posttoday
"เมย์-วาสนา" ฝ่าดราม่า ลูกหนี้ และยุคมืดอาหารเสริม ก่อนสร้าง BioActive+

"เมย์-วาสนา" ฝ่าดราม่า ลูกหนี้ และยุคมืดอาหารเสริม ก่อนสร้าง BioActive+

25 พฤษภาคม 2569

ถอดแนวคิดเปลี่ยนชีวิต “เมย์-วาสนา” ผู้หญิงที่เคยผ่านทั้งความจน วิกฤตลูกหนี้ ดราม่า และภาวะซึมเศร้าหลังคลอด ก่อนลุกขึ้นสร้างธุรกิจด้วยสองมือของตัวเอง จนกลายเป็นธุรกิจพันล้าน

KEY

POINTS

  • “ดร.วาสนา อินทะแสง” ซีอีโอ Revomed Group และเจ้าของแบรนด์ BioActive+ กับแนวคิดเปลี่ยนชีวิต "เต็มที่ก็คงไม่จนไปกว่าเดิม" 
  • ทำงานตั้งแต่อายุ 10 ปี สละชีวิตวัยรุ่น ฝ่าวิกฤตความจน ลูกหนี้มหาศาลเกือบไม่รอด อุตสาหกรรมความงามอาหารเสริมดำดิ่ง 
  • สุดท้ายต้องลุกมาปั้นแบรนด์ตัวเอง “BioActive+” ทำยอดขายแตะ 2,000 ล้านบาท ภายในเวลาเพียง 1 ปี พร้อมตั้งเป้าพาแบรนด์ไทยไปยืนบนเวทีโลกภายใน 5 ปี

ย้อนเวลากลับไปเมื่อ 30 กว่าปีก่อนใครจะคิดว่า ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่มาจากครอบครัวชาวนาในจังหวัดร้อยเอ็ด ที่เริ่มทำงานหาเงินตั้งแต่อายุ 10 ขวบ จะเติบโตมาเป็นเจ้าของอาณาจักรธุรกิจความงามและอาหารเสริมมูลค่าพันล้านในวันนี้

 

และนี่คือชีวิตจริงของ “ดร.วาสนา อินทะแสง” หรือ “เมย์-วาสนา” ไม่ได้เริ่มต้นจากต้นทุนชีวิตที่เหนือกว่าคนอื่น ซึ่งหากใครได้ติดตามเรื่องราวของเธอ จะเห็นว่าเธอต้องดิ้นรนตั้งแต่วัยเด็ก ตื่นตีสี่ตีห้าไปค้าขายช่วยพ่อแม่ บ้างรับจ้างเป็นพี่เลี้ยงเด็ก ปิดเทอมก็เก็บกระเป๋าเข้ากรุงเทพฯ ทำงานสารพัด ตั้งแต่เด็กล้างจาน เด็กเสิร์ฟ ขายกาแฟ และขายไอศกรีม 

 

“ความฝันของเมย์ในตอนเด็ก…ง่ายมาก เมย์แค่อยากใส่ชุดนักเรียน ม.ปลาย”

 

เธอเล่าให้ โพสต์ทูเดย์ ฟังว่า ครอบครัวมีศักยภาพส่งเสียให้เรียนได้สูงสุดเพียงชั้น ม.3 หลังจากนั้น เธอต้องเข้ากรุงเทพฯ เพื่อทำงานหาเงิน และส่งกลับไปช่วยที่บ้านทำให้ชีวิตวัยเด็กของเธอจึงไม่ได้มีภาพของการเที่ยวเล่น หรือใช้ชีวิตแบบวัยรุ่นทั่วไป เธอบอกว่าเริ่มได้ใช้ชีวิตวัยรุ่นจริง ๆ ก็ตอนอายุ 38 แล้ว 

 

“เราได้ความขยันอดทนมาจากพ่อแม่ แม้พ่อแม่จะไม่ใช่คนพูดเก่ง หรือสอนชีวิตด้วยคำพูดสวยหรู แต่สิ่งที่เราได้รับมาตลอด คือ การทำให้ดู เน้นความขยัน ความอดทน ทำให้เรารู้ว่า อย่างน้อยชีวิตเราจะไม่อดตายแน่ ๆ อีกอย่างเราเป็นคนชอบเรียนหนังสือ สอบได้ที่ 1 มาตลอด แต่พอเข้ามากรุงเทพ ก็เริ่มเข้าใจความหมายของคำว่าเก่งบ้านนอก กระจอกในเมือง”

 

