posttoday
เมื่อ Net Zero ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือสมรภูมิใหม่เศรษฐกิจโลก

เมื่อ Net Zero ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือสมรภูมิใหม่เศรษฐกิจโลก

03 กรกฎาคม 2569

เมื่อการลดคาร์บอนไม่ใช่แค่ประเด็นสิ่งแวดล้อม แต่กลายเป็นเงื่อนไขใหม่ของการค้าและการลงทุน โลกกำลังบีบให้ไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่ Net Zero เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในอนาคต

KEY

POINTS

  • เป้าหมาย Net Zero ได้เปลี่ยนจากประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมไปสู่ยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน ดึงดูดการลงทุน และเข้าถึงตลาดโลก
  • ประเทศไทยกำลังเผชิญแรงกดดันสองด้านพร้อมกัน คือ ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น และกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศที่ใช้มาตรฐานคาร์บอนต่ำเป็นเงื่อนไขสำคัญ
  • การเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero ไม่ใช่แค่การลดคาร์บอน แต่คือการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งระบบ โดยเฉพาะภาคพลังงานและอุตสาหกรรม เพื่อสร้างความได้เปรียบในสมรภูมิเศรษฐกิจโลกยุคใหม่

เมื่อวิกฤตภูมิอากาศกำลังเปลี่ยนเป็น "โจทย์เศรษฐกิจ" ของทุกประเทศ

 

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) มักถูกมองว่าเป็นประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการลดมลพิษ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ หรือการปกป้องระบบนิเวศ แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โลกกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่ผลกระทบของภาวะโลกร้อนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภัยธรรมชาติ หากแต่ลุกลามสู่เศรษฐกิจ การลงทุน และความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างชัดเจน

 

ภายใต้บริบทดังกล่าว เป้าหมาย Net Zero Emissions จึงไม่ได้เป็นเพียงคำมั่นด้านสิ่งแวดล้อม หากแต่กลายเป็นยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ที่ต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ประเทศที่สามารถปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สอดรับกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จะมีโอกาสดึงดูดการลงทุน เข้าถึงตลาดโลก และสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้มากกว่าประเทศที่ยังพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและมีโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเดิม

 

สำหรับประเทศไทย ประเด็นดังกล่าวมีความสำคัญยิ่ง เพราะกำลังเผชิญแรงกดดันพร้อมกันจากทั้งผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเปลี่ยนแปลงกติกาการค้าโลก

 

เอกสารประกอบการประชุมของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เรื่อง "ผลกระทบทางเศรษฐกิจ การลงทุน และความสามารถในการแข่งขันภายใต้เส้นทาง Net Zero" (วันที่ 25 มิถุนายน 2569) โดยดร.ณัทกฤช อภิภูชยะกุล คอลัมนิสต์ด้านพลังงานสะอาดของโพสต์ทูเดย์ Smart City ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่ง อนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาญัตติเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบและการขับเคลื่อนสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) สภาผู้แทนราษฎร

 

สะท้อนให้เห็นว่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญของการเติบโตในอนาคต!

 

ภาพจากเอกสารประกอบการประชุมของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

 

ประเทศไทยกำลังเผชิญ "แรงกดดันสองด้าน" พร้อมกัน

แรงกดดันด้านแรกมาจากธรรมชาติเอง ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับสูง ภัยแล้ง น้ำท่วม พายุ คลื่นความร้อน และไฟป่าเกิดขึ้นถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ

 

ข้อมูลในเอกสารระบุว่า ความถี่ของภัยพิบัติทางธรรมชาติของไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ขณะที่เหตุอุทกภัยในปี 2567 สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจในหลายจังหวัด และกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) เป็นวงกว้าง สะท้อนให้เห็นว่าภัยพิบัติไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสังคม แต่ได้กลายเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูงขึ้นทุกปี

 

ความเสียหายเหล่านี้ยังมีผลต่อการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชน นักลงทุนทั่วโลกเริ่มประเมินความเสี่ยงด้านภูมิอากาศควบคู่ไปกับปัจจัยทางเศรษฐกิจ การเมือง และโครงสร้างพื้นฐาน ประเทศที่มีความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติสูง แต่ขาดมาตรการรองรับที่ชัดเจน ย่อมมีต้นทุนการลงทุนสูงขึ้นตามไปด้วย

 

อีกด้านหนึ่ง ประเทศไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากกฎระเบียบทางการค้าระหว่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับการลดคาร์บอนมากขึ้น โดยเฉพาะสหภาพยุโรปซึ่งทยอยบังคับใช้มาตรการสำคัญ เช่น กลไกปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) และกฎระเบียบว่าด้วยสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ที่กำหนดมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมเป็นเงื่อนไขของการค้า หากผู้ผลิตไทยไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าสินค้าผลิตด้วยกระบวนการที่ปล่อยคาร์บอนต่ำหรือไม่เกี่ยวข้องกับการทำลายป่า ก็อาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดยุโรป ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกสำคัญของประเทศ

 

เมื่อ Net Zero ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือสมรภูมิใหม่เศรษฐกิจโลก

 

เมื่อ "การแข่งขัน" ไม่ได้วัดกันที่ต้นทุนเพียงอย่างเดียว

ที่ผ่านมา ประเทศไทยสร้างความได้เปรียบด้านการผลิตจากแรงงาน โครงสร้างพื้นฐาน และห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็ง แต่ในโลกยุคใหม่ ปัจจัยเหล่านี้อาจไม่เพียงพออีกต่อไป

 

นักลงทุนข้ามชาติเริ่มพิจารณาว่า โรงงานสามารถใช้ไฟฟ้าสะอาดได้หรือไม่ มีการวัดการปล่อยคาร์บอนตลอดห่วงโซ่อุปทานหรือไม่ และสามารถซื้อพลังงานหมุนเวียนโดยตรงได้หรือไม่ ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคทั่วโลกก็ให้ความสำคัญกับสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทำให้ "คาร์บอน" กลายเป็นต้นทุนทางธุรกิจรูปแบบใหม่

 

นั่นหมายความว่า ความสามารถในการแข่งขันของประเทศไม่ได้ขึ้นอยู่กับค่าแรงหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความพร้อมของระบบพลังงาน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ระบบขนส่งสะอาด และกฎระเบียบที่เอื้อต่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

 

จุดอ่อนสำคัญของไทยยังอยู่ที่ "โครงสร้างพลังงาน"

แม้ประเทศไทยจะมีความก้าวหน้าในการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ภาพรวมยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลในสัดส่วนสูง ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมและภาคขนส่งซึ่งเป็นผู้ใช้พลังงานรายใหญ่ของประเทศ

 

ข้อมูลจาก สศช. ระบุว่า ภาคอุตสาหกรรมมีสัดส่วนการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายประมาณ 39% รองลงมาคือภาคขนส่ง 35% ขณะที่ภาคครัวเรือน ภาคบริการ และภาคเกษตรมีสัดส่วนรวมกันไม่ถึงหนึ่งในสามของการใช้พลังงานทั้งหมด สะท้อนว่าหากประเทศไทยต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง การปฏิรูปภาคพลังงานและภาคอุตสาหกรรมจะเป็นหัวใจสำคัญที่สุด

 

ในอีกด้านหนึ่ง แม้ไทยจะพึ่งพาถ่านหินน้อยกว่าหลายประเทศในภูมิภาค แต่การผลิตไฟฟ้ายังคงอาศัยก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก ขณะที่สัดส่วนพลังงานหมุนเวียนยังไม่สูงพอรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะศูนย์ข้อมูล (Data Center) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และยานยนต์ไฟฟ้า (EV)

 

Net Zero จึงเป็น "การปฏิรูปเศรษฐกิจ" มากกว่าการลดคาร์บอน

สาระสำคัญของเอกสาร สศช. คือ การบรรลุเป้าหมาย Net Zero จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากยังมองว่าเป็นภารกิจของหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องเป็นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งระบบ ตั้งแต่พลังงาน อุตสาหกรรม การเกษตร การขนส่ง การเงิน การลงทุน การวิจัยและพัฒนา ไปจนถึงกฎหมายและกลไกภาครัฐ

 

นั่นหมายความว่า การลงทุนในพลังงานหมุนเวียน การยกระดับโครงข่ายไฟฟ้า การพัฒนาเทคโนโลยีสีเขียว การสร้างตลาดคาร์บอน และการยกระดับมาตรฐานการผลิต ล้วนเป็นองค์ประกอบของยุทธศาสตร์เดียวกัน นั่นคือการรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเศรษฐกิจโลกยุคใหม่

 

หากประเทศไทยสามารถเปลี่ยนผ่านได้สำเร็จ การลดคาร์บอนจะไม่ใช่ต้นทุน แต่จะกลายเป็นโอกาสในการดึงดูดการลงทุน สร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก แต่หากการปรับตัวล่าช้า ความเสี่ยงที่ประเทศจะสูญเสียความได้เปรียบทางการแข่งขันก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

 

 

ข้อมูลจากเอกสารการบรรยายเรื่อง "ผลกระทบทางเศรษฐกิจ การลงทุน และความสามารถในการแข่งขันภายใต้เส้นทาง Net Zero" โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569

ข่าวล่าสุด

กฟภ. เปิดรับซื้อไฟโซลาร์ภาคประชาชนปี 69 ติดเองใช้เอง เหลือขายคืน 2.2 บ.

กฟภ. เปิดรับซื้อไฟโซลาร์ภาคประชาชนปี 69 ติดเองใช้เอง เหลือขายคืน 2.2 บ.