posttoday
การคาดคะเนของผมสำหรับปีกระต่าย My 2 Cents for the Year of the Rabbit

การคาดคะเนของผมสำหรับปีกระต่าย My 2 Cents for the Year of the Rabbit

08 กุมภาพันธ์ 2554

.....ธีระ ภู่ตระกูล

มีคนบอกผมว่าปีนี้จะเป็นปีที่โชคดีสำหรับผม ผมเป็นคนปีกระต่ายและผมก็กำลังจะฉลองวันเกิดครบ 4 รอบในเดือน มี.ค. ผมจะโชคดีกับ Angelina Jolie, Kate Winslet และ Drew Barrymore หรือไม่ ซึ่งทุกคนก็เกิดปีกระต่ายเช่นกัน เวลาจะเป็นคำตอบ แต่เมื่อผมมองลึกลงไปในปี 2011 ผมคาดว่าเหมือนหรือมีความรู้สึกว่าเหมือนกับปี 2010 อย่างมาก ประเด็นต่างๆ ที่ครอบงำวงการเศรษฐกิจเมื่อปีที่แล้ว มีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อในปีนี้ การขยายตัวที่ไม่เท่ากันในเศรษฐกิจโลก การโต้แย้งระหว่างเงินฝืดกับเงินเฟ้อ และความกลัวว่าสงครามเงินตราและสงครามการค้าจะเกิดขึ้นจากความตึงเครียดทางการเมือง วิกฤตการณ์ด้านงบประมาณในยุโรปก็ยังไม่จบ และบรรยากาศของความกลัวที่จะเสี่ยงและกลัวภาพรวมของตลาดยังมีอยู่ ในสหรัฐที่เพิ่งเริ่มกระบวนการ Quantitative Easing (QE2) ครั้งใหม่ ยังต้องเผชิญต่อความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ และอาจจะตกลงไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยแบบ Double Dip และยังถูกสมทบโดยความเป็นจริงที่ว่า สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ (Republican) ในปีนี้มีแนวโน้มที่จะคัดค้านนโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดีโอบามา

ตลาดหุ้นทั่วโลกจึงยังอยู่ในสภาวะไม่แน่นอน เนื่องจากสภาพคล่อง (Liquidity) ของเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้วยังคงทำให้เงินไหลเข้าไปสู่ตลาดเกิดใหม่ และสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) อาจต้องเผชิญกับแรงกดดันที่สูงขึ้น เนื่องจากมีความกลัวต่อความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและความอ่อนแอของเงินดอลลาร์สหรัฐ ปี 2011 จะเป็นปีที่มีการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ช้า สมทบโดยแรงต้านจากประเด็นงบประมาณต่างๆ ความไม่แน่นอนของเงินตรา ความไม่แน่นอนทางการเมือง และแนวโน้มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ โดยรวมการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกน่าจะเป็นบวก แต่ก็ต้องเตือนว่าการปรับโครงสร้างที่ไม่สมดุลทั่วโลกจะมาพร้อมกับความเสี่ยงมากมาย ในสภาวะเช่นนี้ นักลงทุนจะต้องมีพอร์ตที่สมดุลและมีวินัยในการใช้กลยุทธ์ โดยส่วนตัวผมกังวลอยู่สองประเด็นหลัก ประเด็นแรกเกี่ยวกับวิกฤตหนี้ของเงินยูโรและดอลลาร์สหรัฐ และอีกประเด็นคือ การกระชับนโยบายเพื่อต่อต้านแรงกดดันจากเงินเฟ้อในตลาดเกิดใหม่ ซึ่งทำให้มีความกังวลว่าจุดเด่นของเศรษฐกิจโลกอาจจะไม่สามารถส่งเสริมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกได้

