
จับตาไทยลีก 2019 ไฮไลต์เด็ดห้ามพลาด
ศึกฟุตบอลไทยลีก 2019
ศึกฟุตบอลไทยลีก 2019 เปิดฉากฟาดแข้งฤดูกาลใหม่แล้วในสัปดาห์นี้ ซึ่งซีซั่นนี้แม้จะลดลงเหลือเพียง 16 ทีม แต่ยังคงอัดแน่นไปด้วยไฮไลต์สำคัญที่ต้องจับตามากมาย
เต็งแชมป์สั่นคลอน?
แน่นอนว่า บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด แชมป์ลีกสูงสุดเมืองไทย 6 สมัย ในฐานะแชมป์เก่าฤดูกาลที่แล้ว ภายใต้การคุมทัพของ โบซิดาร์ บันโดวิช เฮดโค้ชชาวเซิร์บ ยังคงถูกยกให้เป็นเต็งหนึ่งที่จะได้ชูโทรฟี่ในปีนี้ เนื่องด้วยขุมกำลังอันแข็งแกร่งที่วางรากฐานมายาวนาน ทว่าซีซั่นนี้ต้องเจอบททดสอบสำคัญในเรื่องของเกมรุกอีกครั้งหลังปล่อยตัว ดิโอโก หลุยส์ ซานโตศูนย์หน้าบราซิเลียน ย้ายไปเล่นให้กับ ยะโฮร์ ดารุล ทักซิม ในลีกมาเลเซีย ซึ่งแน่นอนว่าสถิติลงเล่น 159 นัด ยิง 132ประตูทุกรายการตลอด 4 ปีในสีเสื้อปราสาทสายฟ้า คงยากที่จะมีใครแทนที่
“ฤดูกาล 2019 เป้าหมายของเราคือการคว้าแชมป์ไทยลีกสมัยที่ 7 รวมถึงแชมป์ฟุตบอลถ้วยอีก 2 รายการในประเทศ 9 ปีที่ผ่านมา บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เป็นสโมสรที่ไม่เคยหยุดพัฒนา และได้พิสูจน์ให้เห็นมาโดยตลอดว่าทุกๆ การเปลี่ยนแปลง เราจะยกระดับตัวเองขึ้นมา เพื่อเอาชนะตัวเองให้ได้ การที่ฤดูกาลนี้ทีมไม่มี ดิโอโก เป็นโอกาสและเป็นแรงกระตุ้นที่เราจะพัฒนา และยกระดับทีมกันอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเราเชื่อมั่นว่าเราจะทำได้ดี และทำได้สำเร็จอีกครั้ง” เนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ระบุ
อย่างไรก็ตาม “ปราสาทสายฟ้า” ได้คว้าตัว โมดิโบ ไมกา กองหน้าชาวมาลี ที่เคยเล่นในเวทีพรีเมียร์ลีกอังกฤษกับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ฤดูกาล 2015-2016 มาล่าตาข่ายแทน นอกจากนี้ยังได้ เปโดร จูเนียร์ แนวรุกแซมบ้า ที่มีประสบการณ์ในเจลีกอย่างโชกโชนมาเพิ่มศักยภาพร่วมกับตัวเดิมอย่าง ฮาเวียร์
ปาตินโญ และที่สำคัญที่ต้องจับตาก็คือ “เจ้าอาร์ม” ศุภชัย ใจเด็ด หอกวัย 20 ปีที่แจ้งเกิดกับทีมชาติไทยชุดใหญ่ไปแล้ว ว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นเพชฌฆาตแบกทีมได้ขนาดไหน
พระรองพร้อมท้าชิง
คู่ปรับตลอดกาลที่นับเป็นขวากหนามของบุรีรัมย์มาตลอดคงหนีไม่พ้น เอสซีจีเมืองทอง ยูไนเต็ด แชมป์ไทยลีก 4 สมัยที่ร้างโทรฟี่ลีกสูงสุดมา 2 ปีติด และปีที่แล้วชอกช้ำถึงขนาดจบในอันดับ 4 ของตาราง ฤดูกาลนี้ “กิเลนผยอง” ยกเครื่องใหม่ภายใต้การกุมบังเหียนของ “โค้ชเบ๊” ไพโรจน์ บวรวัฒนดิลก กุนซือไทยมากประสบการณ์ พร้อมประกาศกร้าวนำความสำเร็จคืนสู่ทีมในแคมเปญ “Football’s Coming Home”
แม้ซีซั่นนี้ “กิเลนผยอง” จะปล่อยแข้งหลักออกจากทีมหลายราย อาทิทริสตอง โด กับ พีระพัฒน์ โน๊ตชัยยา แต่การเสริมทัพก็น่าจับตาไม่น้อย โดยเฉพาะการได้ “เจ้ามุ้ย” ธีรศิลป์ แดงดา ศูนย์หน้าเบอร์ 1 เมืองไทยกลับมาล่าตาข่ายที่บ้านเกิดอีกครั้ง ร่วมกับ เฮแบร์ตีแฟร์นันเดส และอดิศักดิ์ ไกรษร นอกจากนี้ยังดึง มาริโอ ยูรอฟสกี เพลย์เมกเกอร์ที่คุ้นมือเป็นอย่างดีมาสร้างสรรค์เกมอีกราย ทำให้โฉมหน้าแนวรุกดุดันไม่น้อย แต่ทั้งนี้หลังบ้านยังคงเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ไข เพราะปีก่อนโดนถลุงไปถึง 53 ประตู มากที่สุดในบรรดาท็อป 7 ของตาราง
