
ชำแหละงบประมาณ SME ปี 70 กว่า 70% เน้นประคอง มากกว่า ยกระดับ
สภาเอสเอ็มอี เปิดตัวเลขงบประมาณ SME ปี 70 กว่า 1.4 หมื่นล้าน เน้นต่อลมหายใจ ถึง 1.1 หมื่นล้าน แต่กลับส่งเสริมการส่งออกเพียง 400 ล้านบาท สวนทางเป้าหมายการแข่งขันบนเวทีโลก
"หากงบประมาณยังเน้นการค้ำประกันสินเชื่อเป็นหลัก ประเทศไทย อาจได้เพียง SME ที่ยังพอประคองตัวอยู่ได้ แต่ไม่สามารถเติบโตเป็นผู้ประกอบการที่เข้มแข็งขึ้น แข่งขันได้และเชื่อมต่อกับเศรษฐกิจโลกได้มากขึ้น" นายสุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย หรือ สภาเอสเอ็มอี เปิดเผยความเห็นผ่าน เฟซบุ๊ก Supree Thongpetch
นอกจากนี้ยังได้เปิดเผยข้อมูลงบประมาณปี 2570 ที่รัฐบาลจัดสรรให้กับ 12 กระทรวง 39 กรม 285 รายการ อยู่ที่ 14,748 ล้านบาท คิดเป็น 0.39 % ของงบประมาณแผ่นดิน แต่กลับพบว่า รัฐบาลใช้งบประมาณถึง 77.6% หรือคิดเป็น 11,440.9 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนด้านการเงิน สินเชื่อ และ การค้ำประกัน ซึ่งจะกลายเป็นช่องโหว่ให้เกิดหนี้เสียในอนาคต หาก SME ต้องการเพียงแค่เงินต่อลมหายใจ แต่ไม่ได้พัฒนาศักยภาพในด้านต่างๆให้เติบโตไปพร้อมกัน
นายสุปรีย์ เปิดเผยกับ โพสต์ทูเดย์ ว่า สิ่งที่ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญและสอดรับกันโยบายของประเทศคือ ด้านการตลาดและส่งออก แต่รัฐบาลกลับจัดสรรงบประมาณเพียง 2.7% หรือ คิดเป็น 401.2 ล้านบาท แค่ออกบูธ ออกงานไปต่างประเทศ งบประมาณก็หมดแล้ว แถมยังช่วย SME ได้ไม่ทั่วถึง
ที่เหลือ 8.8% เป็นการทำโครงการพัฒนาศักยภาพ และ เป็นที่ปรึกษา 1,295 ล้านบาท และ โครงการเกี่ยวกับเทคโนโลยี นวัตกรรม และการสร้างมาตรฐาน 7.4% คิดเป็น 1,097 ล้านบาท
เพราะโจทย์ใหญ่ของ SME ไทย ไม่ใช่แค่เรื่อง "ขาดทุน" แต่คือ "Productivity Gap" (ช่องว่างทางผลิตภาพ) ดังนั้นถ้างบประมาณส่วนใหญ่ยังใช้เพื่อต่อลมหายใจระยะสั้น มากกว่าลงทุนในผลิตภาพ เทคโนโลยี มาตรฐาน และตลาดใหม่ ความสามารถในการแข่งขันระยะยาวก็จะไม่เปลี่ยน
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “รัฐช่วยพอหรือไม่” แต่คือ รัฐเข้าใจหรือไม่ว่า SME ต้องการอะไร โพสต์ทูเดย์ จะพาไปหาคำตอบในตอนถัดไป ถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น หากประเทศไทยมีกฎหมายสภาเอสเอ็มอี เพื่อให้การช่วยเหลือของภาครัฐตรงจุด ผ่านบทสัมภาษณ์พิเศษของ นายสุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย หรือ สภาเอสเอ็มอี โปรดติดตามตอนต่อไป







