
เอเปกลังเลค้าเสรีหวั่นยักษ์ใหญ่ทุบ
โพสต์ทูเดย์
— เอเปกลังเลตั้งเขตการค้าเสรีนอกกลุ่ม หวั่นเสียเปรียบประเทศยักษ์ใหญ่ แต่หนุนร่วมมือภายในกลุ่มสมาชิกนายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ผลการประชุมรัฐมนตรีการค้ากลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก หรือเอเปกที่เมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น ที่ประชุมได้หารือถึงการจัดทำเขตการ ค้าเสรีเอเชียแปซิฟิก (เอฟทีเอเอพี)
ประเทศสมาชิกเห็นด้วยที่จะมีการทำเอฟทีเอระหว่างกัน แต่ให้ศึกษาว่าการจัดทำเอฟทีเอควรดำเนินการออกมาในรูปแบบใด เพราะบางประเทศได้แสดงข้อกังวลไม่ต้องการให้เอเปกกลายเป็นเอฟทีเอ แต่ควรให้เอเปกเป็นเครื่องมือผลักดันให้เกิดเอฟทีเอระหว่างประเทศสมาชิกมากกว่า เพราะเอเปกเป็นองค์กรที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจ
รายงานข่าวแจ้งว่า แนวคิดในการจัดทำเอฟทีเอของกลุ่มเอเปก เป็นแรงผลักดันจากสหรัฐ ที่ให้เอเปกหารือเรื่องนี้ พร้อมทั้งศึกษาแนวทางการจัดทำเอฟทีเอเอพีมาตั้งแต่ 45 ปีที่แล้ว จนได้ข้อสรุปผลศึกษาออกมาเมื่อปลายปีที่ผ่านมา แต่ท้ายสุดประเทศสมาชิกส่วนใหญ่ไม่ต้องการให้เอเปกจัดทำเอฟทีเอทั้งหมด เพราะเกรงว่าจะเสียเปรียบประเทศพัฒนาแล้ว เนื่องจากมีความชำนาญในการเจรจาเปิดเขตการค้าเสรี จึงต้องการผลักดันเป้าหมายโบกอร์ ซึ่งเป็นเป้าหมายเริ่มแรกของการก่อตั้งเอเปกให้บรรลุผลก่อน
นายอลงกรณ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของการประเมินผลสำเร็จเป้าหมายการเปิดเสรีการค้าหรือการลงทุน หรือเป้าหมายโบกอร์ พบว่า มีความคืบหน้าเป็นอย่างดี โดยเฉพาะประเทศสมาชิกพัฒนาแล้ว 5 เขตเศรษฐกิจ ได้แก่ แคนาดา ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ และสหรัฐ สามารถทำได้ตามแผนงาน
ขณะที่ประเทศสมาชิกกำลังพัฒนาเริ่มมีบางประเทศเข้าร่วมประเมินผลในปีนี้ 8 เขตเศรษฐกิจ ได้แก่ ชิลี จีน ฮ่องกง ไทเป เปรู เม็กซิโก สิงคโปร์ มาเลเซีย และเกาหลีใต้
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้กำหนดให้รวมกลุ่มเศรษฐกิจในเอเปกใกล้ชิดมากขึ้น เพื่อลดอุปสรรคทางการค้า ตลอดจนจัดทำแผนงานกลยุทธ์การเจริญเติบโต เพื่อรองรับการฟื้นตัวภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจและเตรียมความพร้อมหากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจอีกในอนาคต ประกอบด้วย การเจริญเติบโตที่สมดุล เท่าเทียม ยั่งยืน มั่นคงและอยู่บนพื้นฐานของความรู้
++สำหรับการประชุมผู้นำเอเปคที่จะมีขึ้น 3 พ.ย.นี้ ฝ่ายไทยจะมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมประชุม โดยกำหนดการจะมีการหารือทวิภาคีกับประธานาธิบดีชิลี ที่จะมีการประกาศเริ่มเจรจาเอฟทีเอไทยชิลี ซึ่งรัฐสภาได้ผ่านความเห็นชอบกรอบการเจรจาแล้ว และสองประเทศจะเริ่มดำเนินการเจรจาทันทีเพื่อให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว ส่วนการลงนามเอฟทีเอไทยเปรู ขณะนี้ยังติดปัญหารัฐสภาของไทยยังไม่สามารถพิจารณาให้ความเห็นชอบพิธีสารเพิ่มเติม ฉบับที่ 3 ภายใต้เอฟทีเอไทยเปรู ได้จากเหตุการณ์สภาปิดการพิจารณาลงก่อน แต่เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อแผนการเปิดเสรีสองประเทศ ที่คาดว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถบังคับใช้ความตกลงนี้ได้ภายต้นปี 2554 โดยกระทรวงฯจะเร่งนำพิธีสารเข้าสู่สภาพิจารณาอีกครั้งในสัปดาห์หน้า







