
รู้จัก SETCarbon ยกระดับมาตรฐานระบบคำนวณคาร์บอนของประเทศ
SETCarbon แพลตฟอร์มจัดการข้อมูลคาร์บอนของภาคธุรกิจ ได้รับการรับรองจาก อบก. ยกระดับมาตรฐานระบบคำนวณคาร์บอนของประเทศ ตั้งเป้า 5 ปี มีผู้ใช้งานกว่า 500 บริษัท เล็งเพิ่ม 3 แบงก์พันธมิตร ในปี 69 ให้บริษัทเข้าถึง Climate Finance
KEY
POINTS
- ตลาดหลักทรัพย์ฯ พัฒนาแพลตฟอร์ม SETCarbon เพื่อเป็นเครื่องมือมาตรฐานให้ภาคธุรกิจใช้วัดและบริหารจัดการข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ แก้ปัญหาด้านต้นทุนและความซับซ้อน
- SETCarbon ได้รับการรับรองมาตรฐานอย่างเป็นทางการจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) สร้างความน่าเชื่อถือให้ข้อมูลและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล
- แพลตฟอร์มนี้ช่วยให้ภาคธุรกิจเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียว (Green Finance) ได้ง่ายขึ้น และเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับนักลงทุน และผู้กำกับดูแลในการตัดสินใจเลือกเข้าสู่Thai ESG
การขับเคลื่อนความยั่งยืน (ESG) กลายเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางของตลาดทุนไทย ซึ่งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีบทบาทสำคัญในการยกระดับมาตรฐาน ความยั่งยืน (ESG) ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ด้วยแรงผลักดันจากกฎเกณฑ์และกติกาต่าง ๆ ทั่วโลกที่กำหนดให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัวให้มีความยั่งยืนมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิติสิ่งแวดล้อม
รวมไปถึงการเตรียมความพร้อมให้กับ บจ. ในการรองรับกฎเกณฑ์ที่กำลังจะปรับเปลี่ยน เช่น มาตรฐาน ISSB (IFRS S2) ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องคาร์บอน ซึ่งจะเข้ามาอยู่ในรายงานทางการเงิน
ขณะเดียวกัน สถิติการรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ บจ.ปี 2565-2567 พบว่า อัตราการรายงานและการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลยังอยู่ในระดับต่ำ โดยข้อมูลในปี 2565 แสดงให้เห็นว่า มี 342 บริษัท รายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่มีเพียง 182 บริษัท ที่รายงานและทวนสอบข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ปี 2566 มี 445 บริษัท รายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่มีเพียง 267 บริษัท ที่รายงานและทวนสอบข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และในปี 2567 ที่ผ่านมา มี 516 บริษัท รายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่มีเพียง 332 บริษัท ที่รายงานและทวนสอบข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จาก บจ.ทั้งหมดที่มีกว่า 900 บริษัท
ด้วยเหตุนี้ SETCarbon แพลตฟอร์มดิจิทัลในการจัดการข้อมูลคาร์บอนของภาคธุรกิจ ซึ่งได้เปิดตัวในเดือน ม.ค.2568 ที่ผ่านมา จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือมาตรฐานสำคัญในการคำนวณและบริหารจัดการข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร
นับตั้งแต่เปิดตัว SETCarbon อย่างเป็นทางการเมื่อเดือน ม.ค.2568 จนถึงปัจจุบัน พบว่า มี บจ. 299 แห่ง ที่ใช้เครื่องมือ SETCarbon
การรับรองมาตรฐานสร้างความน่าเชื่อถือ
ความสำเร็จที่สำคัญที่สุดของ SETCarbon คือ การได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจาก องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ในประเภท “แพลตฟอร์มการรายงานคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร” เมื่อเดือน ต.ค.2568 ที่ผ่านมา
“ศรพล ตุลยะเสถียร” รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานพัฒนาความยั่งยืนตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า การรับรองครั้งนี้เป็นการรับรองในระดับประเทศที่ยืนยันความน่าเชื่อถือของ SETCarbon และความถูกต้องของกระบวนการคำนวณ
โดยจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่บริษัทจดทะเบียนและภาคธุรกิจไทยว่า ระบบของตลาดหลักทรัพย์ฯ มีมาตรฐาน โปร่งใส และสอดคล้องกับมาตรฐานการคำนวณก๊าซเรือนกระจกระดับสากล อาทิ Carbon Footprint for Organization (CFO), GHG Protocol และ ISSB (IFRS S2) ซึ่งจะช่วยให้ข้อมูลคาร์บอนของภาคธุรกิจไทยมีความน่าเชื่อถือและสามารถใช้อ้างอิงได้ทั้งในและต่างประเทศ
“การรับรองจาก อบก. มีนัยสำคัญในการยกระดับข้อมูลการปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์ให้เป็นข้อมูลคุณภาพสูง ทำให้ บจ. และผู้ทวนสอบมั่นใจได้ว่าการคำนวณนั้นถูกต้องและเป็นไปตามมาตรฐาน เช่นเดียวกับตัวเลขทางการเงินที่ต้องผ่านการสอบบัญชี”
การรับรองนี้มีอายุ 3 ปี โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นหนึ่งใน 7 องค์กรในประเทศไทยที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจาก อบก. ในประเภทดังกล่าว การได้รับการรับรองครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจไทยในการเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593
ผลประโยชน์ในระบบนิเวศของความยั่งยืน
การมีตัวเลขคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่ถูกต้องและตรวจสอบได้จากเครื่องมือนี้ ได้สร้างประโยชน์อย่างกว้างขวางแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายกลุ่ม ประกอบด้วย
1.บริษัทจดทะเบียน (บจ.)
