posttoday
LNG กำลังเปลี่ยนเกมพลังงานไทย เมื่อภาคอุตสาหกรรมเร่งเปลี่ยนเชื้อเพลิง

LNG กำลังเปลี่ยนเกมพลังงานไทย เมื่อภาคอุตสาหกรรมเร่งเปลี่ยนเชื้อเพลิง

24 กรกฎาคม 2569

เบื้องหลังตัวเลข LNG โต 30% ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนเชื้อเพลิง แต่คือการปรับยุทธศาสตร์รับโลกคาร์บอนต่ำ ลดต้นทุน เสริมความมั่นคง และรองรับการลงทุนใหม่

KEY

POINTS

  • ภาคอุตสาหกรรมเป็นผู้นำในการเปลี่ยนมาใช้ LNG อย่างรวดเร็ว โดยคาดการณ์ว่าความต้องการจะพุ่งสูงขึ้นถึง 30% ในปี 2569 เพื่อบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
  • การเปลี่ยนผ่านสู่ LNG มีแรงผลักดันจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานทดแทนแหล่งก๊าซในประเทศที่ลดลง และเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงสะอาด (Bridge Fuel) ในการลดการปล่อยคาร์บอนตามเป้าหมายความยั่งยืน
  • ภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน โดยการกำกับดูแลมาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวดและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและอำนวยความสะดวกให้ภาคอุตสาหกรรม

กระแสการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) ที่กำลังเร่งตัวขึ้นทั่วโลก ในขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนสำคัญในการปรับโครงสร้างพื้นฐานด้านเชื้อเพลิงเพื่อสร้างความสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงานและการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ในบริบทนี้ ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ได้ทวีบทบาทสำคัญในฐานะฟันเฟืองหลักเชิงยุทธศาสตร์ที่ขับเคลื่อนทั้งภาคผลิตและระบบโลจิสติกส์ของประเทศ

 

ความเคลื่อนไหวล่าสุดจากการลงพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ของกระทรวงพลังงาน โดยกรมธุรกิจพลังงาน ณ จังหวัดราชบุรี เพื่อตรวจเยี่ยมระบบบริหารจัดการ LNG และ LPG ในภาคอุตสาหกรรม เป็นการตอกย้ำถึงทิศทางนโยบายที่มุ่งเน้นการสร้างความเชื่อมั่นในระบบโครงสร้างพื้นฐานพลังงานที่มีมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล การยกระดับการกำกับดูแลนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเตรียมความพร้อมรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานให้ไทยเป็นศูนย์กลางพลังงานสะอาดที่จับต้องได้ ซึ่งสะท้อนผ่านตัวเลขการพยากรณ์การเติบโตที่เป็นสถิติสำคัญในปี 2569

 

ทำไม LNG จึงโตเร็วกว่าที่หลายคนคาด

จากการคาดการณ์เชิงยุทธศาสตร์ของกรมธุรกิจพลังงาน ปริมาณการใช้ LNG ผ่านระบบขนส่งในปี 2569 มีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นถึง 30% หรือคิดเป็นปริมาณประมาณ 155,000 ตัน เมื่อเทียบกับฐานในปี 2568 ที่อยู่ระดับ 110,000 ตัน การเติบโตในอัตราสองหลักนี้ไม่ใช่เพียงการขยายตัวตามวัฏจักรเศรษฐกิจทั่วไป แต่คือสัญญาณของการทำ Energy Mix Diversification หรือการกระจายสัดส่วนการใช้พลังงานเพื่อบริหารจัดการความเสี่ยง

 

สถานีขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (SLNG) หมายเลข 2 ของสิงคโปร์ ตั้งอยู่ในสิงคโปร์บนเกาะจูร่ง มีถังเก็บ LNG ขนาดใหญ่ 4 ถัง และสามารถรองรับเรือบรรทุก LNG รายใหญ่ที่สุด (ภาพ www.dextragroup.com)

นัยสำคัญของการพึ่งพา LNG ที่เพิ่มขึ้นนี้ช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงด้านต้นทุนและการจัดหาได้ดียิ่งขึ้น เนื่องจากระบบขนส่ง LNG มีความยืดหยุ่นสูง (Logistics Flexibility) ไม่ได้ถูกจำกัดด้วยโครงข่ายระบบท่อส่งก๊าซเพียงอย่างเดียว ทำให้สามารถกระจายเชื้อเพลิงเข้าสู่พื้นที่ห่างไกลได้คล่องตัวกว่าในอดีต

 

ปัจจุบันกรมธุรกิจพลังงานมีการกำกับดูแลสถานที่ใช้ก๊าซธรรมชาติครอบคลุมถึง 31 จังหวัด ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 994 ใบอนุญาต ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึง Scale ของการเปลี่ยนผ่านที่ครอบคลุมในระดับภูมิภาค

