
‘จุมพล’นำไอเอ็นจีโต20% ออกกองทุนใหม่ช้อนหุ้นไทย
โพสต์ทูเดย์
— “จุมพล” ผู้นำใหม่ บลจ.ไอเอ็นจี เปิดแผนปีนี้หวังโต 20% ออกกองทุนใหม่ช้อนหุ้นไทย ตั้งเป้าผลตอบแทน 10% ใน 1 ปีนายจุมพล สายมาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ในปีนี้เติบโตประมาณ 20% จากปัจจุบันอยู่ที่ 1.2 แสนล้านบาท โดยจะขยายฐานลูกค้าเพิ่มขึ้น 20% จากปัจจุบันมีลูกค้ากองทุนรวม 4 หมื่นราย ขณะที่กองทุนส่วนบุคคลและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะเป็นกลุ่มลูกค้าสถาบัน
“
ปีนี้จะเน้นธุรกิจกองทุนรวม เพราะจะมีเงินลงทุนพันธบัตรเกาหลีที่ครบอายุ 4 แสนล้านบาท ต้องหาแหล่งลงทุน แม้เงินลงทุนดังกล่าวจะลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงต่ำมาก่อน แต่มองว่า 1020% ของเงินเหล่านี้อาจแบ่งเงินมาลงทุนหุ้น เพราะปี 2551 ที่ออกกองทุนเกาหลี โอกาสลงทุนหุ้นมีไม่มาก ต่างจากตอนนี้ตลาดเปิดแล้ว” นายจุมพล กล่าวบริษัทจะเน้นการแนะนำจัดพอร์ตการลงทุนให้กับลูกค้ามากขึ้นผ่านช่องทางการขายของธนาคารทหารไทย ธนาคารซิตี้แบงก์ ธนาคารเอชเอสบีซี ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด และบริษัทหลักทรัพย์ต่างๆ โดยเน้นสร้างความมั่งคั่งให้แก่ลูกค้ามากกว่าเน้นขนาดสินทรัพย์
นายจุมพล กล่าวว่า ในส่วนของกองทุนใหม่ ตั้งแต่วันที่ 815 ก.พ. 2554 บริษัทจะเสนอขายกองทุนเปิดไอเอ็นจีไทย อีควิตี้ ทริกเกอร์ 10% (2) ลงทุนหุ้นไทยที่มีปัจจัยพื้นฐานและผลประกอบการดี แนวโน้มการเติบโตสูงและเน้นการใช้เทคนิคเรื่องการเข้าออกตลาดในจังหวะที่เหมาะสม เพื่อสร้างผลตอบแทนเป้าหมาย 10% หรือเมื่อมูลค่าหน่วยลงทุนสุทธิ (NAV) เพิ่มขึ้นจากราคาเสนอขายครั้งแรกที่ 10 บาท ไปอยู่ที่ 11.20 บาทต่อหน่วย ที่วันใดวันหนึ่งกองทุนก็จะดำเนินการรับซื้อหน่วยลงทุนโดยอัตโนมัติทั้งหมด พร้อมยกเลิกกองทุน
นอกจากนี้ ในไตรมาสแรกนี้หรือเดือน มี.ค. มีแผนออกกองทุนทริกเกอร์ที่ไปลงทุนในหุ้นสหรัฐผ่านกองทุนของบริษัทแม่
สำหรับกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ยังคงรักษาธุรกิจไว้และจัดระบบภายในให้รัดกุม ให้ลูกค้าเข้าใจธุรกิจ รวมถึงรอดูความชัดเจนกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ก่อนรุกหนักในปี 2555
น.ส.ศิริพรรณ สุทธาโรจน์ หัวหน้าฝ่ายจัดการกองทุนตลาดทุน บลจ.ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) กล่าวว่า เหตุปะทะของทหารไทยกับกัมพูชาส่งผลกระทบในเชิงจิตวิทยาเท่านั้น แต่ไม่กระทบปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่จะออกมา จึงมองว่ากรอบดัชนีในช่วงนี้ยังอยู่ที่ 9501,000 จุด และภาพใน 13 เดือนนี้หุ้นยังผันผวนจากการปรับพอร์ตลงทุนของต่างชาติ หลัง 2 ปีติดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนที่ดีในเอเชีย
“
ระยะยาวเรายังมองหุ้นเป็นบวกและจะสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ โดยกลุ่มที่น่าสนใจ คือ พลังงานและปิโตรเคมี” น.ส.ศิริพรรณ กล่าว






