posttoday
บล.ทิสโก้ คาดกรณีเลวร้าย ได้เห็นหุ้นไทย 1,400 - 1,200 จุด

บล.ทิสโก้ คาดกรณีเลวร้าย ได้เห็นหุ้นไทย 1,400 - 1,200 จุด

05 สิงหาคม 2562

เดือน ส.ค.คาดดัชนีแกว่ง 1,640-1,700 จุด หวั่นสงครามการค้า-MSCI ปรับลดน้ำหนัก-กำไรบจ.โตน้อย

เดือน ส.ค.คาดหุ้นไทยแกว่งในกรอบ 1,640-1,700 จุด หวั่นสงครามการค้า-MSCI ปรับน้ำหนักลง-กำไรบจ.โตน้อย

นายวิวัฒน์ เตชะพูลผล รองกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ทางเทคนิค บล.ทิสโก้ กล่าวว่า สำหรับประเด็นที่ควรจับตามองจากนี้ไปจนถึงสิ้นปี 2562 คือ เศรษฐกิจทั่วโลกจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือไม่ ถึงแม้ว่าขณะนี้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 1 ครั้งเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และนักลงทุนทั่วโลกคาดว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 1 ครั้งในปีนี้ และ 2 ครั้งในปีหน้า

 

อย่างไรก็ตาม การลดอัตราดอกเบี้ยลงไม่ได้การันตีว่าจะช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นเสมอไป เพราะในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา เฟดลดอัตราดอกเบี้ยลงไปทั้งสิ้น 9 ครั้ง มีเพียง 4 ครั้งที่เศรษฐกิจกลับมาขยายตัวต่อ และอีก 5 ครั้ง เศรษฐกิจกลับชะลอตัวลงและเข้าสู่ภาวะถดถอยในที่สุด

นายวิวัฒน์ กล่าวว่า ตัวชี้วัดหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนเริ่มกลับมาพูดถึงเศรษฐกิจถดถอย คือ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ของสหรัฐฯ อยู่ในระดับต่ำกว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 3 เดือน ของสหรัฐฯ มากว่า 2 เดือนแล้ว แสดงให้เห็นว่านักลงทุนทั่วโลกเริ่มมองว่าเศรษฐกิจระยะยาวจะมีปัญหา ทั้งนี้ หากปีหน้าเกิดเศรษฐกิจถดถอยจริง ตัวเลขเศรษฐกิจจะเริ่มโตลดลงอย่างเห็นได้ชัดในไตรมาสที่ 4 ของปี 2563

 

ขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกจะเริ่มปรับลดลงตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 ปี 2563 ซึ่งในกรณีเลวร้าย คาดว่าดัชนีหุ้นไทยจะปรับลดใช้เวลา 2 - 3 ปี ไปอยู่ที่ 1,400 - 1,200 จุด หรือลดลงประมาณ 500 จุด จากดัชนีปิดปี 2562 ที่ 1,750 จุด หากเป็นเช่นนั้นแนะนำให้นักลงทุนเข้าซื้อทองคำ ซึ่งมองว่าปีนี้ราคาทองคำจะปิดปีที่ 1,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ พร้อมเปิดสถานะ Long Put Options และ Short Futures

 

บล.ทิสโก้ คาดว่าหุ้นไทยเดือนสิงหาคม 2562 จะมีแนวรับที่ 1,640 - 1,660 จุด และมีแนวต้านที่ 1,710 - 1,730 จุด แม้ว่าปัจจุบันตลาดหุ้นไทยอยู่ในระดับใกล้กับแนวรับแล้ว แต่นักลงทุนส่วนใหญ่ยังไม่ตัดสินใจเข้าซื้อหุ้น เพราะกังวลเรื่องสหรัฐฯ จะจัดเก็บภาษีนำเข้าจากจีนเพิ่มอีก 10% ในวงเงิน 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งหากสหรัฐฯ ประกาศใช้จริงจะส่งผลลบอย่างมากต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นทั่วโลก ประกอบกับนักลงทุนคาดว่าผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนไทยจะออกมาลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน

นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทยยังมีปัจจัยลบเรื่องการปรับน้ำหนักดัชนี MSCI Emerging Market ที่เตรียมเพิ่มน้ำหนักหุ้นจีน A-Share จาก 5% เป็น 15% ทำให้ต้องปรับลดน้ำหนักหุ้นไทยลง ซึ่งประเด็นการปรับลดน้ำหนักหุ้นไทยในดัชนี MSCI นั้นคาดว่าจะทำให้เงินทุนต่างชาติไหลออกจากหุ้นไทยประมาณ 9,000 ล้านบาท

สำหรับประเด็นหนุนหุ้นไทยในเดือนสิงหาคม บล.ทิสโก้ประเมินว่าเงินทุนต่างชาติจะยังคงไหลเข้า หลังจาก ฟิทช์ เรทติ้งส์ และมูดี้ส์ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือประเทศไทยเป็นบวก อนุพันธ์ป้องกันความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ของไทยลดลงต่อเนื่องต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2551 จึงคาดว่าในช่วงที่เหลือของปี นักลงทุนต่างชาติจะเข้ามาซื้อสุทธิหุ้นไทยอีกประมาณ 50,000 ล้านบาท หลังจากช่วง 6 ปีที่ผ่านมามีสถานะขายสุทธิหุ้นไทยไปกว่า 600,000 ล้านบาท

 

อีกทั้งในเดือนกันยายนจะมีปัจจัยหนุนจากการประชุมธนาคารกลางสำคัญต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งคาดว่าแต่ละแห่งจะประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง หรืออาจจะใช้นโยบายทางการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น เพื่อลดผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า

ส่วนกลยุทธ์การลงทุนในเดือนสิงหาคม แนะนำให้เลือกลงทุนหุ้นรายตัว เน้นที่หุ้นขนาดกลาง และขนาดเล็กที่ปรับขึ้นน้อยกว่าตลาด และหุ้นที่คาดว่าจะมีผลประกอบการดี จ่ายปันผลสูง โดยมีหุ้นเด่นในเดือนสิงหาคมคือ BCP, CK, HANA, PLANB, PYLON, ROJNA และ TPIPP

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่