
อีลิทชี้ทุนนอกสนซื้อ ชุมพลไม่เชื่อขายได้
โพสต์ทูเดย์
— ทุนนอกจ้องซื้อบัตรเทวดา บอร์ดทีพีซีไฟเขียวเดินหน้าปรับสิทธิประโยชน์หวังอัพราคา ด้านชุมพลเชื่อหาคนสนยากแหล่งข่าวจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทเอกชนต่างชาติมีความสนใจเข้าประมูลบริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด (ทีพีซี) ผู้บริหารโครงการบัตรไทยแลนด์ อีลิท การ์ด โดยได้ติดต่อผ่านทางคณะกรรมการ (บอร์ด) ททท. ซึ่งบริษัทดังกล่าวต้องการให้ทีพีซีปรับปรุงสิทธิประโยชน์การให้บริการสมาชิก รวมถึงภาพลักษณ์แบรนด์สินค้า เพื่อให้บริษัทสามารถดำเนินการจำหน่ายบัตรสมาชิกได้ทันทีหากชนะประมูล
น.ส.เมธาวี ตันวัฒนะพงษ์ รักษาการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีพีซี กล่าวภายหลังการประชุมบอร์ดทีพีซี ว่า ที่ประชุมได้ผ่านความเห็นชอบให้ทีพีซีจัดทำแผนการปรับสิทธิประโยชน์ด้านการบริการสปา กอล์ฟ ลีมูซีน ฯลฯ ให้มีความพิเศษเพิ่มขึ้น เพื่อปรับภาพลักษณ์การบริการให้สอดคล้องกับแบรนด์บัตรไทยแลนด์ อีลิท การ์ด
ทั้งนี้ การเพิ่มสิทธิประโยชน์ดังกล่าว ทีพีซีจะคัดเลือกเวนเดอร์ที่เป็นแบรนด์ชั้นนำติดอันดับ 1 ใน 10 ของสินค้าแต่ละกลุ่ม โดยจะประกาศผลการคัดเลือกในวันที่ 26 ต.ค.นี้ ซึ่งคาดว่าจะทำให้เวนเดอร์ที่มีปัจจุบันมีจำนวนลดลงกว่า 50% เพื่อวางแนวทางการบริหารจัดการที่ดี รวมถึงเพิ่มมูลค่าราคาให้ทีพีซีก่อนทำการเปิดประมูล ซึ่งในวันที่ 26 ต.ค.นี้ คณะกรรมการ จะประชุมหารือ เพื่อพิจารณาตัดสินประกาศการเปิด
“
ถ้าเป็นทุนนอกเข้ามาซื้อทีพีซีสามารถทำได้ แต่ต้องถือหุ้นสัดส่วนตามกฎหมาย โดยคนไทยถือหุ้น 51% และต่างชาติถือ 49% เพราะทีโออาร์ไดด้เปิดไว้ แต่ต้องรอให้บริษัทเคทีบีประเมินมูลค่าทรัพย์สินของอีลิทแล้วเสร็จ ก่อนตั้งราคากลาง เพราะขณะนี้ยังติดขัดเรื่องวีซ่า ซึ่งถือเป็นแรงจูงใจหลัก ที่จะทำให้ทีพีซีมีค่ามีความน่าสนใจยิ่งขึ้น โดยยังไม่มีฝ่ายไหนกล้าตัดสินใจเรื่องของวีซ่า ทำให้การดำเนินงานล่าช้ากว่ากำหนดที่ตั้งไว้มาก”น.ส.เมธาวี กล่าวอย่างไรก็ตามการปรับสิทธิประโยชน์ในครั้งนี้ อยู่ภายใต้เงื่อนไขการลดรายจ่ายให้กับบริษัท ซึ่งบอร์ดได้อนุมัติงบประมาณประจำปี 2554 จำนวน 142 ล้านบาท สำหรับการบริหารจัดการ ค่าจ้างพนักงาน รายจ่ายการใช้สิทธิประโยชน์ของสมาชิก เป็นต้น โดยปัจจุบันบริษัทมีเงิดสดหมุนเวียนจำนวน 164 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินสกุลเหรียญสหรัฐ จำนวน 5.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ราว 162 ล้านบาท และเงินไทยอีก 2 ล้านบาท คาดว่างบดังกล่าวจะสามารถบริหารจัดการทีพีซีได้ถึงเดือนธ.ค.ปีหน้า
น.ส.เมธาวี กล่าวว่า ทีพีซีเตรียมเรียกประชุมสามัญผู้ถือหุ้น พิจารณาอัตราค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ทีพีซีขาดทุนอัตราค่าแลกเปลี่ยนจำนวนมาก เนื่องจากช่วงการจำหน่ายบัตรทีพีซี อัตราค่าเงินบาทเฉลี่ยที่ 40 บาท/ เหรียญสหรัฐ เทียบกับปัจจุบันเฉลี่ยที่ 29 บาท/เหรียญสหรัฐ โดยบอร์ดได้อนุมัติว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญทางการเงินมาวิเคราะห์แนวโน้มค่าเงินบาท เพื่อเป็นแนวทางการตัดสินใจบริหารจัดการกับเงินในส่วนที่เหลือ
ทั้งนี้เบื้องต้นอาจเสนอ 2 แนวทางการบริหารเงิน ได้แก่ 