การวัดผลและเปรียบเทียบ สามารถนำตัวเลขไปเปรียบเทียบกับผลการดำเนินงานของตนเองในอดีต และเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน
การรายงาน ตัวเลขจะถูกส่งตรงเข้าสู่ระบบ ESG data ของตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อนำไปสู่การรายงานต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
2.ผู้กำกับดูแล (สำนักงาน ก.ล.ต.)
ข้อมูลคาร์บอนที่เปิดเผยจาก SETCarbon เป็นหนึ่งในเกณฑ์สำคัญที่ใช้พิจารณาในการเข้าสู่ Investment List ของกองทุน Thai ESG
3.นักลงทุน
ข้อมูลนี้มีความสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุน โดยเฉพาะสำหรับกองทุนที่เน้นการลงทุนในหุ้น ESG หรือแม้กระทั่งกองทุนที่เจาะจงไปที่หุ้น Low Carbon โดยสามารถนำข้อมูลนี้ไปเปรียบเทียบกับคู่แข่งทั้งในและต่างประเทศได้
4.ภาคการเงิน
ธนาคารนำข้อมูลนี้ไปพิจารณาในการปล่อยสินเชื่อ เนื่องจากธนาคารทั่วโลกกำลังส่งเสริมการปล่อยกู้ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม (Green Loan) หรืออย่างน้อยก็เป็นสินเชื่อสำหรับการเปลี่ยนผ่านสีเขียว (Green Transition Loan)
ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ทำงานร่วมกับธนาคาร เช่น ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) และธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนผ่านลูกค้าของธนาคาร
การสร้าง ‘Triple Win’ ในซัพพลายเชน
เครื่องมือนี้ไม่ได้เป็นประโยชน์แค่กับบริษัทจดทะเบียนเท่านั้น แต่ยังขยายผลไปยังบริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียน (Non-บจ.) ซึ่งอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ด้วย
กลไกนี้สร้างผลประโยชน์แบบ Triple Win
- บริษัทซัพพลายเชน ได้รับสินเชื่อสีเขียวในอัตราดอกเบี้ยที่ดีขึ้น เพื่อดำเนินการเปลี่ยนผ่าน
- ธนาคาร มีสัดส่วนสินเชื่อสีเขียวเพิ่มขึ้น
- บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ได้รับความมั่นใจว่าซัพพลายเชนมีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งส่งผลดีต่อการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์โดยรวมของ บจ.ด้วย
ลดภาระ "แพง" และ "ยาก" ของภาคธุรกิจ
“ศุภกร เอกชัยไพบูลย์” ผู้อำนวยการ ฝ่ายพัฒนาบริการด้านความยั่งยืน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า SETCarbon ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ปัญหาหลัก 2 ประการที่ บจ. เผชิญในการทำบัญชีคาร์บอน ปัญหาด้านต้นทุนสูง (แพง) และปัญหาด้านความเชี่ยวชาญ/ทรัพยากร (ยาก)
การที่ บจ. ใช้เครื่องคิดเลขของ SETCarbon ที่ได้รับการรับรอง จะช่วยให้กระบวนการทวนสอบโดยผู้ทวนสอบ (verifier) ง่ายขึ้นอย่างมาก ซึ่งคาดหวังว่าการลดความยุ่งยากนี้จะช่วย ลดต้นทุน ให้กับบริษัทจดทะเบียนได้ โดยการใช้งานพื้นฐานเพื่อสนับสนุนการเปิดเผยข้อมูลตามกฎระเบียบนั้น ไม่มีค่าใช้จ่าย สำหรับ บจ.
