posttoday
ราชสกุลในพระบรมราชจักรีวงศ์ (96)

ราชสกุลในพระบรมราชจักรีวงศ์ (96)

17 กุมภาพันธ์ 2562

ผู้ที่ทราบความจริงแห่งรายละเอียดของการปฏิวัติครั้งนี้อยู่เพียงไม่มากนัก

ผู้ที่ทราบความจริงแห่งรายละเอียดของการปฏิวัติครั้งนี้อยู่เพียงไม่มากนัก และในจำนวนนี้ยังไม่พูดความจริงเสียอีกส่วนหนึ่งด้วย ฉะนั้นจึงเป็นการยากสำหรับผู้ที่มีเจตนาจะรู้ความจริงในการค้นคว้าหาหลักฐานอันแน่นอนที่เชื่อถือได้ เหตุสำคัญที่ทำให้ความจริงเลอะเลือนไปก็เนื่องจากการเกิดเป็นศัตรูกันขึ้นในพวกปฏิวัติด้วยกัน เมื่อเป็นศัตรูกันขึ้นแล้วก็ใส่ร้ายกัน ยกเอาความดีขึ้นมาเป็นของตัวปั้นความชั่วใส่ผู้อื่น สำหรับราษฎรที่มิได้เห็นเหตุการณ์ด้วยตาตนเองก็ย่อมเชื่อไปตามที่ได้ยินได้ฟังมาโดยไม่มีหลักฐานอันใด ส่วนผู้ที่มีการศึกษาเพียงพอก็ย่อมใช้สติปัญญาพิจารณาประกอบ มีส่วนที่ใกล้ความจริงบ้างแต่ก็คงไม่รู้จริงโดยตลอดอยู่นั่นเอง

พวกที่คิดปฏิวัติและสาเหตุของการปฏิวัติ

ราชสกุลในพระบรมราชจักรีวงศ์ (96)

พวกที่จะคิดปฏิวัติมีทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าพวกพลเรือนซึ่งมีหลวงประดิษฐมนูธรรมเป็นหัวหน้า ได้เริ่มคิดการนี้ตั้งแต่ปีไหน แต่ทราบว่าทางการฝ่ายทหารมีนายพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา, นายพันเอกพระยาทรงสุรเดช, นายพันเอกพระยาฤทธิ์ อัคเนย์กับนายพันเอกพระประศาสน์พิทยายุทธ ได้สนทนากันถึงเรื่องเช่นนี้ก่อนเวลาปฏิวัติในราว 2-3 ปี โดยไม่รู้ว่ามีพวกพลเรือนคิดอยู่เหมือนกัน ทางฝ่ายพลเรือนถึงแม้จะได้ทหารเป็นพวกไว้บ้างแล้วก็เป็นแต่เพียงพวกมียศน้อยและไม่มีตำแหน่งสำคัญในกองทัพ ด้วยเหตุที่ต้องการได้ทหารตัวสำคัญๆ เข้ามาเป็นพวกด้วยนั่นเองจึงได้ติดต่อรู้ถึงกันขึ้น เป็นอันว่าเกิดมีพวกขึ้น 47 พวก

1.พวกพลเรือน มีหลวงประดิษฐมนูธรรม เป็นหัวหน้า

2.พวกทหารเรือ มีนายนาวาตรี หลวงสินธุสงครามชัย

3.พวกทหารบกชั้นยศน้อย มีนายพันตรีหลวงพิบูลสงครามเป็นหัวหน้า

4.พวกนายทหารชั้นยศสูง มีนายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา พระยาทรงสุรเดช พระยาฤทธิ์อัคเนย์ พระประศาสน์พิทยายุทธ

ราชสกุลในพระบรมราชจักรีวงศ์ (96)

สาเหตุที่ทำให้เกิดมีพวกปฏิวัติครั้งนี้ไม่ใช่สาเหตุอันเดียวกันเป็นแน่ทีเดียว มันเป็นการยากที่จะรู้ความตั้งใจจริงของแต่ละคน เพราะใครเลยจะเปิดเผยความตั้งใจของตัวซึ่งไม่เป็นมงคล ความคิดที่จะกู้ชาติโดยสุจริตใจจะมีอยู่ในตัวบุคคลใดบ้างในจำนวนนี้ ข้าพเจ้าไม่สามารถจะหยั่งรู้ได้ แต่เท่าที่ได้ยินพูดและแสดงความประสงค์ออกมา และเท่าที่ได้สังเกตเห็นความเป็นไป อากัปกิริยาของเขาแล้วก็รู้ได้ทีเดียวว่า ส่วนหนึ่งต้องการบริหารงานตำแหน่งสำคัญๆ ทั้งที่ตัวไม่มีความรู้ และไม่เคยผ่านงานต่ำๆ มาเลย! มันเป็นคราวเคราะห์ดีที่ความคิดอัปมงคลเช่นนี้มิได้เข้าหูหัวหน้าชั้นผู้ใหญ่ฝ่ายทหาร สิ่งที่เข้าหูมีเพียงว่าทำเพื่อชาติไม่เห็นแก่ตัว ทำเสร็จแล้วต่างก็จะปลีกตัวออกไปทำมาหากินกันตามลำพังเป็นอันว่าสาเหตุที่แสดงออกนอกหน้ามาล้วนแต่กู้ชาติ

ตามที่มีความเข้าใจว่าที่เกิดปฏิวัติเนื่องมาจากการเพิ่มภาษีอากร และความยากจนค่นแค้นของราษฎรนั้น ไม่มีมูลแห่งความจริงเลย ราษฎรไทยกลัวเจ้าและกลัวนายของเขาทั้งหมดยังกับหนูและแมว ลำพังราษฎรจะไม่มีปัญญาคิดปลดแอกได้เลย และจะไม่มีใครกล้าชักชวนกันควบคุมเป็นพวกขึ้นได้ แม้จะต้องอดตายเพราะความยากจนก็ทนอดตาย กับที่กล่าวกันว่าการปฏิวัติครั้งนี้ย่อมจะต้องราบรื่นอยู่เองเพราะราษฎรมีความต้องการอยู่พร้อมแล้วนั้น ก็ไม่ถูกต้องอีกเหมือนกัน แม้ทุกวันนี้ (พ.ศ. 2482) ราษฎรก็ไม่กระจ่างแจ้งในเรื่องระเบียบการปกครองเลยทั้งที่โฆษณาและมีคนไปชี้แจงให้ฟังเสมอๆ อย่าว่าแต่ราษฎรชาวนาเลย แม้พวกข้าราชการเองก็ยังมีจำนวนไม่น้อยที่ไม่เข้าใจวิธีปกครอง เพราะฉะนั้นจึงเกือบกล่าวได้ว่าเมื่อก่อนปฏิวัติ คนไทยเรารู้จักการปกครองวิธีเดียวเท่านั้น ยกเว้นส่วนน้อยเหลือเกิน สำหรับราษฎร เมื่อหนักหนาเข้าก็ได้แต่บ่นอุบอิบว่า แย่แล้วเจ้าพระคุณ ส่วนข้าราชการไม่มีความรู้สึกอะไรนอกจากเข้าใจว่า ถูกแต่งตั้งให้มาเป็นนายของราษฎรแล้ว และคอยหาโอกาสฝากเนื้อฝากตัวเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน จะได้กรุณาเขาให้ได้เงินเดือนเพิ่มขึ้นและเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น ส่วนงานของชาติรอไว้ก่อนได้ ผลเสียแห่งงานของชาติดูไม่ทำให้เกิดความรู้สึกละอาย ส่วนพวกที่เกลียดเจ้าก็มีอยู่เป็นธรรมดา แต่พวกนี้ก็ดีใจเมื่อทราบว่ามีการปฏิวัติ แต่ก็เพียงเท่านั้น ไม่มีส่วนทำให้การปฏิวัติสำเร็จง่ายขึ้นเลย ความไม่เข้าใจ และความไม่เอาใจใส่ของราษฎรเรา เห็นได้ถนัดเมื่อวันประกาศรัฐธรรมนูญที่พระที่นั่งอนันต์ฯ วันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2475 ต้องต้อนราษฎรให้เข้าไปฟังในพระที่นั่งกันเสียแทบแย่ และก็ได้จำนวนราษฎรสักหยิบมือเดียว ไปยืนฟังโดยไม่รู้เรื่องอะไร หากจะมีละครให้ดูและมีเจ๊กก๋วยเตี๋ยวด้วยแล้วคนจะไปมากกว่านั้นมาก ในปีต้นๆ ที่มีราษฎรไปงานรัฐธรรมนูญกันมาก นั่นไม่หมายความว่าเพราะเข้าใจและเลื่อมใสการเปลี่ยนแปลงหากต้องการเที่ยวสนุกเท่านั้นไม่ต้องการรู้อะไรมากไปกว่ามีการมหรสพอะไร ที่ไหน วันใดเท่านั้น

