
เปิดเทอมไม่ได้มีแค่ค่าเทอม เปิดโครงสร้างรายจ่ายผู้ปกครอง ปี 69 แพงสุดรอบ 13 ปี
เข้าสู่ฤดูกาลเปิดเทอม ปี 2569 ผู้ปกครองต้องจ่ายอะไรบ้าง? เมื่อค่าเรียน-ค่าเดินทาง-ชุดนักเรียน ดันภาระพุ่งสูงสุดรอบ 13 ปี
ฤดูกาลเปิดเทอมปี 2569 กลับมาอีกครั้ง พร้อมภาระค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ของผู้ปกครองไทย ที่วันนี้ไม่ได้มีเพียง “ค่าเทอม” หรือ “ค่าชุดนักเรียน” เท่านั้น แต่ยังรวมถึงต้นทุนแฝงอีกหลายด้านที่เพิ่มขึ้นตามค่าครองชีพ
ผลสำรวจของ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย โดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ และธุรกิจ ระบุว่า มูลค่าการใช้จ่ายช่วงเปิดเทอมปีนี้สูงถึง 66,372.50 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% และถือเป็นมูลค่าสูงสุดในรอบ 13 ปี สะท้อนว่าต้นทุนทางการศึกษากำลังกลายเป็นภาระสำคัญของครัวเรือนไทย ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่
เปิดเทอมหนึ่งครั้ง ผู้ปกครองต้องจ่ายอะไรบ้าง?
เมื่อดูโครงสร้างค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองปีนี้ ครอบคลุมตั้งแต่ค่าใช้จ่ายพื้นฐาน ไปจนถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากภาวะค่าครองชีพ ไม่ว่าจะเป็น
- ค่าเทอมและค่าบำรุงการศึกษา (ตามปกติ)
- ค่าห้องพิเศษ หรือค่าใช้จ่ายกรณีย้ายโรงเรียน (แป๊ะเจี๊ย)
- ชุดนักเรียน รองเท้า กระเป๋า
- หนังสือและอุปกรณ์การเรียน
- ค่าเดินทางและค่าน้ำมัน
- ค่าเรียนพิเศษและอุปกรณ์เทคโนโลยีเพื่อการเรียน
ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้ แม้กระทรวงศึกษาธิการจะมีนโยบายผ่อนปรนเรื่องชุดนักเรียน แต่ผู้ปกครองส่วนใหญ่ยังคงเลือกซื้อชุด และรองเท้าใหม่ให้บุตรหลาน เนื่องจากเห็นความสำคัญทางการศึกษา พร้อมประเมินค่าจ่ายในช่วงเปิดเทอมเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 20,000-30,000 บาทต่อครัวเรือน
ข้อมูลจากศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจชี้ว่า ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
- โรงเรียนรัฐบาลห้องปกติ เฉลี่ย 10,975 บาท
- โรงเรียนรัฐบาลห้องพิเศษ เฉลี่ย 33,874 บาท
- โรงเรียนเอกชนภาคภาษาไทย เฉลี่ย 31,040 บาท
- โรงเรียนเอกชนสองภาษา เฉลี่ย 52,660 บาท
นอกจากนี้ จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 1,250 รายทั่วประเทศของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจฯ ยังชี้อีกว่า ผู้ปกครองบางรายถึงขั้นยอมประหยัดส่วนอื่นเพื่อการศึกษา โดยลดค่าใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยว ลดการใช้จ่ายส่วนตัว ลดค่าอาหาร และใช้เงินออมมาจ่ายค่าเทอมและซื้อ อุปกรณ์การเรียนที่จำเป็นจำนวนมากขึ้น
สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ในลักษณะ Sideway และเริ่มมีการซึมตัว ประชาชนเริ่มกังวลเรื่องสินค้าราคาแพงขึ้นและภาระค่าครองชีพจากราคาพลังงานที่กระทบต่อค่าเดินทาง แต่สถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นวิกฤตเนื่องจากยังไม่เห็นการปลดคนงาน หรือลดเงินเดือน และรัฐบาลยังคงตรึงราคาพลังงานอยู่
ทำไมค่าใช้จ่ายปีนี้ถึง "แพงที่สุด"?
จากกลุ่มตัวอย่าง 1,250 รายทั่วประเทศระบุว่าค่าใช้จ่ายปีนี้เพิ่มขึ้น สาเหตุหลักมาจาก
- ราคาสินค้าแพงขึ้น (32.4%) ทั้งชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียน และหนังสือ
- ซื้อสินค้ามากขึ้น (21.9%) เนื่องจากบุตรหลานเลื่อนชั้นปี หรือของเก่าชำรุด
- ค่าเดินทางและราคาน้ำมัน (13.8%) ที่เป็นต้นทุนแฝงสำคัญ
วิกฤตสภาพคล่อง "เงินออม" ไม่พอต้องพึ่ง "เงินกู้"
อย่างไรก็ตาม ผู้ปกครอง จำนวน 72.9% มีเงินเพียงพอในการใช้จ่าย ขณะที่จำนวน 27.1% มีเงินไม่เพียงพอในการใช้จ่าย ซึ่งส่วนใหญ่ แก้ปัญหา ด้วยการกู้เงินในระบบ มากขึ้น แทนการจำนำทรัพย์สินที่เป็นพฤติกรรมรองลงมา สิ่งที่น่ากังวลคือ ผู้ปกครองกว่า 27.1% ยอมรับว่ามีเงินไม่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายเปิดเทอม โดยเลือกแก้ปัญหาผ่านช่องทางต่างๆ ดังนี้
- กู้เงินในระบบ: 26%
- จำนำทรัพย์สิน: 21.7%
- ก่อหนี้บัตรเครดิตเพิ่ม 29.7%
- กู้นอกระบบ: 3.6%
ส่วนกู้นอกระบบลดเหลือ 3.6% (จาก 17.8% ในปี 2562)
เพื่อประคองตัวให้รอดพ้นช่วงนี้ ผู้ปกครองกว่าครึ่งต้องปรับพฤติกรรมการใช้จ่ายอื่น โดยเลือก ลดงบประมาณท่องเที่ยว (36.4%), ลดค่าใช้จ่ายส่วนตัว (26.9%) และ ลดค่าอาหารในครัวเรือน (20.9%)
แม้ตัวเลขเงินสะพัด 6.6 หมื่นล้านบาทจะดูเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ในทางกลับกัน มันคือการดึงเงินออม และก่อหนี้เพิ่มของภาคครัวเรือนไทย เพื่อรักษาระดับการศึกษาของบุตรหลานให้คงอยู่ ท่ามกลางวิกฤตค่าครองชีพที่ยังไม่มีทีท่าจะลดลง
อย่างไรก็ตาม กว่า 71.4% ผู้ปกครองบอกชัดว่า ต้องการใหเรัฐออกมาตรการ ลดหย่อนภาษีการศึกษา และมอบเงินอุดหนุนโดยตรง







