
งานวิจัยเตือนการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพอาจจุดชนวนหนี้โลกพุ่ง
นักวิจัยชี้การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพอาจกระทบเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง เพิ่มต้นทุนกู้ยืมประเทศต่าง ๆ เสี่ยงถูกลดอันดับเครดิตและเผชิญวิกฤตหนี้สาธารณะ
งานวิจัยฉบับใหม่ที่เผยแพร่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาเตือนว่า ตลาดการเงินโลกกำลังประเมินความเสี่ยงจากการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างมาก ซึ่งอาจนำไปสู่วิกฤตหนี้สาธารณะในหลายประเทศ และทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นในอนาคต
การศึกษาดังกล่าวดำเนินการโดยทีมนักเศรษฐศาสตร์จาก University of Sussex, University of Sheffield และ Heriot-Watt University ซึ่งพัฒนาแบบจำลองจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินของประเทศที่นำปัจจัยด้านความหลากหลายทางชีวภาพมารวมในการประเมินเป็นครั้งแรกของโลก
นักวิจัยระบุว่า ระบบจัดอันดับเครดิตของประเทศที่ใช้อยู่ในปัจจุบันยังไม่สะท้อนผลกระทบจากการเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมอย่างเพียงพอ ส่งผลให้สินทรัพย์ทั่วโลกมูลค่ารวมกว่า 83 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐอาจถูกประเมินมูลค่าผิดพลาด และซ่อนความเสี่ยงทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่เอาไว้
ระบบนิเวศล่ม กระทบเศรษฐกิจโลกกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี
งานวิจัยได้ปรับใช้หลักเกณฑ์การจัดอันดับเครดิตของ S&P Global เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบในกรณีที่ระบบนิเวศสำคัญของโลกเสื่อมโทรมลงบางส่วน ไม่ว่าจะเป็นแมลงผสมเกสรตามธรรมชาติ ทรัพยากรประมงทางทะเล หรือป่าเขตร้อน
ผลการศึกษาพบว่า หากระบบนิเวศเหล่านี้ได้รับความเสียหาย อาจทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของโลกหายไปประมาณ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เนื่องจากบริการทางระบบนิเวศที่เป็นพื้นฐานของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เช่น การผลิตอาหาร การเกษตร และอุตสาหกรรมประมง ถูกกระทบอย่างรุนแรง
ผลกระทบดังกล่าวอาจทำให้ภาระดอกเบี้ยหนี้สาธารณะทั่วโลกเพิ่มขึ้นถึง 162,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี เนื่องจากประเทศต่าง ๆ ต้องเผชิญต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นจากความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น
แมทธิว อการ์วาลา นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยซัสเซกซ์ ระบุว่า ปัจจุบันตลาดการเงินแทบไม่รับรู้ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติอย่างเพียงพอ ทั้งที่การเสื่อมโทรมของความหลากหลายทางชีวภาพสามารถบั่นทอนศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ และส่งผลให้รัฐบาลมีความสามารถในการชำระหนี้ลดลง
อินเดีย-จีนเสี่ยงถูกลดอันดับเครดิตอย่างหนัก
ผลการวิเคราะห์ชี้ว่า ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างอินเดีย อาจถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินลงถึง 4 ขั้น ขณะที่ จีน อาจถูกลดอันดับมากกว่า 5 ขั้นจากมาตรวัด 20 ระดับ
การถูกลดอันดับเครดิตมักส่งผลให้นักลงทุนเรียกร้องผลตอบแทนสูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยง ส่งผลให้ต้นทุนดอกเบี้ยหนี้ของรัฐบาลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยอินเดียอาจต้องจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มราว 50,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ส่วนจีนอาจมีภาระเพิ่มขึ้นถึง 70,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี
นอกจากนี้ ประเทศกำลังพัฒนาหลายแห่ง เช่น อิโดนีเซีย, บังคลาเทศ และ มาเลเซีย ยังมีความเสี่ยงถูกลดอันดับเครดิตลง 4-6 ขั้นเช่นกัน
เตือนซ้ำรอยวิกฤตการเงินโลกปี 2008
นักวิจัยระบุว่า การปรับลดอันดับเครดิตของรัฐบาลจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อภาคธุรกิจ สถาบันการเงิน และกองทุนบำเหน็จบำนาญภายในประเทศ ทำให้ความเสี่ยงลุกลามไปทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจ
พาที คลูแซก นักวิชาการจาก Edinburgh Business School เปรียบเทียบสถานการณ์นี้กับบทเรียนจาก Global Financial Crisisโดยระบุว่าตลาดการเงินเคยเพิกเฉยต่อความเสี่ยงที่กำลังก่อตัวจนกลายเป็นวิกฤตครั้งใหญ่ และโลกอาจกำลังเดินซ้ำรอยเดิม หากยังไม่นำความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมมาประเมินในระบบการเงิน
จากการศึกษาครอบคลุม 23 ประเทศ ซึ่งมีประชากรรวมกว่า 5,500 ล้านคน พบว่าความเสี่ยงที่เชื่อมโยงกับความหลากหลายทางชีวภาพอาจผลักดันหลายประเทศเข้าใกล้ภาวะผิดนัดชำระหนี้มากขึ้น
นักวิจัยยังชี้ว่า ต้นทุนดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นจากผลกระทบดังกล่าวมีมูลค่าเกือบเทียบเท่า 75% ของงบความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศทั้งโลกในแต่ละปี และเป็นสัดส่วนสำคัญของเป้าหมายระดมทุน 200,000 ล้านดอลลาร์ต่อปีภายใต้กรอบการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพของสหประชาชาติ
คณะผู้วิจัยจึงเรียกร้องให้หน่วยงานกำกับดูแล ธนาคารกลาง และสถาบันจัดอันดับเครดิตทั่วโลก นำความเสี่ยงด้านธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของแบบจำลองทางการเงินอย่างจริงจัง โดยย้ำว่าต้นทุนในการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพยังต่ำกว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นหากปล่อยให้ทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรมต่อไปในระยะยาว.