เป็นอันว่าการปฏิวัติครั้งนี้เกิดขึ้นได้จริงๆ เพราะนายทหารบกผู้เป็นหัวหน้าตกลงใจเด็ดขาดให้ลงมือทำ เพราะฉะนั้นเหตุผลผู้เป็นหัวหน้า จึงน่าจะต้องถือเป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดขึ้นโดยแท้

ราชสกุลในพระบรมราชจักรีวงศ์ (96)

เหตุผลข้อที่ 1 ก็คือ เป็นที่ประจักษ์แน่แล้วว่าพระเจ้าแผ่นดินแสดงความไม่สามารถในการที่จะบงการโดยอำนาจอับโซลู้ด ให้งานของชาติเจริญรุ่งเรืองได้

เหตุผลข้อที่ 2 พวกข้าราชการชั้นผู้ใหญ่แทบทั้งหมด มุ่งแต่เพียงทำตัวให้เป็นที่โปรดปรานไว้เนื้อเชื่อใจจากพระเจ้าแผ่นดินไม่ว่าด้วยวิธีใดตลอดทั้งวิธีที่ต้องสละเกียรติยศด้วย

ทั้งสองข้อนี้ประกอบกัน ย่อมเป็นสาเหตุสำคัญที่จะทำให้ชาติไทยทรงกับทรุดเท่านั้น ควรเปลี่ยนวิธีให้ราษฎรได้มีโอกาสรู้จักวิธีปกครองตัวเอง และรับผิดชอบกันเอง ในความเจริญหรือความเสื่อมของชาติ แทนที่ให้พระเจ้าแผ่นดินองค์เดียวรับผิดชอบ ซึ่งไม่มีท่าทางจะดีขึ้นได้ เป็นที่ประจักษ์แก่หัวหน้าฝ่ายทหารอยู่เหมือนกันว่าเมื่อเปลี่ยนแล้วยังจะมีความขลุกขลักยุ่งยากเป็นธรรมดา เพราะเป็นของใหม่ไม่มีใครเคย การหาตัวบุคคลสำหรับบริหารงานในตำแหน่งสำคัญๆ แสนยาก ราษฎรก็ยังไม่มีการศึกษาถึงขีดที่จะปกครองตัวเองให้เป็นผลดีจริงๆ ได้ แต่เมื่อไรเล่าถึงจะมีคนที่ดีๆ ไว้สำหรับบริหารงาน และเมื่อไรเล่าราษฎรจึงจะถึงขีดที่ว่านี้ ในเมื่อพระเจ้าแผ่นดินไม่เปิดโอกาส ตายแล้วเกิดใหม่ก็คงยังจะเป็นอยู่เช่นนั้น ตกลงจะต้องเริ่มต้นเสียในเมื่อไม่อยากจะปล่อยไปตามบุญตามกรรม อาศัยการเลือกเฟ้นอย่างตรงไปตรงมา คงจะได้ตัวบุคคลซึ่งแม้จะไม่ดีเลิศแต่ก็พอทำได้ เพราะเราสามารถจะช่วยกันได้หลายแรง ไม่เหมือนระบอบอับโซลู้ดซึ่งไม่มีการช่วยกัน ต่างคนต่างทำเอาหน้าที่ต่อพระเจ้าแผ่นดินตัว และพระเจ้าแผ่นดินบงการแต่ผู้เดียวผิดถูกไม่มีใครกล้าคัดค้าน ส่วนราษฎรผู้ซึ่งอ่อนการศึกษาก็ต้องอาศัยความเจตนาดีของผู้บริหารที่จะช่วยเหลือให้ได้มีโอกาสรู้จักการปกครองตัวเองดีขึ้นตามลำดับจนกว่าจะถึงขีด

