posttoday
ซัมมิตปักกิ่ง 2026: เมื่อทรัมป์ต้องง้อสี จิ้นผิง ในวันที่สหรัฐฯ ถูกจีนถือไพ่เหนือกว่า

ซัมมิตปักกิ่ง 2026: เมื่อทรัมป์ต้องง้อสี จิ้นผิง ในวันที่สหรัฐฯ ถูกจีนถือไพ่เหนือกว่า

12 พฤษภาคม 2569

การพบปะที่ปักกิ่ง (14-15 พ.ค.) ซึ่งเลื่อนมาจากเดือนมีนาคมเพราะพิษสงครามอิหร่าน คือนาทีพิสูจน์ดุลอำนาจ เมื่อทรัมป์ต้องเผชิญหน้ากับสี จิ้นผิง ในวันที่พญามังกรกุมไพ่เหนือกว่าทั้งด้านทรัพยากรและยุทธศาสตร์โลก

การเยือนปักกิ่งของโดนัลด์ ทรัมป์ ในวันที่ 14-15 พฤษภาคม 2569 คือภาพสะท้อนของโครงสร้างอำนาจที่การเมืองเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด หากย้อนกลับไปในปี 2017 ทรัมป์ได้รับการต้อนรับเยี่ยงจักรพรรดิแบบ "State Visit-plus" พร้อมข้อตกลงทางธุรกิจมูลค่า 2.5 แสนล้านดอลลาร์ที่เป็นเพียงการสร้างภาพลักษณ์ แต่ในปี 2026 นี้เป้าหมายของ สี จิ้นผิง นั้นลึกซึ้งกว่าเดิม นั่นคือการ "บริหารจัดการ" (Manage) วอชิงตันให้เดินตามเกมของปักกิ่ง

 

สี จิ้นผิง ก้าวสู่โต๊ะเจรจาด้วยความมั่นใจสูงสุดตามวาทะที่เขาย้ำกับคนในพรรคเสมอว่า "ตะวันออกกำลังรุ่งโรจน์ และตะวันตกกำลังเสื่อมถอย" ความมั่นใจนี้มีฐานรากมาจากการที่จีนสามารถต้านทานการรีดภาษีนำเข้า 145% ของทรัมป์เมื่อปี 2025 ได้สำเร็จ ขณะที่สหรัฐฯ กลับบอบช้ำจากสงครามอิหร่านจนต้องยอมพักรบทางการค้าชั่วคราว สิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้พรมแดงต้อนรับที่ดูชื่นมื่น คือการที่สหรัฐฯ กำลังตกเป็นรองในเชิงโครงสร้างอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ซัมมิตปักกิ่ง 2026: เมื่อทรัมป์ต้องง้อสี จิ้นผิง ในวันที่สหรัฐฯ ถูกจีนถือไพ่เหนือกว่า

 

"แรร์เอิร์ธ” อาวุธเงียบที่สหรัฐฯ ต้านลำบาก

 

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้จีนกลายเป็นฝ่ายกุมความได้เปรียบ คือการควบคุมทรัพยากรต้นน้ำ โดยเฉพาะ “แร่หายาก” หรือ Rare Earths ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมยุคใหม่ ตั้งแต่เซมิคอนดักเตอร์ รถยนต์ไฟฟ้า ระบบพลังงานสะอาด ไปจนถึงอุตสาหกรรมทางทหาร

 

ในปี 2025 จีนเริ่มจำกัดการส่งออกแร่หายากและแม่เหล็กถาวรบางประเภท ภายใต้กลไกที่นักวิเคราะห์เรียกว่า “Break Glass” หรือมาตรการฉุกเฉินเชิงยุทธศาสตร์ ส่งผลให้สหรัฐฯ เผชิญแรงสั่นสะเทือนในหลายมิติพร้อมกัน

 

ด้านความมั่นคง การผลิตอาวุธนำวิถี ระบบป้องกันประเทศ และยุทโธปกรณ์ขั้นสูงของสหรัฐฯ เริ่มเผชิญภาวะขาดแคลนวัตถุดิบสำคัญ ในช่วงเวลาที่วอชิงตันต้องเร่งเติมคลังแสงจากสงครามในอิหร่านและยูเครน

 

ด้านเทคโนโลยี ความพยายามของสหรัฐฯ ในการสกัดจีนจากอุตสาหกรรม AI และชิปขั้นสูง กลับถูกจีนตอบโต้ด้วยการจำกัดวัตถุดิบที่จำเป็นต่อการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ทำให้มาตรการควบคุมเทคโนโลยีของวอชิงตันเริ่มย้อนกลับมาสร้างต้นทุนแก่ภาคอุตสาหกรรมของตนเอง

 

ขณะที่ด้านพลังงาน สงครามในตะวันออกกลางได้เผยให้เห็นข้อจำกัดของโมเดล “Energy Dominance” ของสหรัฐฯ อย่างชัดเจน เมื่อการปิดช่องแคบฮอร์มุซสามารถกระทบตลาดโลกได้ในทันที

 

