
5 กองทุนเพื่อชาวมุสลิม
ต้องขอบคุณบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) จริงๆ ที่พยายามสรรหาการลงทุนดีๆ ที่เหมาะกับนักลงทุนแต่ละประเภท รวมทั้งชาวมุสลิม ที่มีข้อจำกัดด้านการลงทุน เพราะสามารถลงทุนในกิจการที่ถูกต้องตามหลักศาสนาเท่านั้น
และกองทุนใหม่ล่าสุดที่กำลังจะออกมาให้นักลงทุนชาวมุสลิมได้เลือกลงทุน คือ กองทุน IBank Shariah Property Fund ซึ่งเป็นกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ แบบมีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ (Freehold) โดยมี บลจ.ฟินันซ่า เป็นผู้จัดการกองทุน และมีคณะกรรมการศาสนาเข้าดูแลการหาผลประโยชน์ของกองทุนให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักศาสนาอิสลาม โดยมีข้อกำหนดว่าผู้เช่า จะต้องไม่ดำเนินธุรกิจที่มีลักษณะดังต่อไปนี้
1.ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการผูกขาด ตัดตอน
2.ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเครื่องดื่มมึนเมา
3.ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการพนัน และสิ่งที่ผิดศีลธรรมอันดี
4.ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการผลิตหรือจำหน่ายอาวุธ
และที่เห็นชื่อกองทุนมีคำว่า IBank แปะโชว์เอาไว้ชัดเจน เพราะ บลจ.ฟินันซ่า ลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกับธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (IBANK) เรียบร้อยแล้วว่า อสังหาริมทรัพย์ที่กองทุนจะเข้าลงทุน เป็นอาคารที่ตั้งอยู่บนถนนพญาไท และเป็นอาคารที่มีธนาคารอิสลามเป็นผู้เช่าหลัก
โดยธนาคารอิสลามจะทำสัญญาเช่าระยะเวลา 20 ปี เพื่อเช่าพื้นที่ทั้งหมดเพื่อเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ และบริษัทในเครือทั้งหมด รวมทั้งรองรับการขยายตัวของธนาคารในอนาคตอีกด้วย ทั้งนี้ ปัจจุบันธนาคารอิสลามมีสาขาทั้งหมด 36 สาขา และมีแผนการขยายตัวเป็น 61 สาขาภายในสิ้นปีนี้
นอกจากนี้ ธีรศักดิ์ สุวรรณยศ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอิสลาม ยังบอกว่า ธนาคารจะลงทุนในกองทุนนี้ในสัดส่วนประมาณ 30% อีกด้วย
ธีรพันธุ์ จิตตาลาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการบริหาร บลจ.ฟินันซ่า คาดว่า กองทุนนี้จะให้ผลตอบแทนประมาณ 57% ต่อปี ขณะที่อัตราค่าเช่าพื้นที่จะปรับเพิ่มขึ้นทุก 3 ปี
ขณะที่จำนวนผู้เช่าก็ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะ ธีรพันธุ์ บอกว่า อาคารที่กองทุนจะเข้าไปลงทุน ในตอนนี้มีผู้เช่าเต็ม 100% แล้ว แต่เมื่อกองทุนเข้าไปซื้อธนาคารอิสลามจะเข้าไปเช่าพื้นที่ 40% หลังจากนั้นก็จะเข้าไปเช่าเพิ่ม เมื่อผู้เช่ารายอื่นครบอายุการเช่า
นอกจากกองทุน IBank Shariah Property Fund ที่คาดว่า จะคลอดออกมาเร็วๆ นี้แล้ว สำหรับนักลงทุนชาวมุสลิม ยังมีอีก 4 กองทุน จาก 2 บลจ. ให้เลือกลงทุน โดยเป็นกองทุนหุ้นระยะยาว (LTF) 2 กองทุน กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) 1 กองทุน และกองทุนผสมอีก 1 กองทุน นั่นคือ
กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี อิสลามิก หุ้นระยะยาว (MIFLTF) และ กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี อิสลามิก ฟันด์ (MIF) ของ บลจ.เอ็มเอฟซี
กองทุนเปิดกรุงไทยชาริอะฮ์หุ้นระยะยาว (KSLTF) และ กองทุนเปิดกรุงไทยชาริอะฮ์เพื่อการเลี้ยงชีพ (KSRMF) ของ บลจ.กรุงไทย
ไม่รู้ว่า เป็นเพราะมีข้อกำหนดชัดเจนว่า จะลงทุนในหลักทรัพย์ที่ถูกต้องตามหลักศาสนา หรือไม่ ที่ทำให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 8 พ.ย. ของกองทุน กรุงไทยชาริอะฮ์หุ้นระยะยาว ที่มีผลตอบแทน 31% เช่นเดียวกับ กองทุนเปิดกรุงไทยชาริอะฮ์เพื่อการเลี้ยงชีพ ที่ให้ผลตอบแทน 30.95% เกือบจะรั้งท้ายของกองทุน RMF
ขณะที่อันดับ 1 ของกองทุนในกลุ่ม LTF ให้ผลตอบแทนถึง 75.42% และอันดับ 1 ของกองทุนในกลุ่ม RMF ให้ผลตอบแทนถึง 75.92% ซึ่งเป็น 2 กองทุนจาก บลจ.อยุธยา
แต่ถ้าเป็น เอ็มเอฟซี อิสลามิก หุ้นระยะยาว ยังพอสู้กับกองทุนในกลุ่ม LTF ได้อยู่บ้าง โดยให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี เท่ากับ 56.44%
และจากข้อมูลเมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2553 เอ็มเอฟซี อิสลามิก หุ้นระยะยาว มีสัดส่วนการลงทุนหุ้น 5 อันดับแรก ดังนี้ อันดับแรก ปตท. เคมิคอล 10.46% ตามมาด้วย แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ 10.24% เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) 6.84% โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ 6.44% และ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ 5.84%
ขณะที่ เอ็มเอฟซี อิสลามิก ฟันด์ เป็นกองทุนรวมผสมที่มีการกระจายการลงทุนน้อยกว่าเกณฑ์ ให้ผลตอบแทน 44.70% ไม่ได้อู้ฟู่ไปถึง 60701% เหมือนกับกองทุนหุ้น แต่เมื่อไปเปรียบเทียบกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์แล้วจะเห็นว่า มีผลตอบแทนที่ใกล้เคียงกันมาก แต่เมื่อไปเทียบกับดัชนี FTSE SET Shariah จะเห็นว่า
“ชนะขาด”เมื่อวันที่ 24 ก.ย. 2553 เอ็มเอฟซี อิสลามิก ฟันด์ ให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี เท่ากับ 31.14% เกือบจะเท่ากับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ที่ 31.92% แต่ดัชนี FTSE SET Shariah ให้ผลตอบแทน 23.95%
โดย ดัชนี FTSE SET Shariah จะเป็นการคัดเลือกหุ้นตามหลักศาสนาอิสลาม โดยบริษัทที่ดำเนินธุรกิจดังต่อไปนี้จะถูกคัดออกจากการคำนวณ ได้แก่
1) ธนาคาร สถาบันการเงินหรือประกันภัยที่ไม่ได้ดำเนินธุรกิจตามหลักศาสนาอิสลาม
2) ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์
3) ธุรกิจที่มีผลิตภัณฑ์เกี่ยวข้องกับสุกร
4) ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับบันเทิง ประกอบด้วย กาสิโน การพนัน โรงภาพยนตร์ ดนตรี สื่อลามก และโรงแรม
5) ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับยาสูบ
6) ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการผลิตหรือจำหน่ายอาวุธ
และหลังจากได้หลักทรัพย์ที่ผ่านเกณฑ์การดำเนินธุรกิจแล้ว จะคัดเลือกตามเกณฑ์อัตราส่วนทางการเงิน ดังนี้
1) ส่วนของหนี้ต้องน้อยกว่า 33% ของสินทรัพย์รวม
2) ส่วนของเงินสดและดอกเบี้ย ต้องน้อยกว่า 33% ของสินทรัพย์รวม
3) สัดส่วนของบัญชีลูกหนี้และเงินสด ต้องน้อยกว่า 50% ของสินทรัพย์รวม
4) ดอกเบี้ยรวม และรายได้อื่นๆ ที่ไม่ถูกต้องตามหลักศาสนาอิสลาม ไม่ควรเกินกว่า 5% ของรายได้รวม
แม้ว่าผลตอบแทนของกองทุนที่ถูกต้องตามหลักศาสนาอิสลามจะไม่โดดเด่นเหมือนกองทุนหุ้นอื่นๆ แต่อย่างน้อยก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการลงทุน







