
รื้อบอร์ดตลท.รับพรบ.ใหม่
ก.ล.ต.ลุ้น พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฉบับใหม่ เริ่มใช้ครึ่งแรกปีนี้ จับตาล้างบอร์ด ตลท.ให้มาจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตลาดทุนมากที่สุด
ก.ล.ต.ลุ้น พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฉบับใหม่ เริ่มใช้ครึ่งแรกปีนี้ จับตาล้างบอร์ด ตลท.ให้มาจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตลาดทุนมากที่สุด
นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ร่าง พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฉบับใหม่ (ฉบับที่ 6) ได้ผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติแล้ว กฎหมายฉบับนี้มีหลายเรื่องที่ต้องติดตาม ตั้งแต่การกำหนดหน้าที่ของผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ที่ต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน การตั้งกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) โดยให้มีฐานะเป็นนิติบุคคลและมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุนและการทำงานของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในอนาคตที่ไม่ได้เป็นศูนย์กลางอย่างปัจจุบันและจะมีการแก้ไขให้ทำธุรกรรมหรือระดมทุนนอกตลาดหลักทรัพย์ ส่งผลให้ตลาดหลักทรัพย์ในอนาคตจะมีรูปแบบที่เปลี่ยนไปเป็น อี-เทรดดิ้ง แพลตฟอร์ม
"ที่สำคัญคือเหมือนเป็นการเซตซีโร่ใหม่ของคณะกรรมการ (บอร์ด) ตลท. ที่มีทั้งหมด 11 ราย ที่จะมาจากบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เหลือเพียง 4 ราย จากเดิม 5 ราย และมาจากสำนักงาน ก.ล.ต. อีก 6 ราย จากเดิม 5 ราย ส่วนอีก 1 ตำแหน่ง ยังคงเป็นของกรรมการและผู้จัดการ ตลท. คนปัจจุบัน ทั้งหมดนี้จะช่วยส่งเสริมให้บอร์ด ตลท.มีคุณภาพและสามารถมองได้รอบด้านและหลากหลายมากขึ้น โดยคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมตลาดทุนทุกภาคส่วน" นายรพี กล่าว
นายศักรินทร์ ร่วมรังษี ผู้ช่วยเลขาธิการ ก.ล.ต. คาดว่า พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ จะประกาศบังคับใช้ได้ภายในครึ่งแรกของปี 2562 นี้ จากนั้นจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายในการสรรหาคณะกรรมการรูปแบบใหม่ภายในระยะเวลา 120 วัน ซึ่งทางสำนักงานต้องมีการกำหนดผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียว่าเป็นหน่วยงาน องค์กรใดที่เกี่ยวข้อง เช่น บริษัทจดทะเบียน บล. บลจ. นักลงทุน รวมถึงต้องมีการประกาศคุณสมบัติของผู้ที่จะมาเป็นบอร์ด ตลท.
ทั้งนี้ บอร์ด ตลท.ชุดใหม่จะมีระยะเวลาดำรงตำแหน่ง 3 ปี จากเดิม 2 ปี เมื่อดำรงตำแหน่งไปถึงระยะเวลา 1 ปีครึ่ง ก็จะต้องมีการจับสลากเพื่อพ้นจากตำแหน่งกรรมการจำนวน 5 ราย โดยพอครบวาระก็ไม่ต้องออกทั้งชุด เพื่อให้ทำงานต่อเนื่องได้ โปร่งใส โดยระหว่างที่ยังมีการคัดเลือกอยู่ ยังอนุญาตให้กรรมการเดิมดำรงตำแหน่งไปก่อน







