posttoday
กลไกการเห็นแก่ตัวกับไฉจิ้ง-ผู้ตีแผ่มลภาวะจีน

กลไกการเห็นแก่ตัวกับไฉจิ้ง-ผู้ตีแผ่มลภาวะจีน

20 มกราคม 2562

เกสต์เฮาส์แห่งหนึ่ง มีกฎที่ผู้เข้าพักต้องปฏิบัติอยู่สามสี่ข้อ

เกสต์เฮาส์แห่งหนึ่ง มีกฎที่ผู้เข้าพักต้องปฏิบัติอยู่สามสี่ข้อ หนึ่งในนั้นคือ ก่อนขึ้นชั้น 2 ให้ถอดรองเท้า

สำหรับเกสต์เฮาส์เล็กๆ อะไรที่ช่วยลดงาน ลดต้นทุน ย่อมช่วยให้แข่งขันกับเกสต์เฮาส์อื่นได้ง่ายขึ้น กฎถอดรองเท้า ช่วยรักษาความสะอาด จึงเป็นหนึ่งในส่วนนี้เช่นกัน

แต่ในวันที่งานมากฝ่ายต้อนรับเร่งรีบ กฎถอดรองเท้าก็ถูกละเลยไป ไม่ได้เน้นให้แขกฟัง (และแม้จะติดป้ายไว้ แต่ก็เป็นธรรมชาติของป้ายและกฎ ที่พอมีมากประมาณหนึ่ง มักถูกมองข้าม)

เมื่อแขกบางส่วนใส่รองเท้าขึ้นชั้น 2 นอกจากเพิ่มงานให้แม่บ้าน ยังทำให้แขกที่เคารพกฎหงุดหงิด เพราะต้องเหยียบย่ำความสกปรกด้วยเท้าเปล่าก่อนเข้าถึงห้อง

แขกเท้าเปล่าจะหงุดหงิดใคร... ก็ไม่แปลก ถ้าส่วนใหญ่จะไปลงกับพวกที่ไม่ถอดรองเท้า เพราะตัวเขาเองนั้นถูกชี้แนะให้เห็นป้ายห้ามใส่รองเท้าขึ้นชั้น 2 ชัดเจน

และในเสี้ยววินาทีที่หงุดหงิด ถ้าจะมีประโยคนี้ดังในหัวก็ไม่แปลก

“เราจะเดินเท้าเปล่าให้เท้าเปื้อนไปทำไม ในเมื่อแขกคนอื่นยังไม่ถอดกันเลย...”

อะไรที่ทำให้แขกคนนั้นเริ่มเห็นแก่ (ความสะอาดของเท้า) ตัว

...................................................................................

ตัวเลขมลพิษจาก PM2.5 ที่ทำให้ผู้คนตื่นตัวในช่วงกว่าเดือนที่ผ่านมา คือเดจาวูของเหตุการณ์ในจีนตลอดช่วง 10 ปีที่แล้ว

ไม่ใช่แค่เดจาวูจากภาพขอบฟ้าขาวขุ่น แม้แต่คอนเทนต์ที่พูดถึงประวัติศาสตร์และอันตรายของมลพิษที่เผยแพร่ในสื่อ รวมถึงอารมณ์ของผู้คนที่ทั้งหงุดหงิด ประชดประชัน หัวเราะทั้งน้ำตาที่พรั่งพรูออกมามากมาย ก็ไม่ต่างกับที่จีนเลย

เว้นก็แต่ยังไม่มีคนอย่างไฉจิ้ง (柴静) โผล่ออกมา

ไฉจิ้งเป็นนักข่าวและพิธีกรสาวประจำ CCTV (สถานีโทรทัศน์ส่วนกลางแห่งชาติจีน) เธอโดดเด่นในเรื่องการทำข่าวสืบเสาะสืบสวน ตีแผ่ความจริง

ข่าววิกฤตโรคซาร์ส การลักลอบปล่อยสารพิษลงแม่น้ำของโรงงานในชนบท จนถึงเรื่องโอละพ่อบ้านๆ อย่างเสือโผล่ในป่าชุมชน (ภายหลังพบว่าเป็นเสือกระดาษแข็งที่ชาวบ้านเต้าข่าวขึ้นมา) เธอคือหนึ่งในหัวหอกของสื่อที่ลงพื้นที่สัมภาษณ์และสืบเสาะ เธอจึงเป็นที่คุ้นเคยในสายตาชาวจีน

และเนื่องจากวิกฤตมลภาวะทางอากาศในปี 2015 เธอลงทุน (5 ล้านบาท) ลงแรง (1 ปีเต็ม) ของเธอเอง ทำสารคดีเกี่ยวกับวิกฤตมลพิษในจีนออกมาเรื่องหนึ่งชื่อว่า Under the Dome-Investigating China’s Smog (柴静雾霾调查:穹顶之下)

แต่นี่ไม่ใช่โฆษณาหนังฮอลลีวู้ด ต้นทุนและระยะเวลา จึงไม่ใช่ประเด็นที่เราจะเชิดชูกันใหญ่โต

เรื่องมลพิษและวิกฤตสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องซับซ้อนมีมุมมองได้หลายมิติ ฉะนั้นสารคดีเช่นนี้จึงมีทางเลือกในการนำเสนอหลากหลายตั้งแต่ด้านตัวเลข จนถึงด้านน้ำตา

โดยจุดเริ่มต้นที่ทำให้ไฉจิ้งทำสารคดีชุดนี้ขึ้นมา ก็เพราะลูกของเธอที่เพิ่งคลอดมีภาวะเนื้องอกในช่องท้อง ซึ่งช่วงที่เธอเริ่มตั้งท้องอยู่นั้น เธอตระเวนทำข่าวตามท้องที่ที่มีมลภาวะอากาศเป็นพิษรุนแรง

เธอสงสัยว่ามันจะเกี่ยวกัน จนนำไปสู่คำถามว่าแล้วอนาคตลูกหลานเราจะอยู่กันอย่างไร

แม้ต้นเรื่องจะออกดราม่า สารคดีชุดนี้กลับแทบไม่มีฉากเรียกน้ำตา แต่เต็มไปด้วยการสืบเสาะข้อมูลจากแหล่งข่าวต้นตอ ซึ่งเปิดเผยให้เห็นกลไกที่ทำให้ปัญหามลพิษทางอากาศครั้งใหญ่แก้ไม่ตกอย่างเป็นรูปธรรม

หากจะสรุปแนวทางการทำงานของไฉจิ้งในสารคดีชุดนี้อย่างสั้นๆ ก็คือ เธอเชื่อในโลกของกลไก (ทางสังคม) ไม่ใช่โลกของการประณามว่าใครดีใครเลว

ช่วงหนึ่งของสารคดี คือภาพถ่าย smog ในปักกิ่งยามค่ำคืนพร้อมคำถาม

“ในเมื่อตอนดึกของปักกิ่งแทบไม่มีรถยนต์บนถนน แล้วทำไมค่ามลภาวะทางอากาศในช่วงเช้ามืด จึงทำสถิติพุ่งขึ้นสูงสุดในทุกวัน?”

คำตอบอยู่ที่ชานเมืองปักกิ่งตอนตีสอง...

ที่ด่านดักตรวจไอเสียของรถบรรทุก รถทุกคันที่ถูกวัดค่าล้วนปล่อยมลพิษเกินเกณฑ์มาตรฐานที่กฎหมายกำหนด

ที่น่าตลกคือ ทุกคันล้วนมีสติ๊กเกอร์ที่ออกโดยสำนักสิ่งแวดล้อมว่าผ่านการตรวจสอบประจำปีแล้วทั้งสิ้น และเอาเข้าจริงๆ แม้แต่คันที่เพิ่งซื้อใหม่ ก็ยังไม่ผ่านมาตรฐานอยู่ดี

คนขับได้แต่บอกว่า “ก็คงขายอีบอกว่าผ่านมากตะถางแล้วอะ... อั๊วะจะไปรู้เรื่องนี้ได้ยังงาย”

แล้วรถเหล่านี้ก็ไม่ต้องเสียค่าปรับแต่อย่างใด โดยเจ้าพนักงานให้เหตุผลว่า “รถบรรทุกไข่ เนย น้ำมัน ถือเป็นของจำเป็นของเมืองครับ ก็เลย (มีนโยบาย) ไม่ปรับ” พร้อมหัวเราะแหะๆ

ที่จริงเรื่องนี้เป็นที่รู้กันดีในวงการรถบรรทุก และกว่า 90% ของรถบรรทุกในจีนก็ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานนี้

ซึ่งรถบรรทุกที่ไม่ผ่านมาตรฐานเพียงคันเดียว กลับมีปริมาณฝุ่นควันที่ปล่อยออกมาเท่ากับรถยนต์ที่ได้มาตรฐาน 500 คัน ถึงแม้รถบรรทุกจะมีปริมาณเพียง 17% ของรถยนต์ทั้งหมด แต่ประเภทมลพิษที่ปล่อยออกมานับเป็นสัดส่วนถึง 70% บ้าง 99% บ้าง ขึ้นอยู่กับว่าเป็นมลพิษตัวไหน

และเหยื่อคนแรกและคนสำคัญของปรากฏการณ์นี้ก็คือคนขับ (ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเจ้าของรถ) นั่นเอง

ไฉจิ้งชี้ว่าการจับปรับพวกเขาเป็นเรื่องไร้มนุษยธรรม ในเมื่อเงินที่ซื้อรถมาก็เป็นเงินเขา และทุกคันก็มีตราประทับว่าผ่านมาตรฐานสิ่งแวดล้อมถูกต้อง

ต่อคำถามว่าใครต้องรับผิดชอบ จึงถูกส่งลูกต่อให้กับผู้ผลิตรถบรรทุก

เมื่อถามไปยังผู้ผลิต ก็เต็มไปด้วยท่าทีอ้ำอึ้ง เมื่อโดนต้อนถามหนักขึ้น จากน้ำเสียงพูดไม่ออกบอกไม่ถูกจึงเปลี่ยนเป็น “ก็มีคนจะเอาแบบนี้อะ! ก็เลยขายไง!”

แล้วในเมื่อกฎหมายกำหนดมาตรฐานและการตรวจสอบ และรถแทบทั้งหมดก็ไม่ผ่านมาตรฐาน แล้วเหตุใดสถิติการจับปรับบริษัทผลิตรถบรรทุกถึงยังเป็นศูนย์

ซึ่งก็คือกฎหมายไม่เคยถูกใช้จริงเลย

เมื่อสืบเสาะไปจึงพบว่าทั้งหมดมาจากกฎหมายที่เขียนคลุมเครือ เพราะเขียนไว้เบลอๆ ว่าให้ “หน่วยงานที่ได้อำนาจตามกฎหมาย” มีอำนาจยับยั้ง จับและปรับ โดยไม่ได้ระบุชื่อหน่วยงานให้ชัดเจน

เมื่อไฉจิ้งไล่ถามไปถึงหน่วยงานที่ควรจะเกี่ยวข้องกับหน้าที่นี้ 3 หน่วยงาน ผลก็คือไม่มีหน่วยงานไหนตอบอย่างมั่นใจเลยว่าเป็นหน้าที่ของตน

เธอเข้าสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานสิ่งแวดล้อมซึ่งอ้างว่าที่มาของความคลุมเครือเกิดจากในขณะร่างกฎหมาย ไม่มีหน่วยงานไหนเห็นด้วยกับการบังคับใช้ แต่กฎหมายจำเป็นต้องออกมา (เพื่อแสดงมาตรฐานแห่งกฎหมายของประชาชน) จึงเลือกประนีประนอมด้วยการเขียนให้เบลอๆ

จึงทำให้แม้เจ้าพนักงานจะมีไฟก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะไม่มีอำนาจอยู่ในมือ

ไฉจิ้งทิ้งท้ายประเด็นนี้ด้วยคำพูดของเจ้าของบริษัทผลิตรถบรรทุก “ถ้าจะเคร่งครัดจริงวันไหนก็บอกผมได้เลย ผมยินดีและการันตีว่าวันถัดไปรถบรรทุกของผมจะทำให้ได้ตามมาตรฐาน แต่ถ้าไม่เคร่งครัดจริงจังแล้วให้ผมผลิตตามมาตรฐาน วันมะรืนผมคงจะเจ๊งทันที”

ไฉจิ้งจึงถามต่อกับเจ้าหน้าที่สิ่งแวดล้อมว่าที่เจ้าของบริษัทพูดแบบนี้สมเหตุสมผลหรือไม่

“ก็ใช่” เจ้าหน้าที่ตอบ

“เพราะการไม่บังคับใช้กฎหมายก็มีค่าเท่ากับการบังคับให้ทุกคนกระทำผิด...”

และนี่ก็คือคำตอบเล็กๆ ที่นำไปสู่ประเด็นที่กว้างขวางและยิ่งใหญ่ของห่วงโซ่มลพิษวงนี้…

ยังมีประเด็นที่น่าสนใจอีกมากมาย ซึ่งหากอยากติดตามก็สามารถเสิร์ชตามชื่อสารคดีนี้ดูได้ทางยูทูบ

และเพื่อเรียกร้องความน่าสนใจอีกสักหน่อย จึงขอเล่าเสริมว่า หลังจากสารคดีชุดนี้เผยแพร่ทางออนไลน์ ยอดวิวก็ทะลุ 100 ล้าน ในเวลา 2 วัน จากนั้นไฉจิ้งก็ได้รับคำขอบคุณของรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อม ต่อมาไม่กี่วันคลิปนี้ก็ถูกเอาออกจากโลกออนไลน์ของจีนตลอดกาล

โรงเรียนจีนที่จีน ก็ต้องการความเรียบร้อยไม่ต่างจากที่ไทย...

......ส่วนด้านเกสต์เฮาส์ตอนนี้มีนโยบายแก้ไขระยะสั้น เพื่อสุขภาวะเท้าส่วนตัวของแขกแต่ละคน จึงจัดรองเท้าผ้าให้แขกสวมใส่ ซึ่งกำลังถกกันอยู่ว่าจะใส่รองเท้าผ้าเฉยๆ รองเท้าผ้าสองชั้น หรือรองเท้าผ้า N95 ดี

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร