
จับตาค้าปลีกความงาม เซ็นทรัล ส่ง 'LOOKS' ชน 'found & found' ของ OR
จับตาศึกเฮลท์แอนด์บิวตี้ ยักษ์ใหญ่ ‘เซ็นทรัล-OR’ เปิดเกมชิงตลาดความงาม ดัน LOOKS สู่สแตนด์อโลน-เร่งสปีด found & found ชู J/K Beauty สะเทือนสายรับหิ้ว
KEY
POINTS
- เมื่อยักษ์ใหญ่ "เซ็นทรัล-OR" ประกาศรุกตลาดตลาดสุขภาพความงามเต็มตัว
- เซ็นทรัล ส่ง LOOKS จากโซนท็อปส์ สู่สแตนด์อโลนครั้งแรก ขณะที่ฝั่ง OR เร่งสปีดขยาย found & found 45 สาขาในปีนี้ ชูสินค้าเกาหลี-ญี่ปุ่น สะเทือนสายรับหิ้ว
- จับตาเกมตลาดสุขภาพและความงาม เดือด
ตลาดสุขภาพและความงามไทยเป็นอีกหนึ่งในสมรภูมิค้าปลีกที่น่าจับตามากที่สุดในตอนนี้ หลังสองยักษ์ใหญ่อย่าง เซ็นทรีล รีเทล และโออาร์ เฮลท์ แอนด์ เวลเนส ได้ออกมาประกาศแผนเดินหน้าธุรกิจสุขภาพและความงามในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน
โดยฝั่งเซ็นทรัล รีเทล เลือกยกระดับ LOOKS จากที่เป็นเพียงโซนภายในท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต ออกมาสู่โมเดลร้านสแตนด์อโลนครั้งแรก ขณะที่ฝั่งโออาร์ เฮลท์ แอนด์ เวลเนส ซึ่งเปิด found & found มาได้เพียงไม่กี่ปี ก็กำลังเร่งสปีดขยายสาขาทั่วประเทศ ซึ่งทั้งสองแบรนด์นอกจากจะมีสินค้าทั่วไปแล้ว ยังประชันสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟแบรนด์เกาหลี-ญี่ปุ่น ราคาจับต้องได้ใกล้เคียงบินไปซื้อเอง
เซ็นทรัลดัน ‘LOOKS’ จากโซนภายในท็อปส์ สู่สแตนด์อโลน
เดิมที ‘LOOKS” ถูกจัดอยู่ในโซนสินค้าสุขภาพและความงาม ภายในท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต และท็อปส์ เดลี่ ซึ่งตอนนี้ เซ็นทรัล รีเทล เตรียมเปิดในรูปแบบร้านสแตนด์อโลน ที่โรบินสันไลฟ์สไตล์ ศรีสมาน ซึ่งเป็นโลเคชั่นที่มีกลุ่มลูกค้า ครอบครัวรุ่นใหม่และกำลังซื้อในโซนกรุงเทพฯ ตอนเหนือที่เติบโตต่อเนื่อง
เบื้องหลังการขยับครั้งนี้ ธนวัตร จิรจริยาเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ระบุว่า มาจากศักยภาพของตลาดความงามที่ยังเติบโตสูง ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ตลาด Beauty ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เติบโตขึ้นถึง 3 เท่า ขณะที่ตลาดไทยในปี 2025 มีมูลค่าประมาณ 180,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มแตะ 290,000 ล้านบาทภายในปี 2034 สะท้อนว่าผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้มอง “ความงาม” เป็นเรื่องฟุ่มเฟือยอีกต่อไป แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์และการดูแลตัวเอง
แล้วจุดขายอยู่ตรงไหน?
สิ่งที่น่าสนใจคือ เซ็นทรัลไม่ได้มอง LOOKS เป็นเพียงร้านขายเครื่องสำอาง แต่กำลังพยายามสร้างให้เป็น “Beauty & Wellness Destination” ที่รวมทั้งสินค้า บริการ และประสบการณ์ไว้ในจุดเดียว ตั้งแต่สกินแคร์ เมกอัพ วิตามิน ไปจนถึงสินค้าเวลเนส พร้อม Beauty Specialist ที่ช่วยแนะนำสินค้าเฉพาะบุคคล ซึ่งเป็นโมเดลเดียวกับค้าปลีกความงามระดับโลกที่เน้นสร้าง Engagement มากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว
อีกจุดที่สะท้อนกลยุทธ์ชัดเจน คือการเจาะตลาด “Masstige” หรือสินค้าพรีเมียมราคาจับต้องได้ เพราะผู้บริโภคยุคนี้ยังระมัดระวังการใช้จ่าย แต่พร้อมจ่ายให้สินค้าที่รู้สึกว่า “คุณภาพดีและคุ้มค่า” ทำให้ตลาดระดับกลางถึงพรีเมียมกลายเป็นเซกเมนต์ที่เติบโตเร็วที่สุดในเวลานี้
อีกด้าน เซ็นทรัลยังพยายามสร้างจุดต่างผ่านสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟ และการร่วมพัฒนาสินค้ากับ COSMAX ผู้ผลิตเครื่องสำอางรายใหญ่จากเกาหลีใต้ เพื่อเพิ่มมาร์จิ้นและลดการแข่งขันด้านราคาโดยตรง
ปัจจุบัน LOOKS อยู่ในท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ตแล้ว 105 สาขา และในท็อปส์ เดลี่ ไฮบริดอีก 17 สาขา โดยผู้บริหารเปิดเผยว่า ตั้งเป้าขยายโมเดลนี้ให้ครบ 100 แห่งภายในปี 2571 พร้อมวางบทบาทให้ LOOKS เป็น “New Growth Engine” ตัวใหม่ของอาณาจักรค้าปลีกเซ็นทรัลในระยะยาว
ส่วน LOOKS โมเดลสแตนด์อโลนวางจุดเด่น 3 ด้านคือ ไลน์สินค้าสุขภาพ-ความงามที่คัดมาเป็นพิเศษรวมกว่า 5,000 SKU แบ่งเป็น 50% นำเข้าจากเกาหลี, ยุโรป, อเมริกาและออสเตรเลียประมาณอีก 35% เป็นสินค้าแบรนด์ไทย และ 15% เป็นสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟ อาทิ plu x Hello Kitty และ DERMAFACTORY รุ่น PDRN 4% เป็นต้น ทั้งนี้จะมีสินค้าใหม่กว่า 3,000 SKU ต่อปีอีกด้วย
OR ส่ง ‘found & found’ ชู J-K Beauty ราคาไม่แรง
ในฝั่งของ ร้าน found & found ของบริษัท โออาร์ เฮลท์ แอนด์ เวลเนส จำกัด (ORHW) ที่อยู่ในเครือ ของทาง บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) ซึ่งจัดเป็นธุรกิจค้าปลีกด้านเฮลท์แอนด์บิวตี้ตัวแรกของทาง OR ก็ว่าได้
และกำลังเร่งปั้น found & found ให้กลายเป็นอีกหนึ่งธุรกิจ Growth Engine ใหม่ หลังมองว่าตลาดเฮลท์แอนด์บิวตี้ไทยมูลค่ากว่า 400,000 ล้านบาท ยังเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 8-9% โดยเฉพาะกระแสสินค้า J-Beauty และ K-Beauty ที่ได้รับความนิยมสูงในกลุ่มผู้บริโภคไทยช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา
ร้าน found & found เปิดตัวในปี 2568 โดยเลือกวางจุดยืนเป็น “J/K Health & Beauty Retail” หรือศูนย์รวมสินค้า Beauty และ Wellness จากญี่ปุ่น เกาหลี และไทย เพื่อจับกลุ่มผู้บริโภคที่มองหาสินค้านำเข้า คุณภาพดี และมีนวัตกรรมใหม่อย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบัน มีสินค้ากว่า 520 แบรนด์ รวมมากกว่า 5,000 SKU แบ่งเป็นสินค้าแบรนด์ญี่ปุ่น เกาหลี และไทยในสัดส่วนใกล้เคียงกัน โดยเฉพาะสินค้านำเข้าจากญี่ปุ่นและเกาหลีที่นำเข้าเองกว่า 500 SKU ทั้งสินค้ากระแสและสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟ
พร้อมตั้งราคาใกล้เคียงหรือบางรายการเท่ากับประเทศต้นทาง เพื่อแข่งขันกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมบินไปซื้อสินค้า Beauty ต่างประเทศด้วยตัวเอง หลังใช้ปีแรกเป็นช่วงทดลองโมเดลร้านและทำเล ปี 2569 จะเป็นช่วงเร่งสปีดขยายสาขาเต็มรูปแบบ โดยปีนี้ตั้งเป้าเปิดเพิ่มอีก 45 สาขา จากปัจจุบัน 21 สาขา ซึ่ง 4 เดือนที่ผ่านมาเปิดไปแล้ว 9 สาขา เดือนพฤษภาคมนี้จะเพิ่มอีก 4 สาขา ทำให้เหลืออีก 20 สาขา ก่อนที่ปี 2570 จะเร่งสปีดการเปิดสาขาให้เร็วขึ้นอีก ทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และบางจังหวัด เช่น ชะอำ และวังน้อย
ขณะเดียวกันยังวางตัว found & found ให้ทำหน้าที่คล้าย “Curator” ของสินค้า J-Beauty และ K-Beauty ผ่านการจับมือกับ Sugi Pharmacy เชนร้านขายยารายใหญ่จากญี่ปุ่น และ Olive Young ร้านค้าความงามชื่อดังจากเกาหลีใต้ เพื่อนำเข้าสินค้ากระแสและสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟเข้ามาอย่างต่อเนื่อง พร้อมเปิดพื้นที่ให้แบรนด์ไทยดาวรุ่งเข้ามาแข่งขันในตลาดเดียวกัน
ปี 2027 เข้าสู่เฟส “เร่งสปีด” เต็มรูปแบบ
โดยตั้งเป้าอัตราการเติบโตสูงถึง 200% พร้อมผลักดันแบรนด์ขึ้นสู่ Top 5 ตลาดค้าปลีก Health & Beauty ของไทย ขณะเดียวกัน ยังวางเป้าหมายระยะยาวขยายสาขาแตะ 450 แห่งภายในปี 2030
จับตาเกมตลาดความงาม
แม้ตลาดมีแนวโน้มในทิศทางที่ดี แต่โจทย์สำคัญของธุรกิจเฮลท์แอนด์บิวตี้ หรือสุขภาพความงามวันนี้ ไม่ใช่แค่ขายสินค้าอะไร แต่คือ “ทำอย่างไรให้ลูกค้าเข้าร้าน” เพราะปัจจุบันผู้บริโภคสามารถซื้อสกินแคร์หรือเครื่องสำอางผ่าน TikTok Shop, Shopee หรือ Lazada ได้ภายในไม่กี่นาที ขณะที่ผู้เล่นเดิมอย่าง Watsons, Eveandboy, Beautrium และ Multy Beauty ก็มีจุดแข่งต่างกัน ทั้งราคา โปรโมชั่น และ Exclusive Brand อย่างหนัก
ท้ายที่สุด ศึกเฮลท์แอนด์บิวตี้รอบใหม่ จึงไม่ใช่แค่การแข่งขันของร้านขายเครื่องสำอาง แต่คือการชิงพื้นที่ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค ผ่านธุรกิจที่มีทั้งมาร์จิ้นสูง ความถี่ในการซื้อซ้ำ และโอกาสเติบโตระยะยาว มากกว่าค้าปลีกแบบดั้งเดิมที่เริ่มโตช้าลงเรื่อยๆ