โลกในกรุงเทพฯ ทำให้เธอรู้ว่า ยังมีคนเก่งกว่า เร็วกว่า และมีโอกาสมากกว่าอีกมหาศาล แต่แทนที่ความรู้สึกนั้นจะทำให้ยอมแพ้ แต่เธอบอกว่า มันกลับกลายเป็นแรงผลักดันให้เธอพยายามมากขึ้นกว่าเดิม

 

 

 

“เต็มที่…เมย์ก็คงไม่จนไปกว่าเดิม”

 

การเติบโตท่ามกลางความลำบาก กลับสร้างมายด์เซ็ตสำคัญที่ติดตัวเธอมาจนวันนี้ นี่ไม่ใช่แค่ประโยคปลอบใจตัวเองของ เมย์-วาสนา แต่กลายเป็นวิธีคิดที่ผลักเธอให้กล้าตัดสินใจ กล้าลอง และกล้าเดินในเส้นทางที่คนอื่นยังไม่กล้าไป

 

“ที่เมย์เป็นคนกล้า ได้ทุกวันนี้ เพราะรู้สึกว่า เต็มที่คงไม่จนไปกว่าเดิม”

"เมย์-วาสนา" ฝ่าดราม่า ลูกหนี้ และยุคมืดอาหารเสริม ก่อนสร้าง BioActive+

เธอบอกว่า ชีวิตไม่ได้เปลี่ยนเพราะโชคช่วย ไม่ได้ถูกรางวัลใหญ่ หรือมีจุดพลิกชีวิตชั่วข้ามคืน แต่ทุกอย่างค่อย ๆ เติบโตทีละขั้น ผ่านการเปลี่ยนตัวเองทุกวัน เธอบอกว่าวิธีคิดนี้ทำให้กลายเป็นคนที่ “ทำสุด” กับทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องงาน เพราะไม่ชอบเดินตามรอยเดิม ๆ และไม่สนุกกับการทำอะไรเหมือนคนอื่น

 

“ถ้าอะไรที่ทำแล้วไม่ตื่นเต้น ไม่ชาเลนจ์ มีคนทำกันหมดแล้ว เมย์ไม่อยากทำ”

 

เมย์เชื่อมาตลอดว่า “ถ้าเราทำเท่าเขา เราก็ได้ผลลัพธ์เท่าเขา หรืออาจน้อยกว่า
แต่ถ้าเราทำมากกว่า เราอาจได้เท่าเขา หรือมากกว่าเขาก็ได้”

 

วิธีคิดนี้ทำให้เธอเติบโตเร็วในสายงาน จากท็อปเซลล์ต่อเนื่อง 4 ปีซ้อน และเลื่อนตำแหน่งถึง 5 ครั้ง ภายในเวลาเพียง 4 ปี จากคนที่เคยคิดว่าตัวเอง “พูดภาษาวิชาการไม่ได้” วันหนึ่งกลับกลายเป็นคนที่ยืนพรีเซนต์งาน พูดคุยกับแพทย์ นักธุรกิจ และผู้บริหารได้อย่างมั่นใจ

 

ทิ้งความมั่นคง ยอมเสี่ยงออกจากคอมฟอร์ทโซน 

การตัดสินใจครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตของ เมย์-วาสนา คือวันที่เธอเลือกทิ้งความมั่นคง เธอบอกว่า ทุกคนจะยังติดในคอมฟอร์ทโซน เราจะกล้าทิ้งเงินเดือนหลักแสนไหม ในวันที่เราเป็นพนักงานที่มีเงินเดือน 3-5 แสน เลี้ยงครอบครัว แต่ถ้าวันนี้เราไม่มีส่วนนี้ แล้วออกไปทำธุรกิจเองมันล้มเหลว มันจะเกิดอะไรขึ้น

 

ย้อนกลับไปมายด์เซ็ตแรก “เต็มที่ก็คงไม่จนไปกว่าเดิม” 

 

“อันนี้คือมายด์เซ็ตเปลี่ยนชีวิตที่เมย์กล้าทิ้งรายได้จากการเป็นพนักงาน ระดับผู้บริหาร C level ในวัย 30 ออกมาทำธุรกิจตัวเอง เพราะเรารู้สึกว่า มันยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่เราอยากทำ แล้วไม่ได้ทำ ช่วงเวลานั้น เมย์เริ่มมองเห็นโอกาสในธุรกิจสุขภาพ ความงาม และการรับผลิตสินค้าแบบ OEM ซึ่งกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่เราเห็น กลับไม่เหมือนที่คนอื่นเห็น"