 

เมื่อเจาะลึกเฉพาะกลุ่ม LNG พบว่ามีการอนุมัติใบอนุญาตสถานประกอบกิจการประเภทถังเก็บและจ่ายก๊าซแล้วทั้งสิ้น 139 ใบอนุญาต โดยความต้องการกระจุกตัวอยู่ใน ภาคอุตสาหกรรมถึง 138 ใบอนุญาต (และภาคโรงแรม 1 ใบอนุญาต) ข้อมูลสถิตินี้ยืนยันว่าภาคการผลิตจริงคือกลุ่ม Leader ที่ขับเคลื่อนการปรับโครงสร้างต้นทุนพลังงานของประเทศ เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในตลาดโลก

 

และอีกข้อมูลสำคัญ ความต้องการ LNG ของไทยไม่ได้เพิ่มขึ้นเพียงเพราะภาคอุตสาหกรรมหันมาใช้เชื้อเพลิงสะอาดมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นผลจากการลดลงของปริมาณก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยและการนำเข้าก๊าซจากเมียนมา ซึ่งเป็นแหล่งเชื้อเพลิงหลักของประเทศ ส่งผลให้ไทยต้องพึ่งพา LNG นำเข้าเพิ่มขึ้นเพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบพลังงานและรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

สถานีรับจ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) Thi Vai ซึ่งเป็นสถานีรับจ่าย LNG แห่งแรกและมีขนาดใหญ่ที่สุดของเวียดนาม ตั้งอยู่ในจังหวัดบ่าเสีย-หวุงเต่า (ภาพ bsppt.com.vn)

 

โดยรอยเตอร์ ระบุว่า ไทยในฐานะผู้นำเข้า LNG รายใหญ่ที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังเดินหน้ากระจายแหล่งจัดหา LNG ผ่านสัญญาระยะยาวกับผู้ผลิตหลายประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงด้านราคาและปริมาณ พร้อมเสริมความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านจากถ่านหินสู่เชื้อเพลิงที่ปล่อยคาร์บอนต่ำกว่า และความต้องการไฟฟ้าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการลงทุนด้าน Data Center และ AI

 

เมื่อ Net Zero ไม่ใช่แค่คำโฆษณา

ปัจจัยที่เป็นตัวเร่งให้ภาคเอกชนตัดสินใจเลือก LNG เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการลดการปล่อยคาร์บอน (Decarbonization Pathway) มาจากคุณสมบัติเด่นในด้านประสิทธิภาพความร้อนที่สูงและการเผาไหม้ที่สะอาดกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลชนิดอื่น ซึ่งตอบโจทย์ทั้งการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญ

 

จากการสังเคราะห์กรณีศึกษาของบริษัทชั้นนำในพื้นที่เป้าหมาย จะเห็นภาพการบูรณาการเทคโนโลยีที่ชัดเจน เช่น บริษัท อินโดรามา โฮลดิ้งส์ จำกัด (สาขาราชบุรี) ที่เลือกใช้ LNG เป็นเชื้อเพลิงหลักในกระบวนการผลิตเส้นใยโพลีเอสเตอร์ พร้อมเสริมความแข็งแกร่งด้านพลังงานด้วย ระบบนำความร้อนกลับมาใช้ใหม่ (Waste Heat Recovery) และการติดตั้ง โซลาร์รูฟท็อป ซึ่งเป็นการทำ Operational Excellence เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกมิติ

 

ขณะที่ในกลุ่มอุตสาหกรรมหนักอย่าง บริษัท ราชบุรีกล๊าส อินดัสทรี จำกัด แม้ในปัจจุบันจะยังใช้ LPG เป็นเชื้อเพลิงหลักในกระบวนการหลอมแก้ว แต่มีการบริหารจัดการภายใต้มาตรฐานของเครือข่ายระบบเศรษฐกิจ BCG ที่เข้มงวด ซึ่งเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญที่เตรียมความพร้อมสู่การใช้พลังงานที่สะอาดขึ้นในอนาคต

 

นอกจากนี้ ในมิติด้านโลจิสติกส์ LNG ยังสร้างความได้เปรียบด้าน Cost Efficiency อย่างโดดเด่นสำหรับรถบรรทุกระยะไกลและรถหัวลาก เมื่อเทียบกับน้ำมันดีเซลหรือก๊าซ NGV แบบเดิม ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถลดต้นทุนค่าขนส่งต่อหน่วยลงได้ ในขณะที่ยังรักษามาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นปัจจัยวิกฤตในการสร้างความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity) ในยุคที่กำแพงภาษีคาร์บอนกำลังจะกลายเป็นข้อกำหนดทางการค้าสากล

