
เวิลด์แบงก์หนุนไทยขึ้นภาษี
การประชุมร่วมเชิงปฏิบัติการระหว่างกระทรวงการคลังและธนาคารโลก ประจำปี 2553 ณ โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ ถนนราชดำริ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 2 ธ.ค.ที่ผ่านมา ถือว่าเข้าล็อกที่บิ๊กกระทรวงการคลังคิดและวางแผนไว้พอดี
เนื่องเพราะสาระสำคัญ 3 เรื่องที่ได้หารือกันนั้น ธนาคารโลกเห็นพ้องให้ดำเนินการทั้งหมด
หนึ่ง การร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน กระทรวงการคลังได้กำหนดเป้าหมายสำคัญที่จะให้มีงบประมาณสมดุลในระยะเวลา 5 ปี ทำให้ภาครัฐมีงบประมาณไม่เพียงพอที่จะนำไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานในการพัฒนาประเทศ
ธนาคารโลกก็ออกโรงหนุนการส่งเสริมให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุนของภาครัฐ (Public Private Partnership : PPP) เพื่อช่วยลดภาระทางงบประมาณ และสนับสนุนให้แก้กฎหมายในปัจจุบันที่ยังไม่เอื้ออำนวยในการสนับสนุนภาคเอกชน
สอง นโยบายในการพัฒนาการเงินระดับฐานราก ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญและได้มีการหยิบยกขึ้นหารือมาในหลายเวที ธนาคารโลกก็เห็นว่าควรสนับสนุนการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึง และการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจด้านการเงิน เพราะถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นในการพัฒนาการเงินระดับฐานรากในประเทศไทยให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน
ยิ่งพอเครื่องร้อนมีการยกประเด็นเรื่อง การกำหนดนโยบายทางด้านรายได้เพื่อความยั่งยืนทางการคลัง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
หัวข้อที่สามนี้อาจดูเป็นเทคนิค แต่ความจริงเรื่องที่ถกกันนั้นคือการดำเนินการปฏิรูปโครงสร้างภาษีของไทย
ปรากฏว่าธนาคารโลกแอ่นอกพร้อมสนับสนุนการปรับปรุงโครงสร้างภาษีทั้งระบบ
พร้อมกับเสนอให้ขึ้นภาษีแวตเป็น 10% ทันที รวมทั้งรีดภาษีสุรา ยาสูบ น้ำมันเพิ่ม เพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืนในระยะยาว และสร้างความเป็นธรรมในการเก็บภาษี
นั่นหมายถึงว่า กระทรวงการคลังมีผนังพิงหากจะประกาศขึ้นภาษี
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การประชุมระหว่างผู้บริหารคลังและธนาคารโลกเมื่อสัปดาห์ที่ผ่าน มีการหารือเรื่องการปรับโครงสร้างภาษี ซึ่งธนาคารโลกเสนอแนะให้คลังปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่เก็บอยู่ 7% เป็น 10% เนื่องจากอัตราที่เก็บอยู่ในปัจจุบันมีอัตราที่ต่ำเกินไป เทียบทั้งหมด 100 กว่าประเทศที่เก็บภาษีแวตมีเพียง 5 ประเทศ ที่เก็บภาษีมูลค่าเพิ่มน้อยกว่าประเทศไทย
ธนาคารโลกมองว่า การเก็บแวตเพิ่มขึ้นเป็นการสร้างรายได้มั่นคงให้กับประเทศในระยะยาว และในขณะนี้สภาพการณ์ทางเศรษฐกิจก็เอื้อให้ประเทศไทยปรับขึ้นแวตได้โดยไม่มีผลกระทบกับเศรษฐกิจ
ธนาคารโลกยังเห็นว่า การเพิ่มขึ้นของภาษีแวตนั้นควรเพิ่มขึ้นครั้งเดียว 10% ไม่ควรทยอยปรับขึ้นทีละน้อยๆ และหลายครั้ง
นอกจากนี้ ธนาคารโลกยังเสนอให้ยกเลิกยกเว้นเก็บภาษีแวตกับผู้ประกอบการต่างๆ เช่น นักบัญชี นักแสดง โรงเรียนกวดวิชาที่เกิดขึ้นจำนวนมากและเป็นการตั้งขึ้นเพื่อการพาณิชย์ได้แล้ว
เพราะมาตรการนี้ควรยกเว้นให้กับสถานศึกษาปกติเท่านั้น
สำหรับการปรับโครงสร้างภาษีด้านอื่นๆ นั้น ผู้เชี่ยวชาญจากธนาคารโลกมีความเห็นกับกระทรวงการคลัง เช่น การปรับภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 30% เป็น 25% เพื่อให้สอดคล้องกับประเทศส่วนใหญ่ของโลก และเป็นการเอื้อการลงทุนภายในประเทศให้ขยายตัวได้มากขึ้น
ขณะเดียวกันก็ควรมีการทบทวนภาษีสนับสนุนการลงทุนว่ามีมากเกินไปหรือไม่
งานนี้กระทรวงการคลังจึงมีไม้กันผีไว้ตบตีกับนักลงทุนได้พอฟัดพอเหวี่ยง
สำหรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาก็มีการเสนอให้เพิ่มฐานของผู้เสียภาษีให้มากขึ้น โดยไปเชื่อต่อกับฐานข้อมูลประกันสังคม หรือกองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เพื่อติดตามการเสียภาษีให้ถูกต้อง รวมถึงการทบทวนมาตรการยกเว้นภาษีต่างๆ ว่า เป็นการเอื้อให้กับผู้มีรายได้มากหรือไม่ เพราะเป็นการ สร้างความไม่เป็นธรรมในระบบภาษี
ด้านการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตทั้งสองฝ่ายต่างเห็นตรงกันว่า ต้องมีการเก็บภาษีบาปสุรายาสูบ ภาษีน้ำมัน ภาษีสิ่งแวดล้อม และภาษีใหม่ๆ มากขึ้น ขณะที่ในส่วนของกรมศุลกากร ควรมีการยกเว้นอัตราภาษี 0% สำหรับสินค้าวัตถุดิบภายในประเทศ
นอกจากนี้ ควรให้มีการเก็บภาษีใหม่ คือ กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพื่อสร้างความเป็นธรรมในระบบภาษี
นริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า การหารือกับธนาคารโลกเป็นการศึกษาทางวิชาการ หลังจากนี้ต้องไปศึกษาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ และส่งเรื่องให้นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เห็นชอบเพื่อเสนอให้ฝ่ายการเมืองเป็นผู้ตัดสินใจ
ขณะที่ สาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า การปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม และการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และการทบทวนมาตรการภาษีสนับสนุนการลงทุน ถือเป็นแนวทางที่ใช้เป็นการสากล ซึ่งกรมสรรพากรก็ได้ทำการศึกษาและจะส่งให้ผู้บริหารกระทรวงการคลังพิจารณาในเร็วๆ นี้
ด้าน พงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า สรรพสามิตได้เสนอคลังเก็บภาษีโทรคมนาคมจากค่าบริการโทรศัพท์มือถือ และการส่งข้อความสั้น หรือ SMS รวมถึงภาษีใหม่ๆอีกหลายตัว ซึ่งธนาคารโลกก็ได้เห็นด้วยกับการดำเนินงานในรูปแบบนี้
ปี่กลองในการปฏิรูปรายได้ของไทยเกิดขึ้นแล้ว บรรดานักธุรกิจและประชาชนควรตั้งตัวเองอยู่ในความไม่ประมาท







