
สิทธิบัตรทางการค้า
...เดชา กิตติวิทยานันท์
ในประเทศไทยเริ่มมีการฟ้องร้องคดีสิทธิบัตรทางการค้า ผมเป็นคนหนึ่งที่เคยมีประสบการณ์ในการทำคดีสิทธิบัตร และชนะคดีตั้งแต่ศาลชั้นต้นจนถึงศาลฎีกา จึงขอแชร์ประสบการณ์ให้กับนักธุรกิจหรือเจ้าของสิทธิบัตร
เมื่อหลายปีก่อนในวงการรับเหมาก่อสร้างโดยเฉพาะการก่อสร้างทางด่วน ถ้าจะมีการตอกเสาเข็ม จะต้องใช้วัสดุรองรับการกระแทกลักษณะเป็นวงกลมเป็นชั้นๆ เพื่อไม่ให้หัวเสาเข็มแตก แต่ปรากฏว่า ได้มีพวกหัวใสคนหนึ่ง นำวัสดุรองรับการกระแทกเวลาตอกเสาเข็ม ไปจดทะเบียนเป็นสิทธิบัตร กรมทรัพย์สินทางปัญญาของไทย ไปหลงเชื่อและยอมรับจดสิทธิบัตรไป ทำให้ทั้งประเทศไทยบริษัทรับเหมาก่อสร้างตอกเสาเข็มไม่ได้เลย เพราะหลังจากกรมทรัพย์สินทางปัญญารับจดสิทธิบัตร ทำให้เจ้าของสิทธิบัตรมีสิทธิแต่ผู้เดียวในการใช้รูปทรงกลมเกี่ยวกับวัสดุรองรับแรงกระแทก จึงเท่ากับว่า ใครจะตอกเสาเข็มจะต้องซื้อวัสดุจากเจ้าของสิทธิบัตรรายนี้เพียงรายเดียว หากไม่ยอมซื้อ เจ้าของสิทธิบัตรรายนี้ จะพาตำรวจไปจับทุกไซต์งานก่อสร้าง วุ่นวายกันทั้งวงการเสาเข็ม สุดท้ายเจ้าของบริษัทเสาเข็มรายหนึ่งได้ว่าจ้างผมเป็นทนายฟ้องร้องที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ทั้งศาลชั้นต้นและศาลฎีกา ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุด ให้เพิกถอนสิทธิบัตรดังกล่าว ทำให้วงการเสาเข็มตอกเสาเข็มได้จนถึงปัจจุบัน โดยศาลเห็นว่า วัสดุรองรับแรงกระแทกดังกล่าวไม่ใช่ของใหม่ จึงไม่ใช่สิทธิบัตร หัวใจของสิทธิบัตรคือ ต้องมีความใหม่ ต้องมีการปรับปรุง มีขั้นการผลิต ช่วยแก้ปัญหาให้ดีกว่าเดิมได้ มีประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ ดังนั้นหากเจ้าของกิจการท่านใดที่มีความคิดดีๆ เกี่ยวกับการออกแบบผลิตภัณฑ์หรือกรรมวิธี ควรจะจดสิทธิบัตรไว้ เพราะจะมีประโยชน์อย่างมาก
คำนิยาม และขอบเขตของกฎหมายสิทธิบัตร
มาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 บัญญัติว่า
“สิทธิบัตร” หมายความว่า “หนังสือสำคัญที่ออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ตามที่กำหนด โดยบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้” ตามคำนิยามดังกล่าว สิทธิบัตรคือรูปแบบของการให้ความคุ้มครองสิทธิตามกฎหมายในลักษณะที่เป็นเอกสารสิทธิชนิดหนึ่ง ทำนองเดียวกับโฉนดที่ดินสิทธิบัตรเป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่ง จึงมีสิทธิที่ก่อตั้งขึ้นโดยกฎหมายพิเศษ หรือกฎหมายเฉพาะ คือพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ถ้าไม่มีกฎหมายดังกล่าวรองรับสิทธิในการประดิษฐ์หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ก็ไม่ได้รับความคุ้มครอง ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยก่อนที่จะมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 ว่าวิธีการประดิษฐ์หรือ
“สิทธิเปเตนท์” ไม่ปรากฏว่ามีกฎหมายไทยก่อตั้งคุ้มครอง จึงไม่ได้ชื่อว่าเป็นสิทธิตามกฎหมาย ไม่อาจก่อให้เกิดมูลละเมิดที่จะเรียกร้องบังคับทางศาลได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 837/2507)สิทธิบัตรแยกตามลักษณะของสิ่งที่ได้รับความคุ้มครองได้เป็น 2 ประเภท คือ สิทธิบัตรการประดิษฐ์ และสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ สิทธิบัตรการประดิษฐ์ออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์ที่มีลักษณะที่กำหนดกฎหมาย การประดิษฐ์ (Invention) หมายถึง