เริ่มจากข่าวร้ายก่อน วิกฤตหนี้ในยุโรปยังจะไม่จบในเร็วๆ นี้ ปีใหม่ก็มีวิกฤตใหม่ ครั้งนี้เกิดขึ้นที่โปรตุเกส และหากนี่เป็นบทละครโทรทัศน์ เราเคยเห็นเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นแล้วในกรีซและไอร์แลนด์ เริ่มแรกจากการปฏิเสธ ต่อมาผลตอบแทนพันบัตรที่สูงขึ้น และสิ้นสุดที่การช่วยกู้สถานการณ์ (Bail Out) อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้โรคดังกล่าวได้ระบาดแล้ว เหมือนกับวิกฤตเศรษฐกิจในเอเชียเมื่อปี 1997 การช่วยกู้กรีซไม่ได้ทำให้วิกฤตในไอร์แลนด์ยุติลง การช่วยกู้ไอร์แลนด์ก็ไม่ได้ป้องกันไม่ให้โปรตุเกสล้ม และไม่มีเหตุผลที่จะสนับสนุนว่า การช่วยเหลือโปรตุเกสจะยุติวิกฤตดังกล่าวก่อนที่จะลามไปถึงสเปน ซึ่งเป็นประเทศที่มีอัตราว่างงานสูงถึงร้อยละ 20 และธนาคารสเปนหลายแห่งก็เริ่มจะล้มละลาย ความหวังปีใหม่ในปีกระต่ายอันเดียวของผมคือ หวังว่าผู้กำหนดนโยบายและนักการเมืองในยุโรปควรจะยอมรับสภาพความเป็นจริง และทำในสิ่งที่ถูกต้อง เป็นที่เห็นได้ชัดว่าวิธีแก้ไขของ EU และ IMF ไม่ได้ช่วยอะไรเลย หนี้ในกรีซก็ลดระดับลงไปเป็น “ขยะ” (ระดับที่ไม่คุ้มกับการลงทุน(NonInvestment Grade) โดยสถาบันจัดลำดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agencies) ต่างๆ ภายหลังจากได้รับความช่วยเหลือแล้ว ผมมองเห็นทางออกอยู่สองทางเท่านั้นสำหรับความยุ่งเหยิงดังกล่าว นั่นคือประเทศต่างๆ ที่ประสบปัญหาอยู่ในปัจจุบันจะต้องปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ (หรือ “Hair Cut”) หรือไม่เราก็อาจจะเห็นการพังทลายของเงินยูโรในอนาคตอันใกล้ สถานการณ์ทั้งสองอาจไม่สวยนัก เพราะฉะนั้นคุณควรจะเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์

สำหรับอนาคตของสหรัฐ ประเด็นที่เกิดขึ้นในปี 2010 ดูเหมือนว่าจะดำเนินต่อในปีนี้ โดยธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserves) ได้เริ่มใช้นโยบาย Quantitative Easing (QE2) ครั้งที่ 2 เป็นเงิน 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อเป็นนโยบายหลักในการผลักดันตลาด สภาพคล่องราคาถูกจากธนาคารกลางสหรัฐน่าจะไหลไปสู่ตลาดอื่นที่ให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด กล่าวคือ น่าจะไหลไปยังตลาดเกิดใหม่ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะมีการขยายตัวที่ดีกว่า ทำให้ตลาดเกิดใหม่เป็นทางเลือกที่ชัดเจนสำหรับนักลงทุน ตอนนี้ผลกระทบดังกล่าวปรากฏในตลาดหุ้น ตลาดเงินตรา และตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเอเชียและละตินอเมริกา และในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ผมคิดว่ายังไม่มีใครสามารถคาดเดาได้อย่างแน่ชัดเกี่ยวกับความยั่งยืนของการฟื้นตัวในสหรัฐ โดยเฉพาะจากอัตราการว่างงานที่สูง จากการที่นโยบายงบประมาณที่นำมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจถูกขัดขวางโดยการเมืองท้องถิ่น และนโยบายการกระตุ้นการเงินที่ทำให้เงินไหลออกนอกประเทศยังมีอยู่

สำหรับตลาดเกิดใหม่ นโยบายส่วนมากมักจะกระชับ (ไม่ใช่พื้นที่แต่นโยบายการเงิน) โดยจีนก็มีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่างๆ มีการกระชับเครดิต มีการปรับลดความต้องการ และมีการควบคุมราคา ในอีกหลายที่ ซึ่งรวมถึงประเทศไทย นโยบายการควบคุมเงินตราในหลายรูปแบบได้นำมาใช้ส่งสัญญาณให้เห็นว่าความกังวลหลักคือเงินเฟ้อ โดยรวมมีการคาดเดาไว้ว่ารัฐบาลในตลาดเกิดใหม่จะต้องดำเนินนโยบายเพื่อบริหารการไหลเข้าของเงินสู่เศรษฐกิจที่กำลังร้อนระอุ ถึงแม้ว่าวิธีดังกล่าวอาจช่วยในการหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดฟองสบู่ในด้านราคาของสินทรัพย์ในอนาคต แต่ในระยะสั้นจะทำให้เกิดความไม่แน่นอนมากขึ้น

สำหรับผู้ที่ได้กำไรจากทองคำเมื่อปีที่แล้ว ผมมองว่าการขยับขึ้นของราคาทองคำจะมีต่อไป เพราะทองคำได้รับผลประโยชน์มากที่สุดจากนโยบาย QE2 เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่ำและดอลลาร์สหรัฐจะอ่อนแอลง ความต้องการที่หลบภัยยังมีบทบาทอยู่เนื่องจากวิกฤตหนี้ในยุโรปและความเสี่ยงต่อเงินฝืด/เงินเฟ้อในสหรัฐ นอกจากทองคำแล้ว สินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ น่าจะมีผลตอบแทนที่ดีในปีนี้ เพราะมีการค้าขายในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ และถ้าเราสมมติว่าสมการในสูตรมีเสถียรภาพเท่ากันหมด ราคาสินค้าจะรู้สึกถูกลง เพราะเงินดอลลาร์สหรัฐมีมูลค่าที่ลดลง ทำให้ความต้องการของสินค้ามีมากขึ้น นอกจากนี้ สัดส่วนของ GDP โลก ซึ่งกำลังขยายตัว ส่วนใหญ่จะอยู่ที่เศรษฐกิจเกิดใหม่ (ประมาณร้อยละ 50) และเนื่องจากความต้องการในการบริโภคสินค้าโภคภัณฑ์เพิ่มขึ้น (CommodityIntensive) ความต้องการที่สูงดังกล่าวจะทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้นในระยะกลาง

สิ่งหนึ่งที่ผมยังไม่สามารถหาคำตอบได้ชัดเจนคือ เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น เพราะฉะนั้น การที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์สูงขึ้น หมายความว่า เรากำลังประสบกับการขาดแคลนผลผลิต หรือเป็นเพียงราคาฟองสบู่เท่านั้น ผมเกรงว่าจะตอบไม่ได้ง่ายๆ แต่ผมว่าคำตอบจะประกอบด้วยเหตุผลทั้งสองอย่าง งานวิจัยได้ค้นพบว่าสินค้าที่ไม่ได้มีการซื้อขายในตลาดแลกเปลี่ยนมักจะมีราคาที่สูงขึ้น และมีความไม่แน่นอนเหมือนกับสินค้าที่มีการซื้อขายในตลาดแลกเปลี่ยน โดยธรรมชาติของราคาสินค้าโภคภัณฑ์นั้นมักจะมีความไม่แน่นอนอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น นักลงทุนจะต้องระวังให้มาก บางคนพูดว่า ราคาทองคำจะขึ้นถึง 2,000 เหรียญสหรัฐ ในอีกไม่ช้า และทุกคนคิดว่าน้ำมันดิบที่มีราคา 100 เหรียญสหรัฐ จะเป็นเรื่องปกติ โดยส่วนตัว ผมเอียงไปทางคำอธิบายของเงินเฟ้อเมื่อเห็นว่าใบเสร็จค่าซื้อของและค่าน้ำมันของผมสูงขึ้น ไม่เป็นไรหากจะมีสินค้าโภคภัณฑ์อยู่ในพอร์ต แต่ผมมักจะลงทุนในระยะยาว

ใกล้บ้านเข้ามา ปีนี้เป็นปีเลือกตั้ง เพราะฉะนั้น อะไรจะเกิดขึ้นก็ได้ ความเสี่ยงทางการเมืองยังมีอยู่ เพราะ “อำนาจเบื้องบน” ชอบที่จะกวาดกลบทุกอย่างให้อยู่ใต้พรม และคาดหวังว่าปัญหาต่างๆ จะหมดสิ้นไปเอง ยังไม่มีใครทราบว่าเราจะได้รับทราบอะไรที่เป็นประโยชน์จากคณะกรรมการความจริงและจากคณะกรรมการปฏิรูปหรือไม่ ผมไม่ค่อยมั่นใจมากนัก ผมมองว่าจะมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะหากผลการเลือกตั้งไม่เป็นที่น่าพอใจสำหรับผู้มีอำนาจระดับสูง (Ruling Elites) ผมได้ยินข่าวลือว่าอาจจะไม่มีการเลือกตั้งในปีนี้ด้วยซ้ำไป ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นจากความวุ่นวายทางการเมืองดังกล่าว ผมได้เตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่แย่ที่สุด และหวังที่จะได้สิ่งที่ดีที่สุด โดยการไม่นำไข่ทุกฟองมาอยู่ในตะกร้าเดียวกัน

จากฉากหลังดังกล่าว ปีกระต่ายน่าจะเป็นปีที่มีการฟื้นตัวช้าสำหรับเศรษฐกิจโลก ตลาดเกิดใหม่และสินค้าโภคภัณฑ์น่าจะเป็นตัวนำทางในปีนี้ เหมือนกับในปี 2010 แต่ต้องเตรียมรับความไม่แน่นอนจากความเสี่ยงที่มีอยู่ คำแนะนำสุดท้าย การบริหารความเสี่ยงเป็นหลักการสำคัญ พอร์ตส่วนตัวของผมประสบภาวะขาดทุนร้อยละ 55 ในปี 2008 แต่ในปี 2009 และ 2010 ก็เป็นปีที่ดีสำหรับผม อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังอยู่ในหลุมที่ลึก แต่หากผมเกิดโชคดีอีกในปีนี้ ผมน่าจะกอบกู้ที่ผมขาดทุนไปในปี 2008 ได้ทั้งหมด เมื่อคุณตกหลุม สิ่งแรกที่จะต้องทำคือ หยุดขุดหลุมให้ลึกขึ้น อย่าตกใจ ลงทุนระยะยาว กระจายการลงทุน (Diversify) และเฉลี่ยการลงทุน (Dollar Cost Average)

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่