 

เธอเล่าให้ฟังว่า เบื้องหลังตลาดที่ดูบูม กลับเต็มไปด้วยปัญหาเรื่องมาตรฐานการผลิต สินค้าไม่ตรงฉลาก และโรงงานที่ไม่ได้คุณภาพ

 

“ตอนนั้น ถ้าหลับตาหาโรงงานดี ๆ ในประเทศไทย ที่ตรงปก ตรงฉลาก และคุณภาพจริง ๆ บอกเลยว่าหายากมาก”

 

เธอเล่าย้อนถึงช่วงที่วงการอาหารเสริมไทยกำลังเผชิญ “ยุคดำ” จากกระแสกวาดล้างแบรนด์ผิดกฎหมาย ทั้งกรณีสินค้าตกฉลาก และการสวมเลข อย. ที่สร้างความสั่นสะเทือนให้ทั้งอุตสาหกรรม

 

“ตอนนั้นมันมืดมาก มืดเหมือนเอา อย.น้ำปลา มาใส่กับอาหารเสริม บางแห่งผลิตสินค้ากันแบบไร้มาตรฐาน แพ็กของกันในบ้าน ใช้เลข อย. ไม่ตรงกับสินค้า หรือสร้างแบรนด์แบบฉาบฉวยเพื่อหวังขายเร็ว"

"เมย์-วาสนา" ฝ่าดราม่า ลูกหนี้ และยุคมืดอาหารเสริม ก่อนสร้าง BioActive+

แต่ท่ามกลางความวุ่นวายเหล่านั้น เธอเชื่อว่า หากมีโรงงานที่ทำสินค้าคุณภาพจริง โปร่งใส และสร้างมาตรฐานที่ลูกค้าเชื่อถือได้ วันหนึ่งตลาดจะต้องการสิ่งนี้อย่างมหาศาล

 

จังหวะเดียวกันกับที่ชีวิตการงานกำลังเดินมาถึงจุดเปลี่ยน ชีวิตส่วนตัวของ เมย์-วาสนา ก็เผชิญอีกบททดสอบสำคัญ หลังคลอดลูกคนที่สอง เธอต้องเผชิญกับภาวะ Mommy Blues หรืออาการซึมเศร้าหลังคลอด

 

"นั่งอยู่ร้องไห้ โดนดุนิดเดียวเสียใจมาก จนทำให้รู้สึกว่าต้อง Let’s try next chapter ของเรา ลองดูกับสิ่งนี้ เลยมาลองทำเอง รับสร้างแบรนด์"

 

ตอนเริ่มแรก Revomed เริ่มจากเป็นตัวกลาง รูปแบบนำเข้า จากนั้นช่วยสร้างแบรนด์ให้ลูกค้าแบบครบวงจร เริ่มสร้างระบบการผลิต พัฒนาทีม และลงมือทำแทบทุกหน้าที่ด้วยตัวเอง ตั้งแต่ขายของ วิจัยสินค้า ไปจนถึงดูแลลูกค้า และผลลัพธ์ก็เติบโตเร็วกว่าที่คิด ในช่วงปีแรก ๆ ธุรกิจโตขึ้นกว่า 500%  Revomed ค่อย ๆ เติบโตจากธุรกิจเล็ก ๆ สู่การเป็นเบื้องหลังของแบรนด์สุขภาพและความงามจำนวนมากในตลาด ใช้เวลาเพียง 8 ปี จากวันที่เริ่มต้นแทบไม่มีใครรู้จัก สู่การเติบโตเป็นธุรกิจระดับพันล้านในวันนี้

 

วิกฤตลูกหนี้มหาศาล เกือบไม่รอด 

แม้ Revomed จะเติบโตเร็วและมีลูกค้าจำนวนมาก แต่เบื้องหลังกลับเต็มไปด้วยปัญหาลูกหนี้สะสมมหาศาล จนเกือบกลายเป็นว่าบริษัทต้องแบกรับหนี้แทนลูกค้า

 

“ในข่าวเป็นแค่ส่วนหนึ่ง เยอะมากจนจนเกือบจะเป็นหนี้แทนลูกค้า ขายดีแต่จะเจ๊ง Rovomed ในวันที่เราจะเจ๊งแล้วตลาดมันยิ่งดิ่งลงเหว ไม่ได้สิ ฉันต้องปฏิวัติวงการ และใครจะทำได้ดีกว่าตัวเรา ในวันที่เราเก็บเงินไม่ได้ วันที่เราเห็นใจเขา แต่เขายังไม่มีกำลังมาเห็นใจเรา ทุกคนเจอภาวะเศรษฐกิจเราเจอเหมือนกัน แต่เรายังประคองตัวได้ ยังไม่หนักหนาสาหัสขนาดนั้น ก็เลยได้ทำ Bioactive+”