นอกจากเหตุผลสำคัญ 2 ประการนี้ รายละเอียดปลีกย่อยแห่งความเลอะเทอะของงานแห่งชาติย่อมเป็นที่ประจักษ์อยู่ ไม่มีความจำเป็นต้องยกมากล่าวให้ยืดยาวเพราะรายละเอียดปลีกย่อยย่อมเกิดจากส่วนสำคัญ 2 ประการนี้

ในเดือนมีนาคม 2474 พระยาทรงฯ ซึ่งเป็นอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิชาทหารในกรมยุทธศึกษาทหารบกได้ถือโอกาสในการเป็นประธานกรรมการสอบไล่นักเรียนนายร้อยในสนามที่ราชบุรี รวบรวมหาพรรคพวกและคิดกะแผนการปฏิวัติร่วมกับพระประศาสน์พิทยายุทธ พระสิทธิเรืองเดชพล ซึ่งเป็นกรรมการสำคัญ

ณ ที่ราชบุรีนี้เอง ทั้งสามท่านได้คิดแผนการขึ้นอันหนึ่ง กะว่ายึดพระที่นั่งอัมพรฯ ซึ่งขณะนั้นเป็นที่ประทับของในหลวงรัชกาลที่ 7 แล้วจะขอถวายความอารักขาแก่ในหลวง เพื่อเป็นประกันในการขอพระราชทานรัฐธรรมนูญต่อไป

แต่แล้วแผนนี้ก็ต้องเลิกล้ม เพราะพระประศาสน์ฯ ได้เสนอผลเสียว่า แม้จะยึดพระที่นั่งอัมพรฯ ได้ แต่ทว่าจะได้เข้าเฝ้าในหลวงก็ย่อมต้องผ่านมหาดเล็กและบุคคลสำคัญอื่นๆ อีกมาก อันเป็นธรรมดาที่ในหลวงจะต้องมีผู้ห้อมล้อมผู้ห้อมล้อมนี้เอง อาจจะขัดขวาง และถ้ามีการขัดขวางเกิดขึ้นเช่นนั้นแล้ว ก็ต้องมีการปะทะกันด้วยกำลัง อย่างไรเสียการปฏิวัติก็จะหลีกการนองเลือดไปมิได้

ผู้กะแผนการ มีจุดมุ่งหมายสำคัญที่สุดอยู่ตรงที่จะมิให้มีการนองเลือดเกิดขึ้นได้

ราชสกุลในพระบรมราชจักรีวงศ์ (96)

