
‘คำสุดท้ายก่อนจากไป...ไม่กลับมา’
ถ้าคุณมีอายุประมาณ 80 ปี แล้วเดินทางด้วยเท้าจากภาคใต้ไปภาคเหนือยังไหวอยู่ไหมครับ...
โดย ราช รามัญ
ถ้าคุณมีอายุประมาณ 80 ปี แล้วเดินทางด้วยเท้าจากภาคใต้ไปภาคเหนือยังไหวอยู่ไหมครับ...ถ้าเป็นผมแค่คิดก็ยอมแพ้แล้ว แต่พระภิกษุชราภาพแล้วหนึ่งรูปอายุ 80 ปี ร่วมเดินทางกับพระพุทธเจ้าซึ่งพระองค์ก็มีพระชนมายุ 80 ปีเช่นเดียวกัน
พระพุทธเจ้าและพระอานนท์ ทั้งสองพระองค์เดินทางด้วยเท้า ไม่เคยทรงราชรถ หรือเกวียน ตลอดชีวิตของการบรรพชาเลย พระสมัยนี้ยังสบายกว่าเยอะ มีรถเป็นของตนเอง ทั้งรถใหม่รถเก่าและรถโยม
การเดินลัดเลาะคดเคี้ยวเลี้ยวป่าต่างๆ ร่มรื่นก็จริง แต่ทว่าหนทางไกลมากในแต่ละเมือง จากปาวาไปกุสินาราก็ไกลใช่เล่น เดินอย่างเดียว ครั้นถึงจุดหมายแล้วพระพุทธเจ้าทรงให้โอวาทสุดท้าย
“อย่าประมาท”
คำเดียวคำนี้...ประกอบไปด้วยทั้งสติ สมาธิ ความรู้สึกตัว เป็นคำเดียวที่รวมลงอยู่ในภาวะปัจจุบันทั้งหลายของการใช้ชีวิตอย่างสมบูรณ์ แต่ทว่าคำว่าอย่าประมาทนี้กลายเป็นคำธรรมดาสามัญที่ใครๆ ก็พูดกัน
คนในยุคปัจจุบันไปมองว่า คำว่าอย่าประมาท หมายถึงแต่การกระทำด้วยกิริยา คือ การกระทำในสิ่งตางๆ ไม่ว่าจะขับรถ การพูด การเจรจา การสนทนา และอื่นๆ แต่ตามความเป็นจริงแล้ว คำว่าอย่าประมาทคำนี้ รวมไปถึงความคิดด้วยต่างหาก
การที่ไม่กายของเรานั้นสร้างความประมาท เราพอยับยั้งได้ แต่ทว่าในความคิดหรือจิตใจเราจะทำอย่างไรไม่ให้ความประมาทนั้นเกิดขึ้นได้ ใครหลายคนอาจจะไม่เคยมองในประเด็นนี้
ความประมาททางด้านความคิดเราสามารถฝึกได้ ด้วยวิธีการใช้การระลึกได้หรือสติเข้ามาทบทวนทุกๆ ความคิดของเราก่อนกระทำได้เสมอ เรียกว่า “เห็นความคิด” หรือทบทวนความคิดก็ได้
เมื่อเราเห็นความคิดของเราบ่อยๆ ด้วยการมีสติและความรู้สึกตัวแล้วนั้น สิ่งที่ตามมา คือ เราจะไม่มีความประมาทใดๆ เกิดขึ้นเลยในชีวิตนี้ เราจะมีความสุขมากขึ้นด้วยในการใช้ชีวิต ยิ่งมีความรู้สึกตัวมากขึ้น ยิ่งมีความสุขมากขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์
แต่ทว่าเป็นความสุขที่ปราศจากทางเนื้อหนัง แต่เป็นความสุขที่บอกได้คำเดียวว่า โลกใบนี้ไม่มีความสุขชนิดไหนที่ให้ได้เช่นนี้จริงๆ ครับ
ผมเคยไปอยู่วัดสนามใน ในช่วงสั้นๆ หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ เจ้าอาวาสวัดสนามใน ท่านสอนการปฏิบัติแบบเคลื่อนไหวให้ยกมือไปมา ซึ่งใหม่ๆ ก็งง ว่าสมาธิแบบนี้กรรมฐานแบบนี้จะทำให้เราเข้าใจในเรื่องของความสุขและความไม่ประมาทได้ด้วยเหรอ
พระอาจารย์ทองและพระอาจารย์สมบูรณ์ ต่างยืนยันกับผมว่าได้ พอเราฝึกแล้วปรากฏว่า ความไม่ประมาทเกิดจากการที่เราเห็นความจริง ความจริงเกิดจากการที่เรามีความรู้สึกตัวจริงๆ
ตอนนั้นผมมีน้ำหนักประมาณ 47 กิโล พอฝึกแล้ว โห...เหมือนน้ำหนักตัวหายไปครึ่งหนึ่ง เดินไปไหนมาไหนคล่องมาก กายเบา ใจเบา ที่สำคัญที่สุดความไม่ประมาทปรากฏชัดมากๆ
เมื่อที่เคลื่อนไหวไปมา ทำให้เราได้เห็นความคิดของตัวเอง ทำให้เราได้เห็นสิ่งที่เป็นก้อนเนื้อเคลื่อนไหวไปมา ภายใต้การเคลื่อนไหวไปมาของก้อนเนื้อนั้นเราต้องมีสติและความรู้สึกตัวมากำกับอย่างเข้มข้น จึงจะทำให้เรานั้นเห็นตัวเองอย่างชัดมาก
ทุกครั้งที่มีความคิดที่ประมาท...แอบเผลอคิดมา...จะโดนตัดทิ้งออกไปจากสมองทันที มันเป็นอะไรที่อัศจรรย์มาก และสิ่งนี้เองที่อาจจะเรียกว่า สติปัฏฐาน เพราะทุกครั้งที่เรา ยืน เดิน นั่ง นอน เรามีความรู้สึกตัวชัดเห็นตัวเองชัดมาก
จึงเข้าใจชัดเจนว่า “เพราะมีปัญญาแล้วจึงสงบเป็นอย่างไร”
คนที่มีปัญญาจริงๆ ไม่มีใครประมาทได้เลย เพราะปัญญานั้นคอยกำกับอยู่เสมอ เพราะปัญญานั้นคอยเป็นดุจพวงมาลัยคอยกำหนดทิศทางให้อยู่เสมอ
ดังนั้น คำสอนสุดท้ายก่อนที่จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน ดับสนิทไม่มีเหลือ ด้วยคำว่า อย่าประมาท หรือ จงถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท จึงเป็นอะไรที่มีค่ายิ่งนัก เป็นประโยคเดียวที่รวมเอาธรรมะทั้งปวงไว้ทั้ง 84,000 พระธรรมขันธ์ เป็นคำสอนในรูปแบบของวิธีการให้ไปสู่ที่สุดแห่งธรรมอันยิ่งอย่างแท้จริง







