
เคจีไอรุกSBL-DW
บล.เคจีไอเปิดแผนธุรกิจปีเถาะ รุก SBL เจาะบิ๊ก บจ. ยืมหุ้น SET100 ดัน TDEX เทรดตลาดต่างประเทศออก DW 50 ตัว
บล.เคจีไอเปิดแผนธุรกิจปีเถาะ รุก SBL เจาะบิ๊ก บจ. ยืมหุ้น SET100 ดัน TDEX เทรดตลาดต่างประเทศออก DW 50 ตัว
น.ส.นฤมล อาจอำนวยวิภาส ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายธุรกิจตราสารอนุพันธ์ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) หรือ KGI เปิดเผยถึงแผนการดำเนินงานในปี 2554 ว่า บริษัทจะรุกธุรกิจการให้บริการยืมและให้ยืมหลักทรัพย์ (SBL) มากขึ้น โดยมีเป้าหมายขยายไปหากลุ่มลูกค้าบุคคลธรรมดา จากปัจจุบันที่ยืมหุ้นมาจากลูกค้าสถาบัน เพราะตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้เพิ่มกลุ่มหุ้นที่สามารถทำชอร์ตเซลได้จากเดิม SET50 เป็น SET100 ตั้งแต่วันที่ 4 ม.ค. 2554 เป็นต้นไป
“แต่ก่อนตลาดให้ชอร์ตเซลได้เฉพาะหุ้นใน SET50 คนที่มีหุ้นส่วนใหญ่ก็เป็นนักลงทุนสถาบัน แต่เมื่อเราต้องการหุ้นใน SET100 ก็จะขอยืมมาจากผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ซึ่งส่วนใหญ่ถือไว้ลงทุนระยะยาว ก็สามารถนำหุ้นมาหาผลตอบแทนได้” น.ส.นฤมลกล่าว
สำหรับการออกใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (DW) ซึ่งเคจีไอเป็นเจ้าตลาดนี้ก็ยังคงเดินหน้าต่อไป แต่คงทำงานยากขึ้น เนื่องจากมีผู้ออกมาแข่งขันมากขึ้น ในส่วนของบริษัทตั้งเป้าว่าจะออก DW 40 ตัว ตัวละ 50 ล้านบาท อายุ 6 เดือน ก็จะออกภายในวงเงิน 1,000 ล้านบาท ที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัท อีกทั้งการออก DW ก็จะขยายวงหุ้นในการใช้อ้างอิงเป็น 80 ตัว โดยดูสภาพคล่องในการซื้อขาย และเป็นหุ้นที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดหรือมาร์เก็ตแคปสูงๆ
“ปี 2554 น่าจะมี DW ออกมาใหม่ทั้งหมด 100 ตัว นับว่าเพิ่มขึ้นมาก เทียบกับปี 2553 ที่มีอยู่ในตลาดจำนวน 53 ตัว เฉพาะเคจีไอก็ออกมา 21 ตัว มากกว่าเป้าที่เราตั้งไว้ว่าจะออก 20 ตัว” น.ส.นฤมล กล่าว
นอกจากนี้ บริษัทยังจะออกสินค้าใหม่ เช่น อีทีเอฟต่างๆ และพยายามคุยกับทางตลาดหลักทรัพย์ว่าจะนำกองทุนเปิดไทยเด็กซ์ เซ็ท 50 อีทีเอฟ (TDEX) ไปจดทะเบียนในตลาดหุ้นที่ไหนบ้าง เช่น ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ แต่คงไม่ใช่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่มีค่าธรรมเนียมที่สูงมาก ซึ่งน่าจะได้ข้อสรุปภายในปีนี้ รวมถึงการออกซิวเวอร์ อีทีเอฟเพิ่มเติมจากที่มีโกลด์ อีทีเอฟ
ขณะเดียวกันตลาดอนุพันธ์ควรพิจารณาเพิ่มประเภทสินค้า เพื่อให้นักลงทุนใช้เป็นเครื่องมือในการ บริหารความเสี่ยงครบวงจร เช่น ฟิวเจอร์สบนดัชนีหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ซึ่งขณะนี้มีฟิวเจอร์สบนดัชนีกลุ่มพลังงาน Single Stock Futures
การลงทุนในตลาดหุ้นปี 2554 นายมนตรี ศรไพศาล ประธาน|เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยจะยังคงให้ผลตอบแทนในระดับที่ดีเฉลี่ย 20-25% เช่นเดียวกับตลาดหุ้นอื่นๆ ในภูมิภาค โดยดัชนีจะสามารถขึ้นไปสูงสุดที่ 1,230-1,300 จุด วัดจากระดับค่า P/E ที่ 13.5-14.0 เท่า
ทั้งนี้ กำไรของ บจ.จะเติบโต 16.7% และอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ 3.84% โดยกลุ่มธุรกิจที่มีอัตราการเติบโตสูง ได้แก่ ปิโตรเคมี 67.9% อาหาร 38.8% ยานยนต์ 27.2% พลังงาน 17.8% ธนาคารพาณิชย์ 13.1%
“เงินทุนต่างประเทศจะยังไหลเข้ามาลงทุนในเอเชียรวมถึงไทยจึงคงแนะนำให้ซื้อและถือหุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ วัสดุก่อสร้าง รับเหมาก่อสร้าง พลังงาน และกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคในประเทศ (โรงแรม โรงพยาบาล อาหาร และบันเทิง) และลงทุนผ่าน DW







