posttoday
ใครกำหนดประเด็นการเลือกตั้ง

ใครกำหนดประเด็นการเลือกตั้ง

19 สิงหาคม 2561

ทหาร ประชาชน หรือพรรคการเมือง?

โดย ทวี สุรฤทธิกุล 

ทหาร ประชาชน หรือพรรคการเมือง?

แม้ว่าจะยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องของวันเลือกตั้ง หรือว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นจริงหรือไม่ แต่หลายฝ่ายก็มีความตื่นตัวในเรื่องของการเลือกตั้งเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะพรรคการเมืองและผู้ที่อยากจะมีอำนาจทางการเมืองสืบต่อไป (หมายถึงคณะผู้ปกครองในปัจจุบันนี่แหละ) ส่วนประชาชนก็อยู่ท่ามกลางความงวยงง และคอยดูว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะน่าสนใจหรือ “มีคุณค่า” ต่อชีวิตของเขาหรือไม่อย่างไร

ท่ามกลางกระแสเลือกตั้งที่กำลังโหมกระพือ ก็มีผู้พยายามสร้าง “กระแสคุณค่า” หรือความน่าสนใจของการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า “ทำไมต้องเลือก” และ “จะต้องเลือกใคร” ซึ่งขณะนี้มีอยู่ 2 กลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มหนึ่งก็คือกลุ่มที่สนับสนุนอดีตนายกฯ หนีคดี ก็สร้างกระแสว่าต้องเลือกฝ่ายตนเพื่อนำ “สิ่งดีๆ” ในสมัยของอดีตนายกฯ คนนั้นมาสู่สังคมไทย รวมถึงเพื่อเป็นการต่อต้านเผด็จการทหารและเรียกร้องนำระบอบประชาธิปไตยคืนสู่ประเทศไทย ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งที่สนับสนุนทหารก็พยายามชูประเด็นของความสงบเรียบร้อยในบ้านเมืองและการปฏิรูปประเทศที่จำเป็นจะต้องพึ่งพิงทหารอยู่ต่อไป พร้อมกับพยายามกวาดต้อน “ดึงและดูด” นักการเมืองจากอีกฟากฝ่ายหนึ่งให้เขามาเป็นพวก เพื่อร่วมเสพอำนาจนั้นต่อไป

อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวของคนทั้งสองกลุ่มนี้ก็ยังขาดความเป็นกลุ่มก้อนอย่างที่เรียกว่า “พันธมิตร” (Alliance) ที่จะต้องมีลักษณะของ “ความมั่นคงแข็งแรง” ของกลุ่ม ที่จะมีขึ้นได้ก็ด้วย “พันธสัญญา” ระหว่าง “มิตร” เพราะสิ่งแรกที่แต่ละฝ่ายจะต้องมีก็คือ “ความเป็นมิตร” ซึ่งหมายถึงความไว้วางใจ ความเชื่อถือ และการให้เกียรติระหว่างกัน จากนั้นจึงจะสามารถมาทำข้อตกลงหรือพันธสัญญาร่วมกันนั้นต่อไป ที่อาจจะเป็นเพียง “คำสัญญาของสุภาพบุรุษ” ที่พูดคุยกันด้วยวาจา มีพยานรับรู้เป็นมั่นเป็นเหมาะ ซึ่งก็คือระหว่างมิตรต่างๆ ที่มาร่วมกันนั้นเอง หรืออาจจะเป็น “ลายลักษณ์อักษร” คือมีการเขียนขึ้นเป็นข้อตกลงแล้วลงนามร่วมกัน ก็จะทำให้ดูชัดเจนและได้รู้เห็นกันทั่วไป

ความจริงผู้เขียนอยากจะเห็น “ระบบพันธมิตร” ในทางการเมืองไทยนี้มานานแล้ว แต่ก็คงจะเกิดขึ้นได้ยากด้วยเหตุผลที่การเมืองไทยนั้นไม่มี “ความไว้วางใจ” ระหว่างกันและกัน และไม่เห็นความสำคัญของการมี “พันธสัญญา” ถึงขนาดที่ระหว่างเหตุการณ์ความรุนแรงในปี 2552 ที่กระแสสังคมให้มีการเรียกร้องกลุ่มการเมืองที่ทะเลาะกันอยู่นั้นมาเริ่มต้นสร้างความปรองดอง ด้วยการทำ “สัญญาประชาคม” แต่ก็มีนักการเมือง “ตัวเล็กใจใหญ่” ออกมาพูดว่าสัญญาประชาคมนั้นใช้ไม่ได้หรอก เพราะจะไม่มีใครเคารพสัญญานั้นแต่อย่างใด รวมถึงที่สถาบันพระปกเกล้าก็เคยจับนักการเมืองคู่
ขัดแย้งมานั่งคุยกัน พร้อมถ่ายทอดสดให้ประชาชนชม เพื่อให้เกิดแรงบีบจากสาธารณะที่จะให้ทั้งสองฝ่ายนั้นปรองดองกันก็ยังล้มเหลวไม่เป็นท่า จนกระทั่งทหารในปี 2557 ที่ได้เรียกนักการเมืองที่ทะเลาะกันนั้นมาคุยกันอยู่ 2 วัน ซึ่งก็คงมีการวางแผนไว้แล้วว่าถ้าคุยกันไม่รู้เรื่องก็จะจับคนเหล่านั้นไป “ปรับทัศนคติ” แล้วก็ได้ลงมือทำจริงๆ

โดยเหตุที่นักการเมืองไทย “คุยกันไม่รู้เรื่อง” ดังกล่าว จึงอาจจะพยากรณ์ได้ว่าการเลือกตั้งครั้งที่จะมาถึงนี้คงจะเต็มไปด้วยความวุ่นวายและ “การทะเลาะเบาะแว้ง” ไม่เพียงแต่ระหว่างกลุ่มที่สนับสนุนผู้นำคนละฝ่ายกันนั้นแล้ว ก็คงจะมีการขัดแย้งกันวุ่นวายอยู่ข้างในของแต่ละกลุ่มนั้นด้วย ดังนั้นนอกจากจะ
ไม่สามารถเป็นพันธมิตรร่วมกันได้แล้ว ก็ยังจะไม่เกิดกระแสของการ “ตั้งประเด็น” เพื่อการเอาชนะทางการเมืองนั้นด้วย

ฝ่ายที่สนับสนุนทหารอาจจะ “ดูดี” ที่ชูประเด็นเรื่องการปฏิรูปประเทศ แต่จากความล้มเหลวของการปฏิรูปประเทศที่นำโดยทหารคณะนี้ในตลอด 4 ปีกว่าที่ผ่านมา ก็ไม่อาจจะนำมาเป็นประเด็นเพื่อการเอาชนะเลือกตั้งนั้นได้ ยิ่งได้เห็นความพยายามของกลุ่มที่สนับสนุนทหารในการ “ดึงและดูด” นักการเมือง “ทุกประเภท” เข้ามาไว้ในสังกัด ก็ยิ่งทำให้คนมองไปว่า “นี่หรือคือการปฏิรูป” แม้ฝ่ายที่สนับสนุนทหารจะออกมาอธิบายว่า “เพื่อสร้างความปรองดอง” ก็ไม่มีใครเข้าใจและเชื่อถือไปตามนั้น ซึ่งถ้าฝ่ายนี้ยังไม่มีประเด็นอื่นมาใช้ในการรณรงค์หาเสียงก็คงจะเอาชนะเลือกตั้ง “อย่างถล่มทลาย” ไม่ได้

ในขณะที่ฝ่ายไม่เอาทหารค่อนข้างจะมีประเด็นชัดเจนและ “เป็นเนื้อเป็นหนัง” หรือเห็นเป็นรูปธรรมมากกว่า โดยเฉพาะในสมัยรัฐบาลภายใต้การนำของอดีตนายกฯ หนีคดีคนนั้น ที่ประชาชนยัง “ตราตรึง” หรือลืมไม่ลง คือไม่ว่าจะเอานโยบายประชานิยมตัวใดมาเปรียบกัน ก็แพ้หลุดลุ่ยไปทุกตัว แม้แต่ประเด็นที่ฝ่ายสนับสนุนคุยว่า “สร้างความสงบสุขให้แก่บ้านเมือง” ประจักษ์พยานที่บ้านเมืองนี้ยังมีความวุ่นวายอยู่ก็คงทำให้รัฐบาลชุดนี้แก้ตัวไม่ออก

อนึ่งการกำหนดประเด็นเพื่อการเลือกตั้งก็ยังมีตัวแปรอยู่อีกมาก ที่น่ากลัวที่สุดก็คือ“โซเชียลมีเดีย” และการสื่อสารแบบ “ไดเรกต์เซลส์” อย่างที่เคยเห็นมาแล้วในการปั้นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกที่ใช้เวลาเพียง 40 กว่าวันในปี 2554 นั้น ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับ “ทีมการตลาด” ของแต่ละฝ่ายว่าจะมีความสามารถมากน้อยเพียงใด ซึ่งถ้าดูเทียบกัน “ตัวต่อตัว” แล้ว หลายฝ่ายก็ยังถือหางฝ่ายที่ “ไม่เอาทหาร” นั้นมากกว่า

สุดท้ายการกำหนดประเด็นในการเลือกตั้ง (ที่บางคนของฝ่ายที่สนับสนุนทหารเรียกว่าวาระประเทศไทย) ก็คงจะต้องตัดสินกันด้วย “สมอง” คือใครมีความคิดที่จะเอาชนะใจประชาชนนั้นดีกว่ากัน ลำพัง “อำนาจกระบอกปืน” ที่ฝ่ายสนับสนุนทหารนั้นมีอยู่มาก กับ “อำนาจเงิน” ที่นักการเมืองแบบเก่าๆ คิดว่าจะใช้ได้ดี ก็ไม่สามารถที่จะชนะใจประชาชนได้

อยู่ที่ว่าใครจะ “เร้าอารมณ์” ประชาชนให้ “โหมกระพือ” ขึ้นได้ทั้งประเทศนั่นเอง

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่