posttoday
ส่งออกเม.ย.โต 23.1% ไทยขาดดุลสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เหตุนำเข้าน้ำมันทะลัก

ส่งออกเม.ย.โต 23.1% ไทยขาดดุลสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เหตุนำเข้าน้ำมันทะลัก

25 พฤษภาคม 2569

พาณิชย์ เผยส่งออกไทยเดือนเมษายน 2569 โตต่อเนื่อง 23.1% รับแรงหนุนอิเล็กทรอนิกส์-ผลไม้ไทย แต่การนำเข้าพุ่ง 45% ดันขาดดุลการค้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากราคาน้ำมันโลกและสินค้าทุนขยายตัวสูง

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า การส่งออกไทยเดือนเมษายน 2569 มีมูลค่า 31,583 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.02 ล้านล้านบาท ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 22 ที่ระดับ 23.1% และหากหักสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย จะขยายตัวสูงถึง 25.7%

ส่งออกเม.ย.โต 23.1% ไทยขาดดุลสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เหตุนำเข้าน้ำมันทะลัก

สินค้าส่งออกสำคัญที่ยังเติบโตดี ได้แก่ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอัญมณีและเครื่องประดับ โดยได้รับแรงหนุนจากวัฏจักรสินค้าเทคโนโลยีที่ยังอยู่ในช่วงขาขึ้น โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และแผงวงจรไฟฟ้า ขณะที่ผู้นำเข้าในหลายประเทศเร่งสั่งซื้อสินค้าเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากต้นทุนและความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานโลก

นอกจากนี้ ความต้องการผลไม้ไทยตามฤดูกาลยังขยายตัวแข็งแกร่ง ทั้งทุเรียน เงาะ และลิ้นจี่ ส่งผลให้ตลาดส่งออกสำคัญหลายแห่งยังเติบโตได้ดีตามการฟื้นตัวของการบริโภคและภาคการผลิตโลก ส่งผลให้ภาพรวม 4 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออกไทยมีมูลค่า 127,752.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 18.9%

อย่างไรก็ตาม แม้การส่งออกจะขยายตัวในระดับสูง แต่ไทยกลับเผชิญภาวะขาดดุลการค้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังการนำเข้าเดือนเมษายนพุ่งขึ้นถึง 45% มีมูลค่า 41,604.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ขาดดุลการค้าถึง 10,021.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ 4 เดือนแรกของปี ขาดดุลสะสม 19,497.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ปัจจัยสำคัญมาจากการนำเข้าสินค้า 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ วัตถุดิบและสินค้ากึ่งสำเร็จรูป สินค้าทุน และสินค้าเชื้อเพลิง โดยกลุ่มวัตถุดิบและสินค้าทุน เช่น แผงวงจรไฟฟ้า ทรานซิสเตอร์ และเครื่องจักรกล ยังสะท้อนการนำเข้าเพื่อใช้ในภาคการผลิตและส่งออกต่อ

ส่วนที่น่ากังวลคือ การนำเข้าสินค้าเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นอย่างมากตามราคาพลังงานโลก โดยเฉพาะน้ำมันดิบที่มีมูลค่านำเข้าเพิ่มขึ้นถึง 169% ขณะที่กลุ่มเชื้อเพลิงโดยรวมขยายตัว 128.6% ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นถึง 65.9% มากกว่าการเพิ่มขึ้นของปริมาณนำเข้าจริง

"เดือนเมษายนเดือนเดียว ไทยขาดดุลการค้ากับจีนมูลค่า 7,680.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และหากรวมช่วง 4 เดือนแรกของปี มียอดขาดดุลสะสมสูงถึง 29,020.1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สินค้าสำคัญที่ไทยนำเข้ามาจนเกิดการขาดดุล คือ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และเครื่องจักรกล" 

ทั้งนี้ ในทางกลับกัน ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐอเมริกา โดยในเดือนเมษายนเกินดุล 4,648.8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และรวม 4 เดือนแรกเกินดุลไปแล้ว 21,519.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

ส่วนตลาดตะวันออกกลางเริ่มกลับมาฟื้นตัว หลังสถานการณ์ความขัดแย้งมีทิศทางคลี่คลาย โดยการส่งออกไปสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เพิ่มขึ้นถึง 96.6% จากสินค้าอัญมณี เครื่องปรับอากาศ และรถยนต์

ด้านสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร เดือนเมษายนขยายตัว 5.5% โดยสินค้าเกษตรกลับมาขยายตัวครั้งแรกในรอบ 9 เดือนที่ 17.9% จากผลไม้สด อาหารสัตว์เลี้ยง ไก่แปรรูป เครื่องปรุงรส และสมุนไพรไทยที่ยังเติบโตดีในตลาดโลก แม้สินค้าบางกลุ่ม เช่น ยางพารา น้ำตาลทราย และไขมันน้ำมันจากพืชและสัตว์ ยังหดตัว

ขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 25 ที่ระดับ 27.5% นำโดยคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ โต 68.7% โทรศัพท์มือถือและชิ้นส่วน โต 140.5% แผงวงจรไฟฟ้า โต 19.4% เครื่องจักรกล โต 29.3% และอัญมณีและเครื่องประดับ โต 29.5% สะท้อนการฟื้นตัวของอุปสงค์เทคโนโลยีโลกและการเร่งสต็อกสินค้าของคู่ค้า

สำหรับแนวโน้มทั้งปี 2569 สนค.ประเมินการส่งออกไว้ 3 ฉากทัศน์ โดย

  • กรณีฐานคาดว่าจะขยายตัว 3% คิดเป็นมูลค่า 349,824 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • กรณีดีที่สุดคาดโต 8% หากการขนส่งทางเรือกลับเข้าสู่ภาวะปกติและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังเติบโตต่อเนื่อง
  • กรณีเลวร้ายที่สุดอาจติดลบ 3% หากได้รับผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงาน กำแพงภาษีสหรัฐฯ และต้นทุนขนส่งที่ผันผวน

ทั้งนี้ ภาวะขาดดุลการค้าและต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นยังเป็นแรงกดดันต่อค่าเงินบาท เนื่องจากไทยต้องใช้ดอลลาร์มากขึ้นในการนำเข้าพลังงาน ขณะที่นักลงทุนยังถือครองดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะยังคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไประยะหนึ่ง

 

ข่าวล่าสุด

โลกการค้าไร้เสถียรภาพ ทำไม “ละตินอเมริกา” จึงเป็นตลาดสำคัญของส่งออกไทย

โลกการค้าไร้เสถียรภาพ ทำไม “ละตินอเมริกา” จึงเป็นตลาดสำคัญของส่งออกไทย