ต่อมาคิดแผนการแบบจู่โจมขึ้นได้ ซึ่งเป็นแผนการที่ใช้ในการปฏิวัติครั้งนี้

ในการประชุมทุกๆ พวกยกเว้นหัวหน้าผู้ใหญ่ฝ่ายทหาร ต้องให้ทหารตามกรมกองต่างๆ อย่างน้อยในกรุงเทพฯ แทบทั้งหมดตกลงเข้าเป็นพวกด้วยเสียก่อนจึงจะยอมตกลงมือปฏิวัติ ความคิดข้อนี้หัวหน้าฝ่ายทหารไม่เห็นด้วย และเป็นการแน่เหลือเกินที่พวกคิดปฏิวัติจะต้องถูกจับเสียก่อนในเมื่อทำเช่นนี้ เพราะพวกนายทหารเวลานั้น ส่วนมากกลัวเจ้า และมีจำนวนมากที่จะต้องฉวยโอกาสนำความเรื่องนี้เสนอผู้บังคับบัญชาเพราะเป็นชิ้นสำคัญสำหรับทำให้เกิดผลดีสำหรับตัว และชั้นผู้ใหญ่ในกรุงเทพฯ เวลานั้นเกือบจะรับรองได้ทีเดียวว่า ต้องนำเรื่องเสนอถึงพระเจ้าแผ่นดินทุกคนในเมื่อได้ฟังเรื่องนี้ ความชอบอะไรเล่าจะดีไปกว่านี้ เป็นอันว่าไม่มีการชักชวนนายทหารตามกรมกองต่างๆ เลย ยิ่งพลทหารด้วยแล้ว ยิ่งเป็นการไร้ประโยชน์ทีเดียวที่จะให้รู้เรื่องเช่นนี้ ทางฝ่ายพลเรือนและนายทหารชั้นยศน้อยยังเห็นว่าแต่เพียงเท่าที่รู้กันอยู่นั้น จำนวนน้อยนักและไม่มีกำลังทหารเสียด้วยการณ์จึงได้เนิ่นช้าแรมปีโดยไม่มีการตกลงเริ่มปฏิวัติและไม่มีแผน ครั้นเดือนมิถุนายนซึ่งเป็นเดือนปฏิวัติ ได้มีการประชุมพวกหัวหน้าบ่อยขึ้น แต่ในเวลาประชุมก็ไม่มีใครแสดงแผนออกมาให้เห็นได้ว่าเป็นแผนที่ใช้การได้ ทุกๆ คนมุ่งแต่นั่งฟังเพื่อทราบว่าหัวหน้าฝ่ายทหารได้รับผลในทางเพิ่มพูนกำลังสำคัญๆ ขึ้นหรือเปล่าและจะทำอย่างไร

ในจำนวนผู้ใหญ่ฝ่ายทหารมีพระยาพหลฯพระยาทรงฯ กับพระยาฤทธิ์ฯ มียศและบรรดาศักดิ์เท่ากัน พระยาพหลฯ อยู่ในตำแหน่งจเรทหารปืนใหญ่ ไม่มีอำนาจบังคับทหาร แต่ก็เป็นตำแหน่งสูงกว่าคนอื่น พระยาทรงฯ เป็นอาจารย์ใหญ่วิชาทหารในโรงเรียนนายร้อย ไม่มีอำนาจบังคับทหารเช่นเดียวกัน พระยาฤทธิ์เป็นผู้บังคับการกรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ในกรุงเทพฯ เป็นคนเดียวที่มีทหารอยู่ในมือ เป็นทหารปืนใหญ่ 2 กองทัพ (รวม 4 กองร้อย) พระยาพหลฯ มอบให้พระยาทรงฯ เป็นผู้คิดและกะการณ์ทั้งหมด, ท่านเป็นแต่เพียงจะปฏิบัติตามทุกอย่างที่จะได้รับมอบให้ทำ ส่วนพระยาฤทธิ์ฯ ก็ไม่สมัครคิดอะไรเช่นเดียวกัน พระประศาสน์ฯ ทำด้วยทุกอย่างที่จะมอบให้

ในเดือนมิถุนายน ได้มีการประชุมกันที่บ้านนายประยูร ภมรมนตรี ผู้ที่ไปประชุมมีบุคคลชั้นหัวหน้า เช่น เจ้าคุณพหลฯ เจ้าคุณทรงฯ พระประศาสน์ฯ หลวงประดิษฐ์ฯ หลวงสินธุ์ฯ หลวงพิบูลฯ แต่ก็ยังไม่สามารถวางแผนการอะไรลงไปได้

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร