
‘วินาศกรรมอาหาร’ ภัยมืดสะเทือนขวัญโลก
ในปัจจุบันทั่วโลกกำลังตื่นตัวเรื่องความปลอดภัยของอาหารมากขึ้นเรื่อยๆ
โดย ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
ในปัจจุบันทั่วโลกกำลังตื่นตัวเรื่องความปลอดภัยของอาหารมากขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางความเสี่ยงเจอสิ่งแปลกปลอมหรือการปนเปื้อนในอาหารหลายชนิด ทว่าคงเป็นเรื่องชวนตื่นตระหนกยิ่งกว่าหากสาเหตุของการปนเปื้อนไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุหรือความบังเอิญ แต่มาจาก “ความจงใจ” ใส่วัตถุแปลกปลอมเข้าไปเพื่อสร้างความปั่นป่วนโดยเฉพาะ
“วินาศกรรมอาหาร” (Food Sabotage) กำลังกลายเป็นภัยเงียบสร้างความอกสั่นขวัญหายให้กับผู้บริโภคทั่วโลก จากกรณีการพบ “สตรอเบอร์รี่สอดไส้เข็ม” จำนวนมากในออสเตรเลีย
จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในวันที่ 12 ก.ย.ที่ผ่านมา เมื่อมีการพบเข็มเย็บผ้าในสตรอเบอร์รี่ที่รัฐควีนส์แลนด์ทางเหนือของออสเตรเลีย ซึ่งต่อมาระบาดไปยังทั่วทั้ง 6 รัฐในประเทศ โดยรัฐนิวเซาท์เวลส์ยืนยันว่า พบสตรอเบอร์รี่สอดไส้เข็ม 20 เคส และอาจลุกลามหนักจนมีจำนวนกว่า 100 เคสทั่วประเทศ ขณะที่ซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่งเริ่มหยุดขายสตรอเบอร์รี่ชั่วคราวแล้ว
แม้ขณะนี้ยังไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากสตรอเบอร์รี่ฝังเข็ม แต่เหตุดังกล่าวได้สร้างความหวาดหวั่นให้กับชาวออสเตรเลียทั่วประเทศ เพราะไม่มีใครคาดคิดว่าสตรอเบอร์รี่ที่น่าจะปลอดภัยนั้นมีเข็มสอดไส้อยู่ ซึ่งทำให้รัฐบาลรัฐควีนส์แลนด์ตั้งรางวัลการนำจับมือก่ออาชญกรรมอาหารครั้งนี้ 1 แสนดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 2.3 ล้านบาท)
ขณะที่รัฐบาลกลางเสนอกฎหมายใหม่เพิ่มโทษกรณีจงใจทำให้อาหารไม่ปลอดภัย (Food Tampering) เป็นจำคุกสูงสุด 15 ปี จากเดิม 10 ปี พร้อมประกาศให้เงินช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมเกษตร 1 ล้านดอลลาร์ (ราว 23 ล้านบาท) ในการเร่งเก็บคืนสตรอเบอร์รี่และตรวจสอบสิ่งแปลกปลอม
อาชญากรรมอาหารระบาด
สื่อออสเตรเลียรายงานว่า หลังการตั้งรางวัลนำจับและควานหามือก่อเหตุอย่างเร่งด่วน ตำรวจได้จับกุมตัวเด็กชายวัยรุ่นคนหนึ่งที่ยอมรับว่าได้สอดเข็มเข้าไปในสตรอเบอร์รี่ดังกล่าว เพราะต้องการ “แกล้งคน” ขณะที่ทางตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อว่าสตรอเบอร์รี่ฝังเข็มนั้นเป็นฝีมือของเด็กชายคนดังกล่าวเพียงคนเดียว โดย นิวส์ดอทคอม สื่อออสเตรเลียรายงานว่า มีเด็กหญิงวัย 12 ปี อีกคนที่ยอมรับว่าแอบใส่เข็มเข้าไปในสตรอเบอร์รี่เช่นกัน
อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าวิตกยิ่งกว่าคือเคสสตรอเบอร์รี่เจ้าปัญหาได้นำไปสู่ “พฤติกรรมเลียนแบบ” เอาเข็มไปสอดไว้ในสตรอเบอร์รี่และผลไม้อื่นๆ โดยล่าสุดนั้นซีเอ็นเอ็นรายงานว่า พบมะม่วงฝังเข็มในร้านค้าที่รัฐนิวเซาท์เวลส์ ขณะที่ก่อนหน้านี้ยังพบแอปเปิ้ลและกล้วยสอดไส้เข็มด้วย
