รฟม.ไฟเขียวจ้างที่ปรึกษาสายสีน้ำเงิน
โพสต์ทูเดย์
— บอร์ด รฟม.อนุมัติว่าจ้างที่ปรึกษาสายสีน้ำเงิน ไฟเขียว งบย้ายสาธารณูปโภคสายสีม่วงนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธาน คณะกรรมการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการ รฟม.เห็นชอบให้ว่าจ้างที่ปรึกษาควบคุมงานก่อสร้าง หรือ CSC วงเงินกว่า 1,209 ล้านบาท และจ้างที่ปรึกษาโครงการ หรือ PMC วงเงิน 726 ล้านบาท สำหรับรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินช่วงบางซื่อท่าพระ และบางแคหัวลำโพงสามารถว่าจ้างได้
ค่าจ้างที่ปรึกษา CSC นั้นต่ำกว่าราคาที่ประมาณการไว้จาก 2.5 % แต่ราคาที่ว่าจ้างอยู่ที่ 1.3 % ส่วนค่าจ้าง PMC จาก 1.5 % ปรับลดเหลือเพียง 1.3 % ซึ่งถือว่าต่ำกว่างบประมาณที่วางไว้เดิม
นอกจากนี้ ยังอนุมัติงบประมาณการรื้อย้ายสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานและระบบไฟฟ้าวงเงิน 283 ล้านบาท สำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางซื่อบางใหญ่ด้วย
สำหรับที่ประชุม ครม.ได้เห็นชอบในหลักการให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนในโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพงบางแค และเตาปูนท่าพระ โดยภาครัฐลงทุนงานโยธาทั้งหมด และเอกชนจะเข้ามาลงทุนระบบไฟฟ้าและขบวนรถไฟฟ้ารวมทั้งบริหารการเดินรถและซ่อมบำรุง โดยรัฐจัดเก็บรายได้ (ค่าโดยสารและเชิงพาณิชย์) และรัฐจะจ่ายคืนให้เอกชนในลักษณะค่าจ่างการบริการเดินรถและซ่อมบำรุง โดยจะต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนร่วมงาน 2535ส่วนการดำเนินงานก่อสร้างงานโยธานั้น คาดว่าจะสามารถลงนามสัญญาก่อสร้างได้ประมาณเดือนม.ค.นี้ ขณะนี้อยู่ระหว่างรอสำนักงานอัยการสูงสุด และกรมบัญชีกลาง ตรวจสอบขั้นตอนการดำเนินงานตามข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ
นอกจากนี้ ที่ประชุม ครม.เห็นชอบให้ปรับเพิ่มกรอบวงเงินค่าจ้างที่ปรึกษาบริหารและควบคุมงานระบบรถไฟฟ้า จำนวน 448 ล้านบาท เพื่อให้ รฟม.สามารถตรวจสอบความปลอดภัยก่อนเปิดให้บริการ โดยกระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณจะพิจารณาความเหมาะสมของกรอบวงเงินในรายละเอียดก่อนที่ รฟม.จะดำเนินการต่อไป
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุม ครม.ได้มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมและ รฟม.รับความเห็นจากคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในการจัดทำรายละเอียดของคณะกรรมการมาตรา 13 การป้องกันและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม การเร่งรัดพิจารณายกเว้นค่าเปลี่ยนถ่ายระบบกับรถไฟฟ้ามหานครสายเฉลิมรัชมงคลและเร่งพิจารณาการบริหารจัดการตั๋วร่วมและการจัดตั้งศูนย์บริหารรายได้ ให้ดำเนินการอย่างเคร่งครัดต่อไป และให้กระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานหลักในการตรวจสอบความเหมาะสมของวงเงินลงทุนและรายละเอียดเงินกู้ รวมถึงแนวทางการเพิ่มขีดความสามารถรองรับบุคลากรเพื่อรองรับการดำเนินการต่อไป