“การคิดค้นหรือคิดทำขึ้น อันเป็นผลให้ได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์หรือกรรมวิธีใดขึ้นใหม่ หรือการกระทำใดๆ ที่ทำให้ดีขึ้นซึ่งผลิตภัณฑ์หรือกรรมวิธี”ดังคำนิยามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตรฯ จากคำนิยามดังกล่าวจะเห็นได้ว่า การประดิษฐ์โดยเนื้อแท้แล้วก็คือความคิดสร้างสรรค์เกี่ยวกับการผลิตผลิตภัณฑ์นั่นเอง ซึ่งแยกออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ ผลิตภัณฑ์และกรรมวิธีการประดิษฐ์ที่เป็นผลิตภัณฑ์ (Product) พระราชบัญญัติสิทธิบัตรฯ ไม่ได้นิยามว่า หมายถึงอะไร อาจเป็นเพราะเห็นว่ามีความหมายในตัวเองอยู่แล้วว่าผลิตภัณฑ์คือสิ่งที่เป็นวัตถุที่มนุษย์ผลิตขึ้น เช่นเครื่องจักรกล อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ต่างๆ อย่างไรก็ตามการที่กฎหมายไม่มีบทนิยามเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็ทำให้เกิดปัญหาในการตีความขึ้นได้ เช่นว่าคำว่า
“ผลิตภัณฑ์” จะหมายความรวมถึงสิ่งที่มีชีวิตที่มนุษย์ผลิตขึ้นได้ด้วยหรือไม่ อาทิ สัตว์พืช หรือจุลชีพ ที่มนุษย์คิดค้นขึ้นได้นอกเหนือจากที่มีอยู่ตามธรรมชาติส่วนการประดิษฐ์ที่เป็นกรรมวิธี (Process) นั้น พระราชบัญญัติสิทธิบัตรฯ มาตรา 3 ได้ให้คำนิยามว่า หมายถึง
“กรรมวิธี กระบวน หรือวิธีการในการผลิต หรือการเก็บรักษาให้คงสภาพ หรือให้มีคุณภาพดีขึ้นซึ่งผลิตภัณฑ์ และรวมถึงการใช้กรรมวิธีนั้นๆ ด้วย” ซึ่งเป็นการกำหนดขอบเขตของกรรมวิธีที่กฎหมายสิทธิบัตรมุ่งที่จะให้ความคุ้มครอง เช่น กรรมวิธีผลิตกาแฟสำเร็จรูป กรรมวิธีผสมพันธุ์ฝ้าย และกรรมวิธีการถนอมอาหาร เป็นต้นสิ่งที่กฎหมายสิทธิบัตรมุ่งที่จะให้ความคุ้มครองอีกประเภทหนึ่งคือการออกแบบผลิตภัณฑ์ (Product Designs) คือการสร้างสรรค์ลักษณะภายนอกของผลิตภัณฑ์ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 3 ลักษณะ คือรูปร่างของผลิตภัณฑ์ และลวดลายหรือสีของผลิตภัณฑ์อีกประเภทหนึ่งมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตรฯ ได้ให้คำนิยามว่า
“แบบผลิตภัณฑ์” ว่าหมายความถึง “รูปร่างของผลิตภัณฑ์ หรือองค์ประกอบของลาดลายหรือสีของผลิตภัณฑ์ อันมีลักษณะพิเศษสำหรับผลิตภัณฑ์ซึ่งสามารถใช้เป็นแบบสำหรับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมรวมทั้งหัตถกรรมด้วย” คำนิยามดังกล่าวทำให้เห็นได้ว่า การออกแบบผลิตภัณฑ์ก็ลักษณะของการประดิษฐ์ที่ขอรับสิทธิบัตรได้
พระราชบัญญัติสิทธิบัตรฯ มาตรา 5 กำหนดว่า การประดิษฐ์ที่ขอรับสิทธิบัตรได้ ต้องประกอบด้วยลักษณะ 3 ประการ คือ
1) เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ การประดิษฐ์ที่ขอรับสิทธิบัตรได้นั้นจะต้องมีความใหม่ (Novelty) เช่น จะต้องไม่ใช่การประดิษฐ์ที่มีหรือใช้แพร่หลายอยู่แล้วในประเทศหรือได้มีการเปิดเผยสาระสำคัญ หรือรายละเอียดในเอกสารหรือสิ่งพิมพ์ไม่แน่ว่าในหรือนอกประเทศก่อนวันยื่นขอรับสิทธิบัตร เป็นต้น
2) มีขั้นตอนการประดิษฐ์สูง (Inventive Step) หมายถึง การประดิษฐ์ที่ไม่เป็นที่ประจักษ์โดยง่ายแก่บุคคลที่มีความชำนาญในระดับสามัญสำหรับงานประเภทนั้น ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.สิทธิบัตรฯ
3) สามารถนำประยุกต์ในทางอุตสาหกรรม (Industrial Applicability) คือ เป็นการประดิษฐ์ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการผลิตทางอุตสาหกรรม หัตถกรรม เกษตรกรรมและพาณิชยกรรมได้ ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตรฯ







