
ใครกำหนดประเด็นการเลือกตั้ง
ทหาร ประชาชน หรือพรรคการเมือง?
โดย ทวี สุรฤทธิกุล
ทหาร ประชาชน หรือพรรคการเมือง?
แม้ว่าจะยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องของวันเลือกตั้ง หรือว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นจริงหรือไม่ แต่หลายฝ่ายก็มีความตื่นตัวในเรื่องของการเลือกตั้งเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะพรรคการเมืองและผู้ที่อยากจะมีอำนาจทางการเมืองสืบต่อไป (หมายถึงคณะผู้ปกครองในปัจจุบันนี่แหละ) ส่วนประชาชนก็อยู่ท่ามกลางความงวยงง และคอยดูว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะน่าสนใจหรือ “มีคุณค่า” ต่อชีวิตของเขาหรือไม่อย่างไร
ท่ามกลางกระแสเลือกตั้งที่กำลังโหมกระพือ ก็มีผู้พยายามสร้าง “กระแสคุณค่า” หรือความน่าสนใจของการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า “ทำไมต้องเลือก” และ “จะต้องเลือกใคร” ซึ่งขณะนี้มีอยู่ 2 กลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มหนึ่งก็คือกลุ่มที่สนับสนุนอดีตนายกฯ หนีคดี ก็สร้างกระแสว่าต้องเลือกฝ่ายตนเพื่อนำ “สิ่งดีๆ” ในสมัยของอดีตนายกฯ คนนั้นมาสู่สังคมไทย รวมถึงเพื่อเป็นการต่อต้านเผด็จการทหารและเรียกร้องนำระบอบประชาธิปไตยคืนสู่ประเทศไทย ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งที่สนับสนุนทหารก็พยายามชูประเด็นของความสงบเรียบร้อยในบ้านเมืองและการปฏิรูปประเทศที่จำเป็นจะต้องพึ่งพิงทหารอยู่ต่อไป พร้อมกับพยายามกวาดต้อน “ดึงและดูด” นักการเมืองจากอีกฟากฝ่ายหนึ่งให้เขามาเป็นพวก เพื่อร่วมเสพอำนาจนั้นต่อไป
อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวของคนทั้งสองกลุ่มนี้ก็ยังขาดความเป็นกลุ่มก้อนอย่างที่เรียกว่า “พันธมิตร” (Alliance) ที่จะต้องมีลักษณะของ “ความมั่นคงแข็งแรง” ของกลุ่ม ที่จะมีขึ้นได้ก็ด้วย “พันธสัญญา” ระหว่าง “มิตร” เพราะสิ่งแรกที่แต่ละฝ่ายจะต้องมีก็คือ “ความเป็นมิตร” ซึ่งหมายถึงความไว้วางใจ ความเชื่อถือ และการให้เกียรติระหว่างกัน จากนั้นจึงจะสามารถมาทำข้อตกลงหรือพันธสัญญาร่วมกันนั้นต่อไป ที่อาจจะเป็นเพียง “คำสัญญาของสุภาพบุรุษ” ที่พูดคุยกันด้วยวาจา มีพยานรับรู้เป็นมั่นเป็นเหมาะ ซึ่งก็คือระหว่างมิตรต่างๆ ที่มาร่วมกันนั้นเอง หรืออาจจะเป็น “ลายลักษณ์อักษร” คือมีการเขียนขึ้นเป็นข้อตกลงแล้วลงนามร่วมกัน ก็จะทำให้ดูชัดเจนและได้รู้เห็นกันทั่วไป
ความจริงผู้เขียนอยากจะเห็น “ระบบพันธมิตร” ในทางการเมืองไทยนี้มานานแล้ว แต่ก็คงจะเกิดขึ้นได้ยากด้วยเหตุผลที่การเมืองไทยนั้นไม่มี “ความไว้วางใจ” ระหว่างกันและกัน และไม่เห็นความสำคัญของการมี “พันธสัญญา” ถึงขนาดที่ระหว่างเหตุการณ์ความรุนแรงในปี 2552 ที่กระแสสังคมให้มีการเรียกร้องกลุ่มการเมืองที่ทะเลาะกันอยู่นั้นมาเริ่มต้นสร้างความปรองดอง ด้วยการทำ “สัญญาประชาคม” แต่ก็มีนักการเมือง “ตัวเล็กใจใหญ่” ออกมาพูดว่าสัญญาประชาคมนั้นใช้ไม่ได้หรอก เพราะจะไม่มีใครเคารพสัญญานั้นแต่อย่างใด รวมถึงที่สถาบันพระปกเกล้าก็เคยจับนักการเมืองคู่
ขัดแย้งมานั่งคุยกัน พร้อมถ่ายทอดสดให้ประชาชนชม เพื่อให้เกิดแรงบีบจากสาธารณะที่จะให้ทั้งสองฝ่ายนั้นปรองดองกันก็ยังล้มเหลวไม่เป็นท่า จนกระทั่งทหารในปี 2557 ที่ได้เรียกนักการเมืองที่ทะเลาะกันนั้นมาคุยกันอยู่ 2 วัน ซึ่งก็คงมีการวางแผนไว้แล้วว่าถ้าคุยกันไม่รู้เรื่องก็จะจับคนเหล่านั้นไป “ปรับทัศนคติ” แล้วก็ได้ลงมือทำจริงๆ
โดยเหตุที่นักการเมืองไทย “คุยกันไม่รู้เรื่อง” ดังกล่าว จึงอาจจะพยากรณ์ได้ว่าการเลือกตั้งครั้งที่จะมาถึงนี้คงจะเต็มไปด้วยความวุ่นวายและ “การทะเลาะเบาะแว้ง” ไม่เพียงแต่ระหว่างกลุ่มที่สนับสนุนผู้นำคนละฝ่ายกันนั้นแล้ว ก็คงจะมีการขัดแย้งกันวุ่นวายอยู่ข้างในของแต่ละกลุ่มนั้นด้วย ดังนั้นนอกจากจะ
ไม่สามารถเป็นพันธมิตรร่วมกันได้แล้ว ก็ยังจะไม่เกิดกระแสของการ “ตั้งประเด็น” เพื่อการเอาชนะทางการเมืองนั้นด้วย
ฝ่ายที่สนับสนุนทหารอาจจะ “ดูดี” ที่ชูประเด็นเรื่องการปฏิรูปประเทศ แต่จากความล้มเหลวของการปฏิรูปประเทศที่นำโดยทหารคณะนี้ในตลอด 4 ปีกว่าที่ผ่านมา ก็ไม่อาจจะนำมาเป็นประเด็นเพื่อการเอาชนะเลือกตั้งนั้นได้ ยิ่งได้เห็นความพยายามของกลุ่มที่สนับสนุนทหารในการ “ดึงและดูด” นักการเมือง “ทุกประเภท” เข้ามาไว้ในสังกัด ก็ยิ่งทำให้คนมองไปว่า “นี่หรือคือการปฏิรูป” แม้ฝ่ายที่สนับสนุนทหารจะออกมาอธิบายว่า “เพื่อสร้างความปรองดอง” ก็ไม่มีใครเข้าใจและเชื่อถือไปตามนั้น ซึ่งถ้าฝ่ายนี้ยังไม่มีประเด็นอื่นมาใช้ในการรณรงค์หาเสียงก็คงจะเอาชนะเลือกตั้ง “อย่างถล่มทลาย” ไม่ได้
ในขณะที่ฝ่ายไม่เอาทหารค่อนข้างจะมีประเด็นชัดเจนและ “เป็นเนื้อเป็นหนัง” หรือเห็นเป็นรูปธรรมมากกว่า โดยเฉพาะในสมัยรัฐบาลภายใต้การนำของอดีตนายกฯ หนีคดีคนนั้น ที่ประชาชนยัง “ตราตรึง” หรือลืมไม่ลง คือไม่ว่าจะเอานโยบายประชานิยมตัวใดมาเปรียบกัน ก็แพ้หลุดลุ่ยไปทุกตัว แม้แต่ประเด็นที่ฝ่ายสนับสนุนคุยว่า “สร้างความสงบสุขให้แก่บ้านเมือง” ประจักษ์พยานที่บ้านเมืองนี้ยังมีความวุ่นวายอยู่ก็คงทำให้รัฐบาลชุดนี้แก้ตัวไม่ออก
อนึ่งการกำหนดประเด็นเพื่อการเลือกตั้งก็ยังมีตัวแปรอยู่อีกมาก ที่น่ากลัวที่สุดก็คือ“โซเชียลมีเดีย” และการสื่อสารแบบ “ไดเรกต์เซลส์” อย่างที่เคยเห็นมาแล้วในการปั้นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกที่ใช้เวลาเพียง 40 กว่าวันในปี 2554 นั้น ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับ “ทีมการตลาด” ของแต่ละฝ่ายว่าจะมีความสามารถมากน้อยเพียงใด ซึ่งถ้าดูเทียบกัน “ตัวต่อตัว” แล้ว หลายฝ่ายก็ยังถือหางฝ่ายที่ “ไม่เอาทหาร” นั้นมากกว่า
สุดท้ายการกำหนดประเด็นในการเลือกตั้ง (ที่บางคนของฝ่ายที่สนับสนุนทหารเรียกว่าวาระประเทศไทย) ก็คงจะต้องตัดสินกันด้วย “สมอง” คือใครมีความคิดที่จะเอาชนะใจประชาชนนั้นดีกว่ากัน ลำพัง “อำนาจกระบอกปืน” ที่ฝ่ายสนับสนุนทหารนั้นมีอยู่มาก กับ “อำนาจเงิน” ที่นักการเมืองแบบเก่าๆ คิดว่าจะใช้ได้ดี ก็ไม่สามารถที่จะชนะใจประชาชนได้
อยู่ที่ว่าใครจะ “เร้าอารมณ์” ประชาชนให้ “โหมกระพือ” ขึ้นได้ทั้งประเทศนั่นเอง