 

LNG กำลังเปลี่ยนเกมพลังงานไทย เมื่อภาคอุตสาหกรรมเร่งเปลี่ยนเชื้อเพลิง

 

มาตรฐานความปลอดภัยและโครงสร้างพื้นฐาน รากฐานความเชื่อมั่นของนักลงทุน

การที่ภาคอุตสาหกรรมจะเปลี่ยนผ่านมาใช้ LNG ได้อย่างเต็มรูปแบบนั้น "มาตรฐานความปลอดภัย" คือตัวแปรตัดสิน (Critical Success Factor) ที่ภาครัฐให้ความสำคัญสูงสุด กรมธุรกิจพลังงานทำหน้าที่เป็นผู้กำกับดูแล (Regulator) ภายใต้ พระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542 และ พระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 เพื่อให้มั่นใจว่าการขยายตัวเชิงปริมาณจะมาพร้อมกับความปลอดภัยเชิงคุณภาพ

 

การบังคับใช้มาตรฐานวิศวกรรมสากล ตั้งแต่การออกแบบถังเก็บที่ทนความดันและอุณหภูมิต่ำยิ่งยวด การกำหนดระยะปลอดภัย (Safety Distance) ที่แม่นยำ และการติดตั้งระบบป้องกันภัยเชิงรุก มีเป้าหมายสำคัญเพื่อป้องกันเหตุไม่คาดคิดที่อาจนำไปสู่การหยุดชะงักของสายการผลิต (Plant Shutdown) ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงมหาศาลที่ผู้ประกอบการกังวลที่สุด การมีระบบกำกับดูแลที่เข้มข้นจึงเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาวให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

 

ในแง่ของกายภาพ จังหวัดราชบุรี ได้รับการวางตำแหน่งเป็น Strategic Hub หรือศูนย์กลางกระจายก๊าซธรรมชาติที่สำคัญของภาคตะวันตก โดยมีสถานีบริการ LNG ของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักที่รองรับทั้งภาคการผลิตและขนส่ง นอกจากนี้ ภาคเอกชนยังมีแผนการขยายสถานีบริการ LNG เพิ่มเติมอีก 11 แห่ง บนเส้นทางโลจิสติกส์หลักของประเทศ ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นเส้นเลือดใหญ่รองรับการเติบโตของดีมานด์ในปี 2569 และปีต่อๆ ไปอย่างเป็นระบบ

 

ทิศทางในอนาคตของ LNG ในระบบเศรษฐกิจไทย

จากข้อมูลทั้งหมดสามารถสรุปได้ว่า LNG ไม่ได้เป็นเพียง "เชื้อเพลิงทางเลือก" อีกต่อไป แต่ได้ยกระดับสู่การเป็น "เชื้อเพลิงสะพาน" (Bridge Fuel) ที่มีความจำเป็นสูงสุดสำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศไทยในปี 2569 การเติบโตที่คาดการณ์ไว้ที่ 30% คือผลลัพธ์จากการบูรณาการระหว่างนโยบายภาครัฐที่เอื้อต่อการลงทุน และการปรับตัวของภาคเอกชนที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพความยั่งยืน

 

ทิศทางในอนาคตของระบบเศรษฐกิจไทยภายใต้นโยบายของกระทรวงพลังงาน จะมุ่งเน้นไปที่การสร้างระบบนิเวศพลังงานที่สะอาดและมีเสถียรภาพ การผลักดัน LNG ควบคู่ไปกับการรักษามาตรฐานความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด จะเป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระดับมหภาค เพื่อให้มั่นใจว่าการก้าวสู่ยุคพลังงานสะอาดของไทยจะเป็นไปอย่างมั่นคง ยั่งยืน และสร้างความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ในเวทีโลกได้อย่างแท้จริง

 

 

ที่มา: 

เทรนด์ LNG มาแรง! อุตสาหกรรมใช้พุ่ง 30% 'พลังงาน' คุมเข้มมาตรฐานความปลอดภัย (กรุงเทพธุรกิจ)

เปิดยุทธศาสตร์ LNG ไทย หนุนอุตสาหกรรม ลดคาร์บอน เสริมความมั่นคงพลังงาน (ฐานเศรษฐกิจ)

 

 

ข่าวล่าสุด

AWC จับมือแมริออท เปิดม็อกซี่พัทยา ดันอควาทีคทะลุ 1,400 ห้อง

AWC จับมือแมริออท เปิดม็อกซี่พัทยา ดันอควาทีคทะลุ 1,400 ห้อง