ในทางกลับกัน จีนกลับแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของการเป็น “Electrostate” หรือรัฐที่ขับเคลื่อนด้วยห่วงโซ่อุปทานพลังงานไฟฟ้า เทคโนโลยีสะอาด และคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งมีความทนทานต่อแรงกระแทกมากกว่าระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาน้ำมันแบบดั้งเดิม

 

แม้สหรัฐฯ จะเร่งกระจายฐานการผลิตและสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ผ่านพันธมิตรอย่างอินเดีย ออสเตรเลีย และเวียดนาม แต่ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากมองว่า การลดการพึ่งพาจีนในระดับโครงสร้างอาจต้องใช้เวลาอีกหลายปี หรืออาจยาวนานถึงระดับทศวรรษ

ซัมมิตปักกิ่ง 2026: เมื่อทรัมป์ต้องง้อสี จิ้นผิง ในวันที่สหรัฐฯ ถูกจีนถือไพ่เหนือกว่า

 

สมรภูมิซ้อนสมรภูมิ : อิหร่าน ไต้หวัน และ AI

 

การเจรจาที่ปักกิ่งครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการต่อรองทางการค้า แต่คือการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ในหลายสมรภูมิพร้อมกัน

 

ในประเด็นอิหร่าน สหรัฐฯ ต้องการให้จีนใช้อิทธิพลกดดันเตหะรานให้เปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานโลก ขณะที่จีนสามารถใช้เงื่อนไขดังกล่าวต่อรองเพื่อให้สหรัฐฯ ลดมาตรการคว่ำบาตรโรงกลั่นน้ำมันและผ่อนคลายแรงกดดันทางเศรษฐกิจ

 

ส่วนประเด็นไต้หวัน ถือเป็นหัวใจสำคัญของการเผชิญหน้าระหว่างสองมหาอำนาจ สหรัฐฯ ต้องการรักษาสมดุลทางทหารในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก พร้อมเดินหน้าขายอาวุธให้ไต้หวันต่อไป แต่จีนพยายามผลักดันให้วอชิงตันขยับจุดยืนจาก “ไม่สนับสนุนเอกราชไต้หวัน” ไปสู่การ “คัดค้านเอกราชไต้หวัน” อย่างชัดเจน ซึ่งจะถือเป็นชัยชนะเชิงการเมืองครั้งสำคัญของปักกิ่ง

 

ขณะเดียวกัน สนามแข่งขันด้าน AI และเซมิคอนดักเตอร์ ยังคงเป็นอีกแนวรบหลักที่ทั้งสองฝ่ายไม่มีใครยอมถอย สหรัฐฯ พยายามรักษาความเหนือกว่าทางเทคโนโลยีด้วยการจำกัดการเข้าถึงชิปประมวลผลขั้นสูง แต่จีนเองก็กำลังเร่งปิดช่องว่างทางเทคโนโลยีที่เชื่อว่าตามหลังสหรัฐฯ ไม่ถึงหนึ่งปี

ซัมมิตปักกิ่ง 2026: เมื่อทรัมป์ต้องง้อสี จิ้นผิง ในวันที่สหรัฐฯ ถูกจีนถือไพ่เหนือกว่า

โลกหลังซัมมิต : ยุคที่จีนคุม “ต้นน้ำ”

 

แม้ผลลัพธ์ของซัมมิตปักกิ่ง 2026 อาจจบลงด้วยบรรยากาศ “สงบศึกชั่วคราว” และการประกาศข้อตกลงเชิงสัญลักษณ์บางส่วน แต่ในมุมมองของนักยุทธศาสตร์โลก สิ่งสำคัญกว่าคือการเปลี่ยนแปลงของดุลอำนาจระยะยาว

 

ทรัมป์อาจได้ข้อตกลงซื้อสินค้าเกษตรหรือคำสั่งซื้อเครื่องบินเพิ่มเติม เพื่อใช้สื่อสารกับฐานเสียงภายในประเทศ แต่สิ่งที่จีนกำลังได้รับคือ “ชัยชนะเชิงโครงสร้าง” ทั้งการลดแรงกดดันทางภาษี การรักษาความได้เปรียบด้านทรัพยากร และการขยับเพดานนโยบายของสหรัฐฯ ในประเด็นอ่อนไหวอย่างไต้หวัน

 

บทเรียนสำคัญจากซัมมิตครั้งนี้ คือโลกยุคใหม่ไม่ได้วัดอำนาจกันเพียงขนาดเศรษฐกิจหรือกำลังทหารอีกต่อไป หากแต่ขึ้นอยู่กับว่า “ใครควบคุมทรัพยากรต้นน้ำและห่วงโซ่อุปทานสำคัญของโลกได้มากกว่า”

 

และในเกมภูมิรัฐศาสตร์รอบล่าสุด จีนกำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า การถือครองแร่หายาก เทคโนโลยีพลังงานสะอาด และเครือข่ายการผลิตระดับโลก อาจเป็นอำนาจที่ทรงพลังกว่ากองเรือบรรทุกเครื่องบินในศตวรรษที่ 21

ข่าวล่าสุด

10 วิธีคลายร้อนแบบ Low Carbon แถมเหลือเงินในกระเป๋า!

10 วิธีคลายร้อนแบบ Low Carbon แถมเหลือเงินในกระเป๋า!