ขณะที่พระรองรายอื่นที่พร้อมจะสอดแทรกยังมีทั้ง ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด รองแชมป์เก่าที่ได้ ทริสตอง กับ พีระพัฒน์ มาเสริมแกร่งริมเส้น พร้อมด้วย เนลสัน โบนีญา กองหน้าทีมชาติเอลซัลวาดอร์ จากสุโขทัย เอฟซี และไมค์ ฮาเวนาร์ ศูนย์หน้าเลือดดัตช์สัญชาติญี่ปุ่น ที่ผ่านประสบการค้าแข้งในยุโรปมาแล้ว ส่วนขุมกำลังหลักที่เหลือยังครบถ้วนดังนั้นหากปีนี้ยังมือเปล่า อนาคตของ มาโน โพลกิง กุนซือใหญ่อาจสั่นคลอนก็เป็นได้
น้องใหม่ดิ้นหนีตาย
ศึกไทยลีก 2019 กลับมาใช้ระบบตกชั้น 3 ทีมอีกครั้ง ซึ่งยังคงเป็นงานหนักของ 3 ทีมน้องใหม่ที่เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมาอย่าง พีทีที ระยอง ตราด เอฟซี และเชียงใหม่ เอฟซี เจ้าของอันดับ 1-3 ของศึกไทยลีก 2 ฤดูกาลที่แล้ว
“พลังเพลิง” พีทีที ระยอง แชมป์ลีกรอง 2018 ภายใต้การคุมทัพของธีรศักดิ์ โพธิ์อ้น กลับสู่ลีกสูงสุดอีกครั้งในรอบ 5 ปี คราวนี้จัดเต็มทุ่มทุนเสริมแข้งใหม่ถึง 11 ราย นำโดย วิคเตอร์คาร์โดโซ, อาเรียล โรดริเกวซ, ศราวุฒิ มาสุข,สุทธินันท์ พุกหอม ที่ล้วนแต่มีประสบการณ์ในไทยลีกมาอย่างโชกโชน ผนึกกำลังกับของเดิมอย่าง อนาวิน จูจีน, กรวิทย์ นามวิเศษ และอภิภู สุนทรพนาเวศ กัปตันทีม
ขณะที่ “ช้างขาวจ้าวเกาะ” ตราด เอฟซี ของ พยงค์ ขุนเณร และ “พยัคฆ์ล้านนา” เชียงใหม่ เอฟซี ของ คาร์ลอส เอดูอาร์โด เปไรรา เทรนเนอร์ชาวบราซิล ยกเครื่องใหม่แทบทั้งกระบิคว้าผู้เล่นทั้งรูปแบบซื้อขาดและยืมตัวมากถึง 18 และ15 ราย ตามลำดับ จึงต้องจับตาดูว่าจะรวมตัวเข้าขาพาทีมหนีตายได้สำเร็จหรือไม่
แข้งอาเซียนตัวแปรสำคัญ
ไทยลีก 2019 เปิดโอกาสให้ทุกทีมสามารถส่งนักเตะสัญชาติอาเซียนลงสนามได้ถึง 3 คน โดยไม่เบียดเบียนโควตาแข้งต่างชาติ ในจำนวน 3+1+3 คน (ชาติไหนก็ได้/เอเชีย/อาเซียน) ทำให้หลายสโมสรเฟ้นหาแข้งเพื่อนบ้านที่เชื่อว่าฝีเท้าดีกว่านักเตะไทยมาร่วมทัพ และหลายรายเป็นลูกครึ่งยุโรปรูปร่างสูงใหญ่ ดังนั้นจึงมีโอกาสที่จะเป็นตัวแปรสำคัญถึงผลชนะเลยทีเดียว
สำหรับปีนี้มีแข้งอาเซียนมากถึง 21 ราย ที่ค้าแข้งบนเวทีลีกสูงสุดเมืองไทย แบ่งเป็น ฟิลิปปินส์ มากที่สุด 9 คนนำโดย ไมเคิล ฟาลเคสการ์ด ผู้รักษาประตูลูกครึ่งเดนมาร์ก ของทรู แบงค็อกฯ,สเตฟาน ปัลลา แบ็กซ้ายลูกครึ่งออสเตรีย กับ ฮาเวียร์ ปาตินโญ กองหน้าลูกครึ่งสเปนของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด รองลงมาคือ เมียนมา 5 ราย นำโดย อ่องธู (กองหน้า/เอสซีจี เมืองทองฯ) รวมถึง ซอว์มินตุนกับ สีธูอ่อง (กองหลัง-กองหน้า/ชลบุรี เอฟซี)
ขณะที่เวียดนาม มี 2 ราย คือดังวานลัม นายด่านเชื้อสายรัสเซีย ของเอสซีจี เมืองทองฯ และเลืองซวนเชือง กองกลางทัพดาวทองคนแรกบนเวทีเคลีก เกาหลีใต้ ของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เช่นเดียวกับอินโดนีเซีย ส่วนที่เหลือ ลาว มาเลเซีย สิงคโปร์ ชาติละ 1 ราย
ทั้งนี้ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ชัยนาท ฮอร์นบิล ราชบุรี เอฟซี สุโขทัย เอฟซี เป็น 3 สโมสรที่ลงทะเบียนแข้งอาเซียนครบ 3 ที่นั่ง ส่วนเอสซีจี เมืองทองฯ ชลบุรี เอฟซี มีทีมละ 2 ราย และแบงค็อก ยูไนเต็ด สมุทรปราการ ซิตี้ สุพรรณบุรี เอฟซีตราด เอฟซี พีทีที ระยอง มีทีมละ1 ราย โดยอีก 5 ทีมที่เหลือไม่เลือกใช้บริการ







