
บาทแข็งรุนแรงเกินห้ามใจ
ปี2553 ถือเป็นปีที่บรรดาผู้ส่งออก ผู้นำเข้า หัวใจแทบหล่นมาอยู่บนตาตุ่ม เหตุเพราะเงินบาททุบสถิติการแข็งค่า ขึ้นไปยืนผงาดที่ระดับ 28 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
ปี2553 ถือเป็นปีที่บรรดาผู้ส่งออก ผู้นำเข้า หัวใจแทบหล่นมาอยู่บนตาตุ่ม เหตุเพราะเงินบาททุบสถิติการแข็งค่า ขึ้นไปยืนผงาดที่ระดับ 28 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
ผู้ส่งออกหลายคนจุกอก ต้องก้มหน้ารับสภาพกับรายได้ในรูปเงินบาทที่ลดลง โดยเงินบาทแข็งค่าขึ้นมากว่า 11% นำประเทศเพื่อนบ้านในเอเชีย เป็นรองเพียงเงินเยนของญี่ปุ่น
มีการประเมินว่า เงินบาทที่แข็งค่าขึ้น 1 บาท จะส่งผลให้ผู้ส่งออกทั้งระบบสูญเสียรายได้ 5 หมื่นล้านบาท
ทำให้ภาคธนาคารพาณิชย์ เริ่มแสดงความกังวลต่อคุณภาพสินเชื่อของกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอี หวาดผวาว่าจะขายสินค้าแข่งกับประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้ เนื่องจากเงินบาทที่แข็งค่าทำให้สินค้าของไทยแพงขึ้นทันที ซึ่งจะนำไปสู่การแข่งขันด้านราคา
แม้ช่วง 11 เดือนแรกของปี 2553 การส่งออกขยายตัว 29.2% ขณะที่การนำเข้าขยายตัว 39.3% ส่งผลให้ดุลการค้าเกินดุล 11,875 ล้านเหรียญสหรัฐ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ตัวเลขส่งออกที่ดีเกินคาด บ่งชี้ว่าแรงส่งที่มีต่อการส่งออกของไทยยังคงมีความต่อเนื่อง และสะท้อนให้เห็นถึงความยืดหยุ่นของผู้ประกอบการไทยในการปรับตัวต่อแรงเสียดทานจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และค่าเงินบาทที่แข็งค่า
อย่างไรก็ตาม หากย้อนกลับไปดูในช่วงประมาณเดือน ส.ค. ซึ่งขณะนั้นเงินบาทแข็งค่าประมาณ 9% อยู่ที่ 30.20 บาทต่อเหรียญสหรัฐ มีความเป็นห่วงกันว่า แม้การส่งออกจะดี แต่ผู้ส่งออกข้าวกำลังเผชิญปัญหาทางด้านราคา โดยเป็นสินค้าหลักที่ลดลงทั้งมูลค่าและปริมาณ ไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับประเทศเวียดนาม ปากีสถาน และอินเดียได้
ขณะที่การประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2553 ได้มีการรายงานผลการศึกษาที่กระทบต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจากการแข็งค่าของเงินบาท โดยแบ่งผู้ประกอบการออกเป็น 3 กลุ่ม
กลุ่มที่ใช้วัตถุดิบในประเทศผลิต เช่น สินค้าอาหาร เครื่องดื่ม ไม่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็งค่า
กลุ่มที่ใช้วัตถุดิบภายในประเทศและนำเข้าเป็นหลัก ซึ่งมีสัดส่วนวัตถุดิบนำเข้าประมาณ 30% ได้แก่ สินค้าหมวดอาหารและเครื่องดื่ม นมผง หมวดของใช้ประจำวัน จำพวกผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทน้อย
กลุ่มที่ใช้สินค้านำเข้าเป็นหลัก ซึ่งมีสัดส่วนวัตถุดิบนำเข้า 80-90% ได้แก่ สินค้าหมวดกระดาษ แบตเตอรี่รถยนต์ เหล็ก สายไฟฟ้า ปุ๋ยเคมี และน้ำมันหล่อลื่น กลุ่มนี้ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทค่อนข้างมาก
ขณะเดียวกันก็น่าเป็นห่วงว่ากลุ่มผู้ส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ได้แก่ ผักผลไม้กระป๋อง น้ำผักผลไม้กระป๋อง เครื่องเรือน และกาแฟผง ซึ่งใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก ผู้ประกอบการแจ้งแล้วว่าได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง
ขณะนี้ผู้ประกอบการได้แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน โดยได้ชะลอการรับคำสั่งซื้อของปีหน้าแล้ว เนื่องจากไม่มีความมั่นใจในเสถียรภาพของค่าเงินบาท
หากปี 2554 เงินบาทยังแข็งค่าขึ้นอีก ผู้ส่งออกจะประสบปัญหาจากการแข่งขันด้านราคาที่แพงกว่าคู่แข่ง เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย จีน และเกาหลี จนต้องหยุดการผลิตและส่งออก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรอย่างแน่นอน
ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2553 เราจึงเริ่มเห็นผลกระทบของการทำกำไรของลูกค้าส่งออก ผู้ประกอบการบางรายเริ่มขาดทุน ไม่รับคำสั่งซื้อล่วงหน้ายาว
