
'ซักเคอร์เบิร์ก' ยอมรับ AI Agent ของ Meta โตช้ากว่าคาด หวังเห็นผลครึ่งปีหลัง
ซีอีโอ Meta ยอมรับการพัฒนา AI Agent ยังไม่ก้าวหน้าอย่างที่ตั้งเป้า แม้ทุ่มงบลงทุนมหาศาล คาดเริ่มเห็นผลตอบแทนภายใน 3-6 เดือน พร้อมทบทวนโครงการติดตามข้อมูลพนักงาน
มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของบริษัท Meta Platforms ยอมรับว่าการพัฒนาเทคโนโลยี AI Agent ของบริษัทในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ยังไม่สามารถเร่งความก้าวหน้าได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ แม้ Meta จะเดินหน้าลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างมหาศาลก็ตาม
สำนักข่าว Reuters รายงานโดยอ้างอิงบันทึกเสียงการประชุมภายในบริษัท (Town Hall) เมื่อวันพฤหัสบดีว่า ซักเคอร์เบิร์กระบุว่า ความคืบหน้าของ AI Agent "ยังไม่เร่งตัวในแบบที่เราคาดหวัง" พร้อมยอมรับว่าการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ ซึ่งรวมถึงการลดจำนวนพนักงานในช่วงที่ผ่านมา ดำเนินการได้ไม่ราบรื่นเท่าที่ควร และรูปแบบองค์กรใหม่ที่บริษัทเลือกใช้ยังไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้ตามเป้าหมาย
คำยอมรับดังกล่าวมีขึ้นในช่วงที่ Meta กำลังเร่งแข่งขันกับบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ทั่วโลกในการพัฒนา AI เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์และบริการ โดยบริษัทคาดว่าจะใช้งบลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI สูงถึง 145,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปีนี้ คิดเป็นสัดส่วนสำคัญของเม็ดเงินลงทุนด้าน AI ของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Big Tech) ซึ่งรวมกันมีมูลค่ามากกว่า 700,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
อย่างไรก็ตาม ซักเคอร์เบิร์กยังคงแสดงความเชื่อมั่นว่า การลงทุนดังกล่าวจะเริ่มสร้างผลตอบแทนที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นภายในช่วง 3-6 เดือนข้างหน้า และจะสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของ AI ที่บริษัทกำลังพัฒนา
นอกจากประเด็นด้าน AI แล้ว ในการประชุมเดียวกัน นายแอนดรูว์ บอสเวิร์ธ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี (CTO) ของ Meta ยังเปิดเผยผลการตรวจสอบเบื้องต้นเกี่ยวกับเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยของข้อมูล ซึ่งเกี่ยวข้องกับซอฟต์แวร์ติดตามการใช้งานคอมพิวเตอร์ของพนักงานที่บริษัทนำมาใช้เพื่อสนับสนุนการฝึกระบบ AI
ผลการตรวจสอบระบุว่า ไม่พบข้อมูลของพนักงานถูกนำไปใช้ในการฝึกโมเดล AI แม้ก่อนหน้านี้จะเกิดข้อกังวลเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อน
เมื่อเดือนที่ผ่านมา Meta ได้ระงับการใช้งานซอฟต์แวร์ดังกล่าวชั่วคราว หลังพบประเด็นด้านความปลอดภัย โดยโปรแกรมดังกล่าวสามารถติดตามการเคลื่อนไหวของเมาส์ รวมถึงกิจกรรมการใช้งานคอมพิวเตอร์ของพนักงาน เพื่อนำข้อมูลไปวิเคราะห์และพัฒนาเทคโนโลยี AI
บอสเวิร์ธระบุว่า หากบริษัทตัดสินใจกลับมาใช้งานระบบดังกล่าวอีกครั้งหลังการตรวจสอบเสร็จสิ้น จะเปลี่ยนรูปแบบเป็น "สมัครใจเข้าร่วม (Opt-in)" เพื่อให้พนักงานสามารถเลือกได้ว่าจะเข้าร่วมโครงการหรือไม่
ก่อนหน้านี้ Meta เริ่มติดตั้งซอฟต์แวร์ดังกล่าวบนคอมพิวเตอร์ของพนักงานในสหรัฐเมื่อเดือนเมษายน โดยในขณะนั้นบริษัทแจ้งว่า พนักงานไม่สามารถปฏิเสธการเข้าร่วมโครงการได้ ส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวและการคุ้มครองข้อมูลของพนักงาน
การเปิดเผยของซักเคอร์เบิร์กครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำทั่วโลกจะทุ่มงบลงทุนจำนวนมหาศาลในการแข่งขันด้าน AI แต่การเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนให้กลายเป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จับต้องได้ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในปัจจุบัน.







