
ปลดล็อกงานวิจัยไทยสู่ตลาดโลก ด้วย Deep Tech และกติกา IP สากล
พลิกโฉมงานวิจัยไทยจากหิ้งสู่ห้าง ผสานกลยุทธ์ "กองกลาง" เชื่อมมหาวิทยาลัยกับเอกชน เน้นแก้โจทย์จริงด้วย Deep Tech เพื่อสร้างนวัตกรรมที่โลกต้องการอย่างยั่งยืน
ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการเป็นศูนย์กลางนวัตกรรม ด้วยความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ที่เหมาะเป็นพื้นที่ทดสอบ (Testing Ground) และต้นทุนการวิจัยที่ต่ำ ทว่าผลงานวิจัยไทยกลับเผชิญภาวะ ขึ้นหิ้ง แต่ไม่ถูกนำไปใช้จริง สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) มหาวิทยาลัยมหิดล จึงเปิดเวทีเสวนาเพื่อหาทางออกในการปลดล็อกทรัพย์สินทางปัญญา (IP) สู่ตลาดจริง
ปัญหาหลักของระบบนิเวศนวัตกรรมไทยเปรียบเสมือนทีมฟุตบอลที่มีมหาวิทยาลัยเป็น "กองหลัง" คอยป้อนงานวิจัย และเอกชนเป็น "กองหน้า" ที่พร้อมทำกำไร แต่เรากลับขาด "กองกลาง" หรือหน่วยงานจัดการเทคโนโลยี (TTO) ที่แข็งแกร่ง ทำให้ลูกบอลงานวิจัยถูกเตะวนอยู่ในมหาวิทยาลัย และส่งไปไม่ถึงแดนหน้าเพื่อทำประตูในเชิงพาณิชย์
รศ.ดร.วิริยะ เตชะรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการ INT ชี้ว่านักวิจัยต้องเปลี่ยน Mindset จากการมุ่งตีพิมพ์ผลงาน สู่การสร้างธุรกิจและผลตอบแทน ขณะเดียวกันก็ควรใช้แนวคิด Reverse Pitching ที่ให้ภาคเอกชนเป็นผู้กำหนดโจทย์ความต้องการของตลาดตั้งแต่วันแรก แทนการทำวิจัยตามความสนใจเพียงอย่างเดียว
อุตสาหกรรมเป้าหมายที่ไทยมีโอกาสชนะคือ เกษตร อาหาร และสุขภาพ แต่เราต้องใช้ Deep Tech มาแก้ปัญหาเชิงลึก เช่นเดียวกับที่ญี่ปุ่นถอดรหัสโมเลกุลกลิ่นส้มยูซุจนสร้างมูลค่ามหาศาลทั่วโลก ไทยเองก็มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงที่รอการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาสร้างมูลค่าเพิ่มสู่ระดับโลกเช่นกัน
ในแง่ของวงการแพทย์ แม้ไทยจะมีหมอที่เก่งกาจระดับโลก แต่เทคโนโลยีในห้องผ่าตัดกลับเป็นการนำเข้าแทบทั้งหมด สิ่งที่เป็นนวัตกรรมไทยอาจมีเพียงแค่ถุงมือยาง ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดาย ผศ.ดร.อัครวิทย์ กาญจนโอภาษ เน้นย้ำว่าสตาร์ทอัพกลุ่ม Deep Tech จะรอดได้ ต้องหา Product-Market Fit ให้เจอตั้งแต่อยู่ในห้องแล็บ ไม่ใช่คิดค้นเทคโนโลยีแล้วไปหาเอาภายหลัง
การแข่งขันในเวทีโลกต้องอาศัยทรัพย์สินทางปัญญา (IP) เป็นเกราะป้องกัน คุณวิกรานต์ ดวงมณี ระบุว่าภาคเอกชนจะลงทุนในนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ตลาดและมีอิสระในการดำเนินธุรกิจ (FTO) โดยไม่ละเมิดสิทธิ์ผู้อื่น กลยุทธ์ด้าน IP จึงต้องเริ่มทำตั้งแต่วันแรกของโครงการ
ปัจจุบันไทยลงทุนวิจัยปีละกว่าสองหมื่นล้านบาท แต่สิทธิบัตรในไทยเป็นของคนไทยเพียง 10% การมีบุคลากรด้าน IP ที่เข้าใจทั้งวิทยาศาสตร์ กฎหมาย และธุรกิจ จึงจำเป็นอย่างยิ่งในการพาผลงานออกจากห้องแล็บ เพื่อดึงดูดเม็ดเงินจากต่างชาติ (VC) ที่พร้อมเข้ามาดึงตัวงานวิจัยที่มีศักยภาพ
นวัตกรรมคือความมั่นคงที่ทำให้ประเทศพึ่งพาตนเองได้ในยามวิกฤต สถาบัน INT มหิดล จึงมุ่งมั่นเป็น ตัวเชื่อม ปิดช่องว่างระหว่างนักวิจัยและภาคเอกชน เพื่อเปลี่ยนทุนทางปัญญาให้เป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ และพาไทยก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลางอย่างยั่งยืน