ผู้ที่เคยรับคำสั่งซื้อล่วงหน้า 3-6 เดือน ขณะที่เหลือเพียง 1 เดือน เพราะเก็งค่าเงินไม่ถูกว่าจะออกหัวออกก้อย
อย่างไรก็ตาม แม้การส่งออกจะมีสัดส่วน 60% ของจีดีพี แต่ไม่ใช่ผู้ส่งออกทั้งหมดที่ได้รับผลกระทบในทางลบ เพราะในจำนวนนี้จะมีผู้ส่งออกที่ใช้วัตถุดิบทั้งในประเทศและผู้ส่งออกที่ใช้วัตถุดิบจากต่างประเทศ หมายถึงมีการนำเข้าสินค้าด้วย
กลุ่มนี้ช่วงที่ผ่านมามีการลงทุนในปริมาณที่มากพอควร เห็นได้จากบริษัทรถยนต์ที่ลงทุนในไทยมีการขยายโรงงานอย่างต่อเนื่อง
สภาพที่เป็นอยู่ของค่าเงินในปีหน้า เป็นเรื่องที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จึงควรหาหนทางรับมือกับสภาพเงินบาทที่เกิดขึ้นเพื่อรักษาระดับความผันผวนค่าเงินให้ได้
เพราะขณะนี้เงินบาทที่แข็งค่าเริ่มสำแดงฤทธิ์เดช ก่อนจะเห็นผู้ส่งออกเรียงคิวกันอับปางไม่เหลือหลอ
แม้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ประเมินว่า ค่าเงินบาทในปี 2554 จะยืนอยู่ในระดับเฉลี่ย 29.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จากปีนี้ 31.70 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
แต่การวิเคราะห์ของศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย น่าสนใจยิ่ง เมื่อดูตามแรงส่งของแนวโน้มเงินบาทที่ผ่านมา ปัจจุบันเงินบาทก็อาจแข็งค่ากว่าระดับ 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐได้
กรณีฐาน มีความเป็นไปได้มากที่สุดมีโอกาส 70% ที่เงินบาทจะแข็งค่าขึ้นไปสู่ระดับ 28.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงครึ่งหลังของปีหน้า
ภายใต้สมมติฐานว่า เงินทุนต่างประเทศยังคงไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง และ ธปท.มีการออกมาตรการควบคุมการไหลของเงินทุนเพิ่มเติมจากที่มีอยู่เดิม
กรณีแข็งค่ามาก มีความเป็นไปได้ร่วม 20% ที่เงินบาทจะแข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ ไปที่ 26.60 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงสิ้นปี
ภายใต้สมมติฐานคือ เงินทุนต่างประเทศไหลบ่าเข้ามา โดยไม่มีมาตรการควบคุมใดๆ จาก ธปท. เพิ่มเติม
กรณีอ่อนค่าลง มีความเป็นไปได้แค่ 10% ที่เงินบาทจะอ่อนค่าลงเล็กน้อยไปที่ระดับ 30.20 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงสิ้นปี
สมมติฐานคือ เงินทุนต่างประเทศไหลเข้าในระดับปานกลาง และ ธปท. ออกมาตรการควบคุมการไหลของเงินทุนต่างประเทศเพิ่มเติม
ข้อที่น่าสังเกตคือ เมื่อพิจารณาจากระดับ 30.19 บาทต่อเหรียญสหรัฐในปัจจุบัน หากแข็งค่ามายืนในระดับ 28.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ หมายถึงว่าแข็งค่าขึ้นร่วม 2 บาท
เงินหายไปอีกมาก ถ้าหากไม่ตั้งรับให้ดี
แน่นอนว่า ธปท.ต้องเข้ามามีบทบาทค่อนข้างมากในการเข้าแทรกแซงค่าเงิน ไม่ให้แข็งค่าขึ้นเร็วหรือผันผวนมาก เพื่อลดผลกระทบต่อภาคธุรกิจ ให้ภาคธุรกิจเอกชนปรับตัวได้ในการแข่งขัน
ปัญหาคือ ธปท.จะเข้าดูแลค่าเงินได้มากน้อยแค่ไหน
เพราะที่ ธปท.มีการเข้าแทรกแซงค่าเงินบาท ผ่านช่องทางการซื้อขายเงินตราต่างประเทศแลกกับเงินบาทล่วงหน้า (ฟอร์เวิร์ด) อีกสัปดาห์ละไม่น้อยกว่า 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้ขณะนี้ทุนสำรองระหว่างประเทศ รวมฟอร์เวิร์ดแล้วมีอยู่สูงถึง 1.867 แสนล้านบาท
การเข้าแทรกแซงค่าเงินบาทมากขนาดนี้ น่าจะทำให้ ธปท. มีผลการดำเนินงานในบัญชีขาดทุนอีกมหาศาลแน่นอน
เพราะในช่วงต้นปี 2553 เงินบาทเคลื่อนไหวระดับเฉลี่ยอยู่ที่ 33.27 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ปรับแข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 30.19 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แข็งค่าขึ้น 9.25% หรือขาดทุนไปแล้ว 3.08 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
ทุนสำรองที่มี 1.703 แสนล้านเหรียญสหรัฐ จะขาดทุนคร่าวๆ ตก 5.25 แสนล้านบาท
หากสามารถนำเงินส่วนนี้ไปใช้ในโครงการที่มีประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจหรือการลงทุน คงสามารถสร้างคุณูปการต่อประเทศได้ไม่น้อย







