการประยุกต์ใช้ AI มากกว่าการแข่งขันด้านเทคโนโลยีต้นน้ำ โดยภาคการศึกษาจะเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการผลิตบุคลากรที่สามารถนำ AI ไปใช้ในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมต่าง ๆ

 

โรงเรียนและมหาวิทยาลัยในอนาคตจะไม่ได้เป็นเพียงสถานที่เรียนการสอน แต่จะเชื่อมต่อกับโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและศูนย์ข้อมูล เพื่อใช้พลังการประมวลผลของ AI ยกระดับการเรียนรู้ สร้างทักษะใหม่ และผลิตกำลังคนที่ตรงกับความต้องการของเศรษฐกิจยุคใหม่

 

“ท้ายที่สุด หากประเทศไทยต้องการก้าวจากการเป็นเพียงพื้นที่ตั้งของศูนย์ข้อมูล หรือ "ผู้ให้เช่าที่ดิน" ไปสู่การเป็นประเทศที่สร้างมูลค่าจาก AI ได้จริง สิ่งที่ต้องลงทุนไม่ใช่แค่โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี แต่รวมถึงการปฏิรูประบบการศึกษา การสร้างมหาวิทยาลัยที่แข่งขันได้ในระดับสากล และการยกระดับค่าจ้างแรงงานทักษะสูง เพื่อให้คนเก่งเลือกเรียน ทำงาน และสร้างอนาคตอยู่ในประเทศไทย” นายบุรินทร์ กล่าวทิ้งท้าย

 

ข่าวล่าสุด

กฟภ. เปิดรับซื้อไฟโซลาร์ภาคประชาชนปี 69 ติดเองใช้เอง เหลือขายคืน 2.2 บ.

กฟภ. เปิดรับซื้อไฟโซลาร์ภาคประชาชนปี 69 ติดเองใช้เอง เหลือขายคืน 2.2 บ.