
สหรัฐเร่งใช้ AI ด้านความมั่นคง ย้ำห้ามสอดแนมผิดกฎหมาย
ทำเนียบขาวประกาศเร่งพัฒนาและนำ AI มาใช้ในภารกิจข่าวกรองและการทหาร เสริมศักยภาพความมั่นคงแห่งชาติ ควบคู่การกำกับดูแลไม่ให้ละเมิดสิทธิหรือสอดแนมประชาชนโดยมิชอบ
ทำเนียบขาวประกาศเดินหน้าผลักดันการพัฒนาและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในภารกิจด้านความมั่นคงแห่งชาติอย่างเร่งด่วน โดยยืนยันว่าการใช้งานต้องเป็นไปตามกฎหมายและค่านิยมของสหรัฐ พร้อมห้ามนำ AI ไปใช้เพื่อการสอดแนมหรือเฝ้าระวังประชาชนโดยมิชอบ
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามในบันทึกนโยบายด้านความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ ซึ่งกำหนดแนวทางเร่งรัดการนำ AI มาใช้ในภารกิจด้านข่าวกรอง การป้องกันประเทศ และการปฏิบัติการทางทหาร เพื่อรักษาความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐในยุคที่การแข่งขันด้านเทคโนโลยีกับมหาอำนาจคู่แข่งทวีความเข้มข้นมากขึ้น
ทรัมป์ระบุว่า รัฐบาลของเขาจะเร่งผลักดันการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบในทุกมิติของภารกิจข่าวกรองและการสงคราม โดยต้องสอดคล้องกับคุณค่าพื้นฐานของสหรัฐอเมริกา ขณะเดียวกันได้มอบหมายให้นายพีต เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ปรับปรุงแนวทางเกี่ยวกับระบบอาวุธอัตโนมัติภายใน 90 วัน เพื่อให้สอดรับกับการพัฒนา AI ที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว และยังคงรักษาหลักการบังคับบัญชาตามลำดับชั้นทางทหาร
นอกจากนี้ บันทึกนโยบายยังระบุชัดเจนว่า AI จะต้องไม่ถูกพัฒนาหรือนำไปใช้เพื่อจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน หรือใช้ดำเนินกิจกรรมเฝ้าระวังและสอดแนมที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือขัดต่อกฎหมาย
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลสหรัฐประกาศแผนให้บริษัทผู้พัฒนา AI ชั้นนำของประเทศส่งโมเดล AI ที่มีศักยภาพสูงสุดเข้ารับการทดสอบด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์โดยภาครัฐก่อนเปิดให้สาธารณชนใช้งานโดยสมัครใจ สะท้อนความกังวลที่เพิ่มขึ้นในกรุงวอชิงตันเกี่ยวกับความเสี่ยงจากระบบ AI ขั้นสูงที่อาจส่งผลต่อความมั่นคงของประเทศ
ด้านไมเคิล คราตซิออส ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งทำเนียบขาว ระบุว่า บันทึกฉบับดังกล่าวจะช่วยเร่งการนำ AI จากผู้พัฒนาหลายรายมาใช้งาน เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเทคโนโลยีจากแหล่งเดียว พร้อมทั้งปรับปรุงแนวทางการใช้ระบบอาวุธอัตโนมัติให้ทันต่อความก้าวหน้าของเทคโนโลยี และป้องกันไม่ให้บุคคลหรือองค์กรใดสามารถปิดกั้นหรือบั่นทอนประสิทธิภาพของระบบ AI ที่กองทัพสหรัฐพึ่งพาได้โดยไม่ได้รับอนุญาต
การประกาศนโยบายครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างกระทรวงกลาโหมสหรัฐกับบริษัทผู้พัฒนา AI รายสำคัญอย่าง Anthropic หลังบริษัทปฏิเสธที่จะยกเลิกข้อจำกัดที่ห้ามนำระบบ AI “Claude” ไปใช้กับอาวุธอัตโนมัติหรือโครงการเฝ้าระวังมวลชนในสหรัฐ
เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมได้กำหนดให้ Anthropic อยู่ในบัญชีความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทานอย่างเป็นทางการ โดยให้เหตุผลว่ากองทัพควรมีสิทธิใช้งานเทคโนโลยีดังกล่าวในภารกิจที่จำเป็น ตราบใดที่การใช้งานเป็นไปตามกฎหมายสหรัฐ
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถือเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลสหรัฐกำลังเร่งสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมศักยภาพ AI เพื่อความมั่นคงแห่งชาติ กับการกำหนดกรอบกำกับดูแลด้านจริยธรรมและสิทธิเสรีภาพของประชาชน ในช่วงเวลาที่ AI กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขันทางทหารและภูมิรัฐศาสตร์ของโลกยุคใหม่.