เหตุดังกล่าวทำให้ล่าสุดนั้น วูลเวิร์ธส์ บริษัทค้าปลีกรายใหญ่สุดของออสเตรเลีย ประกาศหยุดขายเข็มเย็บผ้าชั่วคราวทั่วซูเปอร์มาร์เก็ต 995 สาขาทั่วประเทศ
“สิ่งที่เรากำลังเห็นคือนี่ไม่ใช่อุบัติเหตุ เราพยายามทำความเข้าใจว่าทำไมคนก่อเหตุเช่นนี้ ซึ่งทั้งหมดเกิดจากความจงใจทำ ทั้งเหตุอาชญากรรมช่วงแรกหรือการเลียนแบบช่วงต่อมาก็ตาม” แดเนียล แฮร์ริส นักอาชญาวิทยาจากมหาวิทยาลัยกริฟฟิธ ในออสเตรเลีย กล่าว
ด้านศาสตราจารย์ มัวเรย์ ลี จากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ กล่าวว่า อาชญากรรมอาหารดังกล่าวนับว่าเป็น “เรื่องใหม่” เพราะไม่เคยเกิดกรณีเช่นนี้มาก่อนในออสเตรเลีย อีกทั้งยังพุ่งเป้าไปที่สิ่งธรรมดาสามัญในชีวิตประจำวัน ซึ่งง่ายต่อการเลียนแบบตามมา
ลีเสริมว่า แรงจูงใจในการก่อเหตุเช่นนั้นมีหลายแบบ แต่จุดมุ่งหมายของมือป่วนคือการสร้างความตื่นตระหนกให้ผู้คนมากกว่าการตั้งใจที่จะทำร้ายใครจริงๆ
ก่อการร้ายเชิงพาณิชย์
การฝังเข็มในสตรอเบอร์รี่เพื่อหวังแกล้งคนเล่นนั้น กลับทำให้ออสเตรเลียตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากไม่ใช่เล่น เพราะเคสดังกล่าวกำลังบั่นทอนชื่อเสียงและความมั่นใจในสินค้าเกษตรของออสเตรเลีย
ล่าสุดนั้น แชนแนลนิวส์ เอเชีย รายงานว่า หน่วยงานกำกับดูแลด้านสินค้าเกษตรของสิงคโปร์ ประกาศหยุดนำเข้าแบรนด์สตรอเบอร์รี่จากออสเตรเลียที่เจอเข็มสอดไส้ ซึ่งมีจำนวน 6-7 แบรนด์ ด้าน เดอะสตาร์ สื่อมาเลเซีย รายงานว่า กระทรวงสาธารณสุขสั่งให้ตรวจสอบ
สตรอเบอร์รี่นำเข้าจากออสเตรเลียทั้งหมดอย่างเข็มงวด
ด้าน เอเดรียน ชูลต์ซ รองประธานสมาคมผู้ปลูกสตรอเบอร์รี่ของรัฐควีนส์แลนด์ เปิดเผยว่า เหตุสตรอเบอร์รี่ฝังเข็มไม่ต่างอะไรกับ “การก่อการร้ายเชิงพาณิชย์” เพราะกำลังส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรม
ขณะที่กลุ่มผู้ปลูกสตรอเบอร์รี่ออสเตรเลียกำลังเร่งหารือผลกระทบ หลังซูเปอร์มาร์เก็ตบางแห่งในประเทศ ประกาศลดราคาสตรอเบอร์รี่ลงมาอยู่ที่ 1 ดอลลาร์/ตะกร้า เพื่อหวังที่จะระบายสินค้า
ทั้งนี้ รัฐควีนส์แลนด์ซึ่งพบสตรอเบอร์รี่ฝังเข็มเป็นที่แรก เป็นแหล่งปลูกสตรอเบอร์รี่สำคัญในประเทศ โดยเกษตรกรในรัฐ 150 ราย ส่งสตรอเบอร์รี่ไปจำหน่ายทั่วออสเตรเลีย 60 ล้านตะกร้า/ปี คิดเป็นมูลค่ากว่า 130 ล้านดอลลาร์ (ราว 3,068 ล้านบาท)
ขณะเดียวกันเหตุการณ์ล่าสุดปลุกให้อุตสาหกรรมอาหารตื่นตัวเรื่องมาตรการความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยแอนโธนี คาเชนโก นักวิจัยจากฮอร์ต อินโนเวชั่น ออสเตรเลีย หน่วยงานวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตร เปิดเผยว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ทางหน่วยงานได้ลงทุน 10 ล้านดอลลาร์ (ราว 236 ล้านบาท) ในโปรเจกต์ด้านความปลอดภัยอาหารเพื่อลดความเสี่ยงอาหารปนเปื้อน