 

ซึ่งในวันที่เริ่มจะนำแบรนด์ BioActive+ เข้าสู่ตลาดสงครามราคาดุเดือดมาก โดยในขณะนั้นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมในตลาดอีคอมเมิร์ซ เช่น คอลลาเจน ขายกันในราคาเพียง 100-200 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ถูกจนคุณภาพไม่น่าไว้วางใจ

 

แต่เราเลือกวาง Positioning ชัด คือ  "Quality of the King" โดยเน้นที่คุณภาพสูง ใช้อินโนเวชั่น ใช้มาร์เก็ตติ้ง แบรนดิ้งขับเคลื่อน ใช้ DNA ของเราขับเคลื่อนให้คนเห็นว่าเราเป็น Star ใน Global Market เพื่อให้ลูกค้าเกิดการซื้อซ้ำและสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจในระยะยาว เธอเชื่อว่าการลงสนามจริง และเรียนรู้ด้วยตัวเองจะทำให้เข้าใจการสื่อสารกับผู้บริโภคได้ดีกว่าเพียงแค่ทฤษฎี

 

"ในปีแรก BioActive+ เริ่มต้นด้วยทีมงานแกนหลักเพียง 4 คน ที่มี DNA เดียวกัน เรารับหน้าที่ทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ตั้งแต่การคิดสูตร การเป็นเซลล์ เขียนคอนเทนต์ ถ่ายคลิปด้วยมือถือ ไปจนถึงการไลฟ์สดขายเอง เพื่อให้เข้าถึงทุกตำแหน่งหน้าที่และสามารถโค้ชทีมงานได้จริง ผลลัพธ์ สามารถสร้างยอดขายได้ถึง 2,000 กว่าล้านบาทภายในเวลา 1 ปี"

"เมย์-วาสนา" ฝ่าดราม่า ลูกหนี้ และยุคมืดอาหารเสริม ก่อนสร้าง BioActive+

โกลบอลในอีก 5 ปี

เธอบอกว่า BioActive+ ตั้งเป้าหมายที่จะนำแบรนด์ไทยไปยืนอยู่ในเวทีระดับโลก ทั้งในฝั่งอเมริกา ยุโรป และ UAE ภายในระยะเวลา 5 ปี โดยการบุกตลาดโลกครั้งนี้เธอเน้นย้ำว่าต้องทำด้วย นวัตกรรมและคุณภาพ เพื่อสร้างคุณค่าและวิถีชีวิต ให้กับแบรนด์ ไม่ใช่แค่การทำตามกระแส

 

ในการขยายธุรกิจไปต่างประเทศ การจัดการเรื่อง ทรัพย์สินทางปัญญา (IP) และการจดสิทธิบัตรถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะหากจัดการไม่เรียบร้อยอาจเผชิญกับคดีฟ้องร้องในระหว่างทางได้ เราต้องจัดเตรียมเรื่อง Trade Name (ชื่อทางการค้า) และข้อกำหนดทางกฎหมายในแต่ละประเทศให้เสร็จสิ้นก่อนเริ่มเดินทาง

 

"เมย์ ยึดคติว่าถ้าจะล้ม ต้องล้มในกระดาษ อย่าไปล้มในสนามจริง หมายความว่าก่อนจะลงสนามธุรกิจในระดับโกลบอล ต้องใช้ระบบ เข้ามาจัดการ มีการวางแผนเรื่องกฎหมาย ภาษี และ IP อย่างรอบคอบที่สุด"

 

อีกหนึ่งกุญแจสำคัญคือการขอใบรับรองมาตรฐานอาหารเสริม โดยเฉพาะ USFDA ซึ่งถือว่าเป็นมาตรฐานที่ยากและซับซ้อนมาก เธอใช้เวลาเตรียมตัวและทำ Certificate นานถึง 2 ปี เพื่อให้ผ่านการรับรองจากอเมริกา ซึ่งหากผ่านจุดนี้ได้ก็จะสามารถขยายธุรกิจไปยังยุโรปและ UAE ได้ง่ายขึ้น

 

Bioactive+ ไม่ได้แค่ผลิตสินค้าทั่วไป แต่มีการทำ IP ใหม่และสูตร (Formulation) ใหม่ เช่น รูปแบบ "Just Drop and Link" ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อนในอุตสาหกรรม

 

ด้วยประสบการณ์ที่อยู่ในอุตสาหกรรมมานานและมีคอนเนกชั่นกับซัพพลายเออร์ระดับโลก ทำให้เธอสามารถเข้าถึงที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎเกณฑ์ ได้โดยตรง ซึ่งเปรียบเสมือนการขึ้น First Class หรือทางด่วนในการขยายธุรกิจสู่ตลาดโลกได้เร็วกว่าปกติ

 

ขาที่แข็งแรงคือขาที่ยืนได้ด้วยตัวเอง 

หลังผ่านวิกฤตมามากมาย เมย์-วาสนาบอกบทเรียนกับโพสต์ทูเดย์ว่า “ขาที่แข็งแรงที่สุด คือขาที่ยืนได้ด้วยตัวเอง” นี่คือบทเรียนที่เธอได้เรียนรู้ตลอดเส้นทางชีวิตและการทำธุรกิจ และเป็นสิ่งที่เธอพยายามส่งต่อให้คนรอบตัวเสมอ เพราะสำหรับเธอ การพึ่งพาคนอื่นมากเกินไป ไม่ต่างจากการฝากอนาคตและความอยู่รอดของตัวเองไว้ในมือคนอื่น

 

“อย่าฝากความฝันของเราไว้กับคนอื่น และอย่าฝากความอยู่รอดขององค์กรไว้กับใครคนใดคนหนึ่ง เมย์เชื่อว่า วันที่คนคนนั้นหายไป ธุรกิจอาจพังลงได้ทันที หากเจ้าของยังไม่เข้าใจธุรกิจของตัวเองดีพอ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ในช่วงเริ่มต้นของ BioActive+ เราเลือกลงมือทำเองแทบทุกอย่าง"

 

สำหรับเธอ การลงมือทำเองไม่ใช่แค่เรื่องของความขยัน แต่คือการสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” ให้ตัวเองและองค์กร เพราะเมื่อเจ้าของรู้ทุกขั้นตอน รู้ทุกปัญหา และสามารถลงไปทำงานแทนได้ในวันที่จำเป็น ความกลัวก็จะค่อย ๆ หายไป

 

เมื่อสปอร์ตไลท์ส่อง การรับมือดราม่า 

เช่นเดียวกับวันที่ชีวิตต้องเผชิญกับแสงสปอร์ตไลท์ และกระแสดราม่าบนโลกออนไลน์ตลอดเวลา

 

“รู้ว่าต้องสู้ตอนไหน รู้ว่าต้องเงียบตอนไหน อะไรที่พูดไปไม่เกิดประโยชน์ เรารู้ว่าสถานการณ์ไม่น่าเป็นห่วง จะปล่อยเงียบ ถามว่ารู้สึกไหม ไม่มีใครไม่รู้สึก เช่นอยู่ๆ คนบอกว่าเป็นสายเทา รวยมาจากนั่น จากนี่ แต่บางครั้งก็รู้สึกว่า เธอรู้จักฉันหรือ ยัง เห็นทางที่ฉันมาหรือยัง แต่ก็เข้าใจคนเรามีสิทธิ์คิด ภาพที่ทุกคนเห็นคือไม่ได้เห็นการทำงานของเรา เขาเห็นปลายทางของเราแล้ว เพราะฉะนั้นอะไรที่เราจัดการไม่ได้เราจะไม่พูด เราไม่จำเป็นต้องพูดทุกเรื่อง แต่เลือกที่จะพูดในสิ่งที่เราจัดการได้ เพราะสุดท้ายผลลัพธ์ชัดเจนที่ตัวเรา"

 

เธอบอกว่า มักจะสอนน้องๆ เสมอว่า อย่าโกง อย่าทำอะไรที่ไม่ดี อย่าทำอะไรที่ผิด เพราะสิ่งเหล่านี้คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด ถ้าเราเลือกที่จะไม่โกหก นั่นคือเกราะป้องกันของเรา ถ้าเราเริ่มโกหกวันนี้ มันจะเป็นจุดเล็กๆ ที่เราต้องโกหกไปตลอด และอย่าแก้ปัญหาด้วยการโกหก 

ข่าวล่าสุด

โลกการค้าไร้เสถียรภาพ ทำไม “ละตินอเมริกา” จึงเป็นตลาดสำคัญของส่งออกไทย

โลกการค้าไร้เสถียรภาพ ทำไม “ละตินอเมริกา” จึงเป็นตลาดสำคัญของส่งออกไทย