
แบงก์พาณิชย์แกร่ง รับมือผันผวนอยู่หมัด
ธนาคารแห่งประเทศไทย รายงานการประเมินเสถียรภาพระบบการเงินไทย 2561
โดย ธนาคารแห่งประเทศไทย
ธนาคารแห่งประเทศไทย รายงานการประเมินเสถียรภาพระบบการเงินไทย 2561 ด้านความเปราะบางระบบการเงินไทย ที่อาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยงในระยะข้างหน้าว่า แม้ระบบการเงินของไทยโดยรวมจะมีเสถียรภาพอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ต้องติดตามความเสี่ยงบางจุดที่อาจสร้างความเปราะบางให้กับเสถียรภาพระบบการเงินได้ในอนาคต
ทั้งนี้ ในระยะข้างหน้าสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและการเงินโลกจะมีความเสี่ยงสูงขึ้น โดยเฉพาะภาวะการเงินที่จะผันผวนมากขึ้นจากการดำเนินนโยบายการเงินของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักและผลกระทบของนโยบายกีดกันการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและประเทศคู่ค้าที่อาจกระจายตัวในวงกว้างและรุนแรงขึ้น จุดเปราะบางที่อาจจะได้รับผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยงในระยะข้างหน้า
ดังนั้น ในส่วนของธนาคารพาณิชย์ไทย พบว่ามีความเสี่ยงจำกัดที่จะได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนในการปรับนโยบายการเงินเข้าสู่ภาวะปกติ (Normalization) ของประเทศเศรษฐกิจหลัก
อย่างไรก็ตาม ธนาคารบางแห่งอาจมีความเสี่ยงจากการต่ออายุหนี้เงินกู้ยืมเดิมที่ครบกำหนดอายุ (Rollover Risk) และความเสี่ยงจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น (Funding Cost Risk) โดยเฉพาะธนาคารที่เน้นพึ่งพาแหล่งเงินทุนระยะสั้นที่เป็นเงินตราต่างประเทศในสัดส่วนสูง
ธปท. ระบุว่า ระบบธนาคารพาณิชย์พึ่งพาแหล่งเงินทุนที่เป็นเงินตราต่างประเทศ (FX Funding) ค่อนข้างจำกัด โดยสัดส่วนของ FX Funding ต่อหนี้สิน ณ ไตรมาส 3 ปี 2561 อยู่ที่ 9.7% โดยการพึ่งพา FX Funding สอดคล้องกับสัดส่วนสินทรัพย์ที่อยู่ในรูปเงินตราต่างประเทศ (FX Assets) ต่อสินทรัพย์ ซึ่งอยู่ที่ 10.5% และมีส่วนต่างระหว่างสินทรัพย์และหนี้สินที่เป็นสกุลเงินตราต่างประเทศ (FX Currency Mismatch) อยู่ 327 พันล้านบาท คิดเป็น 1.9% ของสินทรัพย์ทั้งระบบ
ทั้งนี้ จากสภาพคล่องของดอลลาร์สหรัฐ (USD) ที่มีแนวโน้มตึงตัวขึ้น อาจกระทบต่อการระดมทุน และส่งผ่านความเสี่ยงมายังระบบธนาคารพาณิชย์ไทยผ่าน 3 ช่องทางหลัก คือ ช่องทางที่1.ความเสี่ยงจากการไม่สามารถต่ออายุหนี้เงินกู้ยืมเดิมที่ครบกำหนด (Rollover Risk) ซึ่งอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากระบบธนาคารพาณิชย์พึ่งพาการกู้ยืมระยะสั้นน้อยกว่า 1 ปี ในสกุลเงินตราต่างประเทศในสัดส่วนที่ไม่สูงนัก คิดเป็นมูลค่าเพียง 1,082 พันล้านบาท หรือ 7.1% ของหนี้สิน ณ ไตรมาส 3 ปี 2561 ขณะเดียวกันธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่อาศัยเงินกู้ยืมระยะสั้นในสกุลเงินตราต่างประเทศจากธนาคารพาณิชย์แม่เป็นหลัก ทำให้ผลกระทบหากสภาพคล่อง USD ในตลาดการเงินตึงตัวจึงมีไม่มาก
ช่องทางที่ 2.ความเสี่ยงจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น (Funding Cost Risk) โดยรวมมีจำกัด หากพิจารณาฐานะสะสมสุทธิสำหรับธุรกรรมที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย (Repricing Gap) ในช่วงเวลา 1 ปี สะท้อนผลการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยต่อรายได้ดอกเบี้ยในด้านสินทรัพย์ ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยในด้านหนี้สิน และรายได้หรือค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยของธุรกรรมนอกงบดุล พบว่า ไตรมาส 3 ปี 2561 ระบบธนาคารพาณิชย์มีช่องว่าง (Gap) เป็นบวก คิดเป็นมูลค่า 244 พันล้านบาท หรือหากดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 100 bps ระบบธนาคารพาณิชย์จะได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยรับสุทธิที่เพิ่มขึ้น คิดเป็น 0.1% ของเงินกองทุน
ช่องทางที่ 3.ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน (FX Risk) อยู่ในระดับต่ำ หากพิจารณาจากฐานะเงินตราต่างประเทศสุทธิ (Net Open Position : NOP) สะท้อนส่วนต่างระหว่างสินทรัพย์และหนี้สินที่เป็นสกุลเงินตราต่างประเทศ โดยรวมธุรกรรมนอกงบดุลที่ส่วนหนึ่งเป็นการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนผ่านการทำสัญญาอนุพันธ์ พบว่าระบบธนาคารพาณิชย์มีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนที่จำกัด โดยมีฐานะเงินตราต่างประเทศสุทธิเป็นบวก คิดเป็นมูลค่าเพียง 54 พันล้านบาท หรือหากเงินบาทอ่อนค่าลง 1 บาท ระบบธนาคารพาณิชย์จะได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้น 0.06% ของเงินกองทุน ณ ไตรมาส 3 ปี 2561
โดยสรุป ระบบธนาคารพาณิชย์โดยรวมมีความสามารถในการรองรับความเสี่ยงจากสภาวะสภาพคล่อง USD ตึงตัว ซึ่งจำเป็นต้องติดตามผลกระทบของความเสี่ยงในการต่ออายุตราสารหนี้เดิมที่ครบกำหนดอายุ (Rollover Risk) และความเสี่ยงจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น (Funding Cost Risk) รายธนาคาร โดยเฉพาะธนาคารที่เน้นพึ่งพาแหล่งเงินทุนระยะสั้นที่เป็นเงินตราต่างประเทศ (Short-term FX Funding) ในสัดส่วนสูง







