posttoday
แบงก์-คนรวยป่วนเว้นภาษีดอกเบี้ยเงินฝาก

แบงก์-คนรวยป่วนเว้นภาษีดอกเบี้ยเงินฝาก

29 เมษายน 2562

เรื่องร้อนการเลี่ยงจ่ายภาษีดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ สะท้อนแบงก์เมินธรรมาภิบาล และแบงก์ชาติอ่อนแอกำกับดูแลสถาบันการเงิน ทำผู้ฝากเงินส่วนใหญ่ต้องเดือดร้อน

เรื่องร้อนการเลี่ยงจ่ายภาษีดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ สะท้อนแบงก์เมินธรรมาภิบาล และแบงก์ชาติอ่อนแอกำกับดูแลสถาบันการเงิน ทำผู้ฝากเงินส่วนใหญ่ต้องเดือดร้อน

*********************

โดย...ทีมข่าวการเงิน

การเว้นเก็บภาษีดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์ กลายเป็นประเด็นร้อนเกิดความเข้าใจผิดอลหม่านในสังคมผู้ฝากเงินออมทรัพย์ที่มีอยู่ถึง 80 ล้านบัญชี ในจำนวนนี้ 99% มีรายได้จากดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ไม่เกิน 2 หมื่นบาทต่อปี ซึ่งไม่ต้องเสียภาษีดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ 15% ให้กับกรมสรรพากรอยู่แล้ว ต้องเกิดความกังวลใจไปด้วย

ปัญหาที่เกิดขึ้นต้องย้อนความไปก่อนหน้า ว่า การเสียภาษีดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์เป็นหน้าที่ของผู้ฝากเงินที่จะแจ้งกับธนาคารที่ฝากเงินไว้ว่ามีดอกเบี้ยเกิน 2 หมื่นบาทต่อปี เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์หักภาษีดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ 15% ให้กับกรมสรรพากร

ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นผู้ฝากเงินที่มีรายได้ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์เกิน 2 หมื่นบาทต่อปี ที่คิดเป็นจำนวนเงินฝาก 4-5 ล้านบาทขึ้นไป ไม่แจ้งให้ธนาคารพาณิชย์หักภาษีดอกเบี้ยออมทรัพย์ 15% ให้กรมสรรพากร

ที่ร้ายกว่านั้น คือ ธนาคารพาณิชย์ต้องการดึงลูกค้าเงินฝากคนรวยไว้กับธนาคาร ก็มีการเสนอให้ลูกค้าฝากเงินออมทรัพย์กับธนาคาร และเมื่อดอกเบี้ยออมทรัพย์ใกล้แตะ 2 หมื่นบาท ธนาคารพาณิชย์ก็จะแจ้งกับลูกค้าให้มาปิดบัญชี และเปิดบัญชีใหม่ ทำอย่างนี้เพื่อให้ลูกค้าไม่ต้องเสียภาษีดอกเบี้ยเงินฝาก และธนาคารไม่เสียลูกค้ารายใหญ่

เรื่องดังกล่าวไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น เพราะนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ออกมาเตือนธนาคารพาณิชย์เมื่อ 2 ปี ที่ผ่านมา ว่าการทำดังกล่าวถึงไม่ผิดกฎหมาย แต่ก็ถือว่าธนาคารพาณิชย์ไม่มีธรรมาภิบาล และขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้าไปตรวจสอบ แต่ธปท. ตรวจแล้วไม่พบว่ามีสถาบันการเงินใดกระทำเรื่องดังกล่าวเลย

แบงก์-คนรวยป่วนเว้นภาษีดอกเบี้ยเงินฝาก

เมื่อเตือนแล้วธนาคารพาณิชย์ไม่ฟัง และ ธปท. กำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ไม่ได้ ทำให้กระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพากรต้องใช้ไม้แข็ง เพื่อไม่ให้ธนาคารพาณิชย์และคนรวยเลี่ยงจ่ายภาษีดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์อีกต่อมา

ทั้งหมด จึงเป็นที่มาของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร (ฉบับที่ 344) ลงวันที่ 4 เมษายน 2562 ซึ่งเปลี่ยนรูปแบบการนำส่งข้อมูล จากเดิมที่ผู้ฝากเงินมีหน้าที่ต้องแจ้งให้ธนาคารทราบเมื่อได้รับดอกเบี้ยรวมทุกบัญชีเกิน 2 หมื่นบาท เพื่อให้ธนาคารทำการหักภาษีเงินให้กรมสรรพากร

กลายเป็นการให้ผู้ฝากเงินแจ้งความประสงค์ต่อธนาคารที่มีเงินฝากอยู่ ว่ายินยอมให้ธนาคารส่งข้อมูลดอกเบี้ยเงินฝาก ประเภทออมทรัพย์ของผู้ฝากเงินให้แก่กรมสรรพากรทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้กรมสรรพากรทราบจำนวนดอกเบี้ย เงินฝากประเภทออมทรัพย์ของผู้ฝากเงินในทุกบัญชีของทุกธนาคาร ซึ่งกรมสรรพากรจะได้ส่งข้อมูลผู้ได้รับดอกเบี้ยเงินฝากประเภทออมทรัพย์ที่เกินกว่า 2 หมื่นบาท เพื่อให้ธนาคารหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายต่อไป

สำหรับผู้ที่ไม่มาแจ้งก็ให้ธนาพาณิชย์หักดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ให้กรมสรรพากร ทันทีตั้งแต่บาทแรก

ต้องยอมรับว่าประกาศดังกล่าวมีปัญหาปฏิบัติมาก เพราะจากที่คนมีดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ไม่ถึง 2 หมื่นบาท ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ 99% ของผูู้ฝากเงินออมทรัพย์ 80 ล้านบัญชี เคยนั่งอยู่เฉยๆ ไม่ต้องเสียภาษี กลายเป็นว่านั่งอยู่เฉยไม่ไปแจ้งให้ธนาคารส่งข้อมูลดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ให้กรมสรรพากรต้องถูกหักภาษี

ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ก็เกิดปัญหาในทางปฏิบัติ เพราะการจ่ายดอกเบี้ยออมทรัพย์จ่ายปีละ 2 ครั้ง คือ สิ้นเดือน มิ.ย. และ สิ้นเดือน ธ.ค. ของทุกปี โดยต้องส่งข้อมูลดอกเบี้ยให้กับกรมสรรพากรในเดือน พ.ค. และ และธ.ค. ของทุกปี

เมื่อดูจากช่วงเวลาตามประกาศ เท่ากับว่า ธนาคารพาณิชย์มีเวลาแค่ 1 เดือน ที่จะทำการประชาสัมพันธ์ให้ลูกค้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ 80 ล้านบัญชี มาแสดงความยินยอมให้ธนาคารส่งข้อมูลดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ให้กับกรมสรรพากร ซึ่งไม่สามารถดำเนินการได้ทัน และจะต้องหักภาษีดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ลูกค้าส่วนใหญ่ให้กับกรมสรรพากรในรอบเดือน มิ.ย. ที่จะถึงนี้

อย่างไรก็ตาม กรมสรรพการก็เร่งแก้ปัญหาดังกล่าว โดยจะปรับประกาศใหม่ให้สถาบันการเงินส่งข้อมูลดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ทุกบัญชีให้กรมสรรพากรประมวลผลเหมือนเดิม แต่ไม่ต้องให้ผู้ฝากเงินมาแสดงความยินยอม

ในประกาศใหม่ ยังให้ผู้ฝากเงินที่ไม่ต้องการส่งข้อมูลดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ให้กรมสรรพากร ก็สามารถไปแจ้งกับธนาคารพาณิชย์ได้ แต่ธนาคารพาณิชย์ต้องหักดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ของผู้นั้นให้กรมสรรพากรทั้งหมด

การดำเนินการของกรมสรรพากร เป็นการปลดล็อคปัญหา ทำให้ผู้ฝากเงินส่วนใหญ่ที่ไม่ต้องเสียภาษีดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ได้รับความเดือดร้อน และไม่มีภาระภาษีที่ไม่ควรต้องเสีย

อย่างไรก็ตาม ปัญหาการเว้นเก็บภาษีดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ที่เกิดขึ้นต้องยอมรับว่าต้นตอปัญหาจริงๆ มาจากธนาคารพาณิชย์และคนรวย ที่มองข้ามเรื่องธรรมาภิบาล นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นว่า การกำกับสภาบันการเงินของ ธปท. ยังมีช่องโหว่ที่ไม่สามารถเอาผิดกับธนาคารพาณิชย์ที่เลี่ยงธรรมาภิบาลที่ดีได้

ดังนั้นการดำเนินการของกรมสรรพากรจึงเป็นการแก้ปัญหาปลายเหตุ เพราะปัญหาต้นเหตุไม่ได้รับการแก้ไขและถูกมองข้ามจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ทำให้ปัญหาเล็กๆ ที่ถูกซุกไว้ใต้พรม กลายเป็นเรื่องใหญ่จนทำให้คนรวย ธนาคารพาณิชย์ และ ธปท. เสียภาพลักษณ์อย่างที่ไม่ควรเสีย

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่