
ลุ้นขัดแย้งอินเดีย-ปากีสถาน กระทบส่งออกท่องเที่ยวไทย
สถานการณ์ความขัดเเย้งที่เกิดขึ้นระหว่างอินเดีย
สถานการณ์ความขัดเเย้งที่เกิดขึ้นระหว่างอินเดียและปากีสถานนั้น หากเหตุการณ์ยืดเยื้ออาจจะส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวไทยที่มีการส่งออกไปยังทั้งสองประเทศได้
ดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างอินเดียและปากีสถาน หากมีความรุนเเรงและยืดเยื้อคาดว่าอาจจะกระทบต่อสัดส่วนการส่งออกไปอินเดีย 3% และกระทบภาคการท่องเที่ยว 4.2% ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนที่ไม่น้อย ดังนั้นในส่วนของธนาคารแห่งประเทศไทยจึงจะต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ความตึงเครียดที่ร้อนแรงขึ้นในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา จนกระทั่งนำมาสู่การปิดน่านฟ้าของปากีสถานและอินเดียตอนเหนือบางส่วน ในเบื้องต้นน่าจะส่งผลค่อนข้างจำกัดทั้งด้านการค้าระหว่างไทยกับอินเดียและด้านการท่องเที่ยว
ทั้งนี้ การค้าระหว่างไทยกับอินเดียและปากีสถานไม่ได้รับผลกระทบ หากไม่ลุกลามไปสู่ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ภายใต้การคาดการณ์ที่เชื่อว่า จากประสบการณ์ในอดีตที่ไม่ว่าจะเกิดความตึงเครียดระหว่างอินเดียกับปากีสถานรุนแรงแค่ไหน ก็ส่งผลกระทบจำกัดอยู่แค่พื้นที่โดยรอบเท่านั้น ไม่ส่งผลลุกลามมายังเศรษฐกิจมากนัก และในที่สุดทั้งคู่ก็สามารถกลับมาอยู่ในจุดที่อยู่ร่วมกันได้ แต่เรื่องสิทธิเหนือพื้นที่แคชเมียร์เป็นเรื่องที่ซับซ้อน จึงมีโอกาสที่จะหวนกลับมาเป็นประเด็นได้อีกในระยะข้างหน้า
ดังนั้น ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นระหว่างอินเดียกับปากีสถานครั้งนี้ จึงแทบจะไม่ส่งผลต่อการค้าของไทยในปี 2562 เพราะน่าจะคลี่คลายลงได้หรือไม่ยกระดับความรุนแรงไปกว่านี้ อีกทั้งสินค้าที่ไทยส่งออกไปยังประเทศเหล่านี้ก็ค่อนข้างมีศักยภาพและเป็นที่ต้องการของตลาด รวมทั้งปลายทางสินค้าไทยส่วนใหญ่ไปยังเมืองท่าที่อยู่ตอนใต้ของประเทศปากีสถานอย่างเมืองการาจีและเมืองท่าของอินเดียอย่างเมืองมุมไบและเชนไน จากนั้นจึงกระจายต่อไปยังพื้นที่ส่วนอื่นต่อไป ซึ่งการปิดน่านฟ้าตอนบนของทั้งสองประเทศจึงไม่ส่งผลต่อการค้าของไทย
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ผลกระทบต่อไทยทั้งด้านการค้าและการท่องเที่ยวค่อนข้างจำกัด เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวไม่ใช่ปลายทางการขนส่งสินค้าของไทย และไม่ใช่กลุ่มนักท่องเที่ยวเป้าหมายของไทย ซึ่งในด้านการส่งออกของไทยไปอินเดียจะยังรักษาการเติบโตได้ต่อเนื่องที่ร้อยละ 3-3-5.3 มีมูลค่าส่งออกราว 7,850-8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ขณะที่ปัจจัยดังกล่าวน่าจะยังไม่ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวอินเดียเที่ยวไทย เนื่องจากนักท่องเที่ยวอินเดียที่เดินทางมาเที่ยวไทยจะมาจากในพื้นที่ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาดังกล่าว ดังนั้น ปัญหาการปิดน่านฟ้าของปากีสถานและบางส่วนของอินเดีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อการที่สายการบินต้องมีการปรับเปลี่ยนเส้นทางการบิน
โดยคาดว่าในปี 2562 นักท่องเที่ยวอินเดียเที่ยวไทยน่าจะมีจำนวนประมาณ 1.70-1.74 ล้านคน ขยายตัวร้อยละ 6.7-8.7 และการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวอินเดียเที่ยวไทยคาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 7.6 หมื่นล้าน-7.8 หมื่่นล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.2-9.2
อย่างไรก็ดี ในช่วงที่เหลือของปีนี้ยังต้องติดตาม อาทิ เศรษฐกิจและค่าเงินรูปีของอินเดีย การแข่งขันด้านการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ ซึ่งในปีนี้หลายประเทศได้ให้ความสำคัญในการจับกลุ่มนักท่องเที่ยวอินเดียเช่นกัน
กล่าวโดยสรุป อินเดียยังคงเป็นตลาดการค้าและตลาดนักท่องเที่ยวที่น่าสนใจที่มีศักยภาพในการเติบโตตลอดปี 2562 นี้ ซึ่งความขัดแย้งในครั้งนี้คาดว่าน่าจะเป็นเพียงความเสี่ยงระยะสั้น ขณะที่ปัญหาเชิงภูมิรัฐศาสตร์ของอินเดียกับปากีสถานเป็นเรื่องที่จะยังเป็นประเด็นอ่อนไหวต่อไป แต่ทั้งสองประเทศก็สามารถรับมือได้เป็นอย่างดี
อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามสถานการณ์หลังจากนี้ว่าทางออกร่วมกันของอินเดียและปากีสถานจะเป็นไปในทิศทางใด โดยเฉพาะทางฝั่งอินเดีย ซึ่งถ้าหากบทสรุปไม่เป็นไปในลักษณะที่เอื้อต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและการลงทุน อาจทำให้ความพยายามของรัฐบาลในการปฏิรูปประเทศและดึงดูด FDI ให้เข้ามาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไม่เป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ ซึ่งอาจส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของอินเดียไม่เป็นไปตามเป้าหมาย รวมทั้งอาจส่งผลทางอ้อมมายังการค้ากับไทยและการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวอินเดียที่ต้องติดตามต่อไป







