
ปลดล็อคปัญหาซ้ำซาก SME ถึงเวลามีกฎหมายสากลเป็นของตนเอง
เปิดรายละเอียด กฎหมายสภาเอสเอ็มอี ความหวังเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรม แก้ปัญหาเรื้อรังกว่า 10 ปี เพราะคำตอบไม่ได้อยู่ที่เงิน แต่อยู่ที่โครงสร้างไม่แข็งแรง
“เคยสงสัยหรือไม่ว่า กว่า 10 ปีที่ผ่านมา เรามีหน่วยงานส่งเสริม SME อย่างจริงจัง แต่ทำไม SME ยัง เจอปัญหาเดิมๆ เหมือนเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว โดยเฉพาะเรื่องแหล่งเงินทุน” สุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย หรือ สภาเอสเอ็มอีไทย เปิดด้วยคำถามที่น่าสนใจกับทีมข่าว โพสต์ทูเดย์ พร้อมชวนให้คิดต่อว่า แท้ที่จริงแล้ว ต้องยอมรับว่า SME ไทยมีปัญหาที่เชิงโครงสร้าง ที่ฝังลึกมาอย่างยาวนาน
สุปรีย์ เปิดเผยว่า ในมุมมองของสภาฯ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การส่งเสริมอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าเราไม่มี ตัวแทน ที่เป็นปากเป็นเสียงให้ผู้ประกอบการจริงๆ
ปัจจุบันเรามีสภาอุตสาหกรรมที่เป็นตัวแทนกลุ่มอุตสาหกรรม มีสภาหอการค้าที่เป็นตัวแทนการค้าส่งและค้าปลีกรายใหญ่ แต่สำหรับ SME ที่มีจำนวนกว่า 3 ล้านราย และเป็น กระดูกสันหลัง ของเศรษฐกิจไทย กลับมีช่องว่างขนาดใหญ่ที่ไม่มีสภาตัวแทนของตัวเองที่จะมาต่อสู้หรือเรียกร้องสิทธิ์ให้กับ SME อย่างแท้จริง
เพราะหน่วยงานรัฐ ทำหน้าที่ส่งเสริม แต่ไม่สามารถเป็นตัวแทนเพื่อฟ้องร้องหรือคัดค้านรัฐบาลด้วยกันได้ หาก SME ถูกเอาเปรียบ นี่คือจุดเริ่มต้นที่คิดว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องมี พรบ. สภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย
ปัญหาที่ซ่อนอยู่ อะไรคือ นิยาม SME
สุปรีย์ เล่าว่า ปัญหาแรกคือเราไม่มี นิยาม ที่แท้จริงและเป็นหนึ่งเดียวสำหรับธุรกิจ SME แม้ว่าปัจจุบันมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ SME ถึง 159 ฉบับ กระจายอยู่ตามหน่วยงานต่างๆ ซึ่งแต่ละหน่วยงาน ต่างคนต่างกำหนดนิยามคำว่า SME ของตนเอง ที่แตกต่างกันออกไป
บางที่ดูจำนวนคน บางที่ดูรายได้ หรือบางที่ดูทุนจดทะเบียน ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง
ความไม่ชัดเจนนี้ ส่งผลกระทบต่อสิทธิประโยชน์และการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ของSME อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเมื่อเกณฑ์ไม่ตรงกัน SME รายเล็กๆ หรือกลุ่ม Micro ก็จะหลุดจากระบบการช่วยเหลือ
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องการ ถูกเอาเปรียบ ที่รุนแรงมาก เช่น เรื่องเครดิตเทอม หรือระยะเวลาการชำระเงิน ที่บางรายต้องรอเงินนานถึง 365 วัน หรือ 1 ปีเต็ม SME ส่วนใหญ่ไม่กล้าฟ้องร้อง เพราะกลัวเสียลูกค้า และไม่มีกำลังพอจะสู้กับทุนใหญ่ในชั้นศาล รวมถึงการถูกเอาเปรียบจากแพลตฟอร์มดิจิทัลต่างชาติ ทั้งเรื่องค่า GP ที่สูงเกินจริง หรือการบังคับใช้ระบบขนส่งและระบบชำระเงินของตัวเอง
กฎหมายสภาเอสเอ็มอี คือ ตัวแทนต่อสู้เพื่อผู้ประกอบการ
สุปรีย์ กล่าวต่อว่า ดังนั้น ร่างพรบ. สภาเอสเอ็มอีฉบับนี้ ไม่ใช่แค่การตั้งหน่วยงานรัฐขึ้นมาใหม่เพื่อของบประมาณ แต่เป็นการเน้นในมิติที่ต้องการเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรม ต้องการเป็นเหมือนสภาผู้บริโภค แต่นี่คือสภาผู้บริโภคในเวอร์ชั่นของผู้ประกอบการ ในการทำงานร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เพื่อแก้ปัญหาอย่างที่กล่าวมาข้างต้น เพราะกขค.มีบทลงโทษกับผู้กระทำผิด โดยกำหนดโทษปรับอยู่ที่ 10% ของรายได้ในปีที่กระทำความผิด ซึ่งเงินค่าปรับดังกล่าวท้ายที่สุดก็คือเงินที่กลับเข้าสู่ประเทศ
สำหรับเนื้อหากฎหมายเด่น ประกอบด้วย การจัดทำนิยามใหม่ โดยจะเพิ่มตัวแปรเรื่อง สินทรัพย์ เข้าไปนอกเหนือจากจำนวนคนและรายได้ เพื่อให้ครอบคลุมและเป็นธรรมในการพิจารณาสิทธิพิเศษและแหล่งเงินทุน และสภาฯ จะทำหน้าที่ รับรองความเป็น SME แท้ เพื่อป้องกันไม่ให้ นอมินี จากต่างชาติหรือบริษัทลูกของทุนใหญ่มาสวมสิทธิ์แย่งเค้กของคนตัวเล็ก
เขาขยายความถึงหน้าที่ในการเป็น สภาผู้บริโภคของผู้ประกอบการ ว่า กฎหมายจะให้อำนาจสภาฯ ในการฟ้องร้องแทนผู้ประกอบการได้ เหมือนต้นแบบจากสภาผู้บริโภค หาก SME ถูกเอาเปรียบเรื่องสัญญาไม่เป็นธรรมหรือเครดิตเทอม สภาฯ สามารถทำหน้าที่ส่งเรื่องให้ กขค. หรือฟ้องคดีแบบสาธารณะได้โดยที่ผู้ประกอบการไม่ต้องมีภาระค่าธรรมเนียมศาล
งานจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐต้องใช้ SME อย่างน้อย 30%
สุปรีย์ กล่าวว่า อีกเรื่องที่สำคัญมากคือ การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (SME-GP) กฎหมายได้ระบุสัดส่วนงบประมาณประเทศอย่างน้อย 30% ให้ต้องจัดซื้อจัดจ้างจาก SME ซึ่งหากงบประมาณประเทศมี 3 ล้านล้านบาท นั่นหมายถึงเงินจะไหลเข้าสู่ระบบ SME ถึง 1 ล้านล้านบาท พร้อมกับมาตรการบังคับให้รัฐและคู่ค้าต้องจ่ายเงินภายใน 45 วัน เพื่อแก้ปัญหา Cash Flow ให้กับ SME
ยึดหลัก Think Small First วางอนาคตเพื่อ OECD
หลักการ Think Small First คือหัวใจสำคัญที่สภาฯได้ถอดบทเรียนมาจากเยอรมนี โดยมีการระบุในกฎหมายว่า หากรัฐหรือหน่วยงานรัฐจะออกกฎหมายใดๆ ในอนาคต ต้องทำการประเมินผลกระทบต่อ SME ก่อนเสมอ เพื่อไม่ให้กฎหมายใหม่ กลายเป็นการเพิ่มภาระให้คนตัวเล็กโดยไม่รู้ตัว
นอกจากนี้การผลักดันกฎหมายสภาเอสเอ็มอียังเป็นการวางรากฐานอุตสาหกรรมในอนาคตเพื่อพร้อมร่วมเป็นสมาชิก OECD หรือองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาอีกด้วย เพราะเป็นกฎหมายที่ยึดหลัก การแข่งขันที่เท่าเทียม การคิดถึงคนตัวเล็ก ก่อนเสมอ
หากกฎหมายผ่านมั่นใจว่า SME ไทยจะเกิดการปรับตัวและเปลี่ยนโฉมภายใน 5 ปี เพราะมีกฎหมายรองรับที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ก่อนที่ประเทศไทยจะเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD อย่างเต็มตัว ซึ่งจะช่วยลดความยุ่งยากในการต้องมาแก้ไขกฎหมายในภายหลัง
สุปรีย์ กล่าวทิ้งท้ายกับ โพสต์ทูเดย์ ว่า ขณะนี้ร่างกฎหมายเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการทำประชาพิจารณ์ผ่านเครือข่ายสมาคมกว่า 80 แห่งที่สภาฯทำงานร่วมกัน แม้กฎหมายนี้จะเคยถูกเสนอมาแล้วครึ่งหนึ่ง แต่ถูกตีตกลงไป ด้วยเหตุผลเรื่องเงินกองทุน แต่เขาก็เชื่อมั่นว่า ถึงเวลาแล้ว ที่ SME ต้องมีกฎหมายเป็นของตนเอง
พร้อมย้ำว่า หากประเทศไทยมีกฎหมายนี้รองรับ ภายใน 5 ปีข้างหน้า SME ไทยจะเปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างสิ้นเชิง โดยจะมีโครงสร้างที่เข้มแข็ง พร้อมแข่งขันทั้งในประเทศและระดับสากลได้อย่างเท่าเทียม







