
คลัง ยันยึดเกณฑ์บัตรสวัสดิการฯ ตามมติ ครม. เปิดอุทธรณ์ปมลดหย่อนภาษีพ่อแม่
คลังยืนยันเดินหน้าคัดกรองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ตามมติ ครม. เดิม เปิดอุทธรณ์หลังประกาศผล 17 ก.ค. รับฟังผู้ถูกตัดสิทธิจากกรณีลูกนำชื่อพ่อแม่ลดหย่อนภาษี รวมถึงผู้มีบัญชีหุ้นและกรรมการบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากการคัดกรอง
KEY
POINTS
- กระทรวงการคลังยืนยันใช้เกณฑ์คัดกรองผู้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามมติ ครม. เดิม แต่ปรับวิธีการตรวจสอบเป็นรายบุคคลเพื่อความแม่นยำ
- หลักการตัดสิทธิผู้ที่บุตรนำชื่อไปลดหย่อนภาษีคือ ถือว่ามีผู้ดูแลแล้ว จึงต้องการช่วยเหลือผู้ที่ไม่มีใครดูแลก่อน
- ผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์จากกรณีดังกล่าว สามารถยื่นอุทธรณ์ได้หลังประกาศผลในวันที่ 17 ก.ค. 2569 เพื่อให้พิจารณาข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี
กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักกรณีเงื่อนไขการตัดสิทธิรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 สำหรับผู้ที่มีบุตรนำชื่อบิดามารดาไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังยังคงเดินหน้าการคัดกรองผู้มีสิทธิรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบไว้ แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับเงื่อนไขการตัดสิทธิผู้ที่มีบุตรนำชื่อบิดามารดาไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ซึ่งการปรับระบบคัดกรองครั้งนี้ไม่ใช่การเปลี่ยนหลักเกณฑ์ แต่เป็นการปรับวิธีการตรวจสอบจากการพิจารณารายได้ระดับครอบครัวมาเป็นรายบุคคล เพื่อให้เข้าถึงผู้มีรายได้น้อยและผู้เดือดร้อนจริงได้แม่นยำมากขึ้น รวมทั้งคัดกรองผู้ที่ไม่ได้อยู่ในภาวะยากลำบากออกจากระบบ เพื่อให้เงินภาษีและงบประมาณของรัฐถูกใช้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด
"สำหรับเกณฑ์ยังคงยึดตามมติ ครม. ไปก่อน ส่วนจะมีประเด็นร้องเรียนก็ร้องเรียนมา สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ เราจะนำข้อมูลมาพิจารณา ซึ่งหลักการคืออยากดูแลคนที่ไม่มีใครดูแลก่อน มากกว่าคนที่มีลูกดูแล เพราะวันนี้เราอยู่ในภาวะวิกฤต งบประมาณที่นำมาใช้เป็นเงินภาษีของประชาชน การใช้งบประมาณจึงต้องมีความเข้มงวด แต่ยืนยันว่ารัฐไม่ได้มุ่งตัดสิทธิคนเดิมเพียงอย่างเดียว เพราะเราต้องการเปิดโอกาสให้คนจนรายใหม่ที่เดือดร้อนจริงเข้ามาอยู่ในระบบด้วย"
นายวินิจ อธิบายต่อว่า การนำชื่อบิดามารดาไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษี กระทรวงการคลังยืนยันว่า หลักการดังกล่าวอ้างอิงจากข้อมูลผู้อุปการะ โดยหากบุตรใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเพื่อดูแลบิดามารดา ย่อมสะท้อนว่าบุคคลดังกล่าวมีผู้ดูแลอยู่แล้ว จึงต้องนำข้อมูลดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาสิทธิ
อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังยอมรับว่าอาจมีบางกรณีที่ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับข้อมูลในระบบ เช่น บิดามารดาไม่ทราบว่าบุตรนำชื่อไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษี หรือไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดูจริงตามที่มีการยื่นภาษีไว้
"หากมีข้อร้องเรียนหรือข้อเท็จจริงเพิ่มเติม กระทรวงการคลังพร้อมรับฟังข้อมูลและพิจารณาผ่านกระบวนการอุทธรณ์ ย้ำว่าไม่ได้มีเจตนาตัดสิทธิคนที่เดือดร้อนจริง แต่ต้องการให้ความช่วยเหลือไปถึงผู้ที่ลำบากที่สุดก่อน "
โดย ผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์การพิจารณาสิทธิสามารถยื่นอุทธรณ์ได้หลังประกาศผลการตรวจสอบสิทธิในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 โดยกระทรวงการคลังพร้อมนำข้อเท็จจริงมาพิจารณาเป็นรายกรณี
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังเพิ่มการตรวจสอบข้อมูลบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ การถือหุ้น และสถานะกรรมการนิติบุคคล เพื่อให้การคัดกรองผู้มีสิทธิเป็นไปอย่างรัดกุมมากขึ้น หลังพบว่ามีผู้ลงทะเบียนจำนวนมากอยู่ในกลุ่มดังกล่าว
"การมีบัญชีหุ้นหรือเป็นกรรมการบริษัทไม่ได้หมายความว่าจะถูกตัดสิทธิโดยอัตโนมัติ แต่จะต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม เพื่อให้มั่นใจว่าเงินช่วยเหลือของรัฐถูกส่งไปถึงผู้ที่เดือดร้อนจริง ส่วนผู้ที่มีบัญชีหุ้นแต่ไม่ได้ซื้อขายมานาน หรือเปิดบัญชีไว้แต่ไม่ได้มีฐานะทางการเงินตามที่ข้อมูลอาจสะท้อน ยังสามารถใช้สิทธิอุทธรณ์ได้ หากเห็นว่าการพิจารณาไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงของตนเอง"
สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิมจำนวน 13.18 ล้านราย รัฐบาลเปิดให้ยืนยันความประสงค์รับสิทธิระหว่างวันที่ 4-21 มิถุนายน 2569 ผ่าน 5 ช่องทาง ได้แก่ แอปพลิเคชันทางรัฐ แอปพลิเคชันเป๋าตัง เว็บไซต์ที่กำหนด ตู้ ATM ของธนาคารรัฐ และสาขาธนาคารของรัฐที่เข้าร่วมโครงการ ก่อนประกาศผลการตรวจสอบสิทธิในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 และเปิดให้ผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ยื่นอุทธรณ์ตามขั้นตอนต่อไป