สำหรับบริษัทที่ขาดบุคลากรเฉพาะทาง เช่น วิศวกรสิ่งแวดล้อม ระบบ SETCarbon ได้ถูกออกแบบมาให้เป็น One Stop Service มี Template ที่เตรียมข้อมูลเบื้องต้นไว้ให้ ทำให้ผู้ประกอบการสามารถป้อนข้อมูล เช่น บิลค่าน้ำมันหรือค่าไฟฟ้า เข้าไปเพื่อให้ระบบประมวลผลเป็นปริมาณคาร์บอนเป็นหน่วยตันได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ ระบบยังช่วยในการจัดการเอกสารสำหรับการทวนสอบแบบดิจิทัล ซึ่งช่วยลดความยุ่งยากในการเปิดแฟ้มเอกสารจำนวนมาก
โดยคุณสมบัติเด่นของ SETCarbon ได้แก่ 1) ระบบครบวงจรบนแพลตฟอร์มเดียว รองรับการคำนวณ จัดเก็บ วิเคราะห์ และรายงานข้อมูลก๊าซเรือนกระจกแบบ end-to-end ช่วยลดความซับซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการข้อมูล
2) มาตรฐานระดับประเทศ SETCarbon ยังเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนา "ฐานข้อมูลคาร์บอนกลาง" (Anchor Dataset) ของประเทศ สร้างมาตรฐานข้อมูลเดียวกันสำหรับทุกภาคส่วน
“พาสปอร์ต” สู่แหล่งเงินทุนสีเขียว
นอกจากนี้ SETCarbon ทำหน้าที่เป็น "พาสปอร์ต" ที่ช่วยเชื่อมโยงข้อมูลคาร์บอนที่ได้รับการรับรองเข้ากับระบบนิเวศทางการเงิน
โดย SETCarbon มีเป้าหมายให้ บจ. และภาคธุรกิจเข้าถึงเครื่องมือทางการเงินเพื่อการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Finance) ซึ่งข้อมูลในระบบช่วยให้สถาบันการเงิน มีข้อมูลที่ครบถ้วนและมีคุณภาพในการพิจารณาออกสินเชื่อสีเขียว
ปัจจุบัน SETCarbon ได้ร่วมมือกับธนาคารพันธมิตรแล้ว 2 ราย คือ EXIM BANK และ TTB ผู้ที่ใช้ระบบนี้และผูกกับผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่กำหนดไว้ จะได้รับ สิ่งจูงใจในรูปของอัตราดอกเบี้ยที่ถูกลง และยังทำให้กระบวนการขอสินเชื่อรวดเร็วขึ้น
ทั้งนี้ ในต้นปี 2569 SETCarbon จะร่วมมือกับธนาคารอีก 1 แห่ง จากนั้นในช่วงไตรมาส 2-3/2569 จะมีอีก 2 ธนาคาร ที่เข้ามาร่วมมือด้วย
ทิศทางการพัฒนาเพื่อรองรับอนาคตคาร์บอนต่ำ
ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังคงมุ่งมั่นพัฒนา SETCarbon ให้เป็นระบบที่สมบูรณ์แบบ ตั้งเป้าหมายภายใน 5 ปีข้างหน้า จะมี บจ. เข้ามาใช้ระบบไม่ต่ำกว่า 500 บริษัท จากปัจจุบันมีผู้ใช้งาน 299 บริษัท และขยายฐานผู้ใช้ไปยังกลุ่ม Non-บจ. ผ่านธนาคารพันธมิตรอีก 100-105 บริษัท ในปี 2569 และเพิ่มเป็นไม่ต่ำกว่า 300 ราย ภายใน 3-5 ปี
การพัฒนาในระยะถัดไป จะมุ่งเน้นที่
- การคำนวณ Scope 3 พัฒนาการรองรับ Emission Scope 3 เพื่อให้ครอบคลุมการคำนวณคาร์บอนตลอดห่วงโซ่อุปทาน
- Smart Dashboard ยกระดับ Dashboard เพื่อให้บริษัทสามารถเห็นจุดที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากหรือน้อย และใช้ข้อมูลในการเปรียบเทียบ (Benchmark) กับคู่แข่ง
- การเชื่อมต่อ API พัฒนา Carbon Data API เพื่อเชื่อมต่อข้อมูลกับหน่วยงานต่าง ๆ โดยเฉพาะ อบก. และหารือกับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้ SETCarbon เป็นช่องทางในการส่งข้อมูลอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการไม่ต้องจัดทำรายงานซ้ำซ้อน
- การคำนวณการลดคาร์บอน แม้ปัจจุบันจะเน้นการคำนวณการปล่อยคาร์บอน แต่ในอนาคตจะมีการพัฒนาฟีเจอร์เพื่อช่วยคำนวณการลดคาร์บอน
SETCarbon ที่ได้การรับรองจาก อบก. จึงเปรียบเสมือน “เครื่องชั่งทองคำที่ได้รับการประทับตรามาตรฐาน” ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ มอบให้แก่ภาคธุรกิจ ทำให้ข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่ออกมาเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ช่วยเปลี่ยนความท้าทายในการทำบัญชีคาร์บอนที่เคย “แพง” และ “ยาก” ให้กลายเป็น “โอกาส” ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียวและสร้างความน่าเชื่อถือในเวทีความยั่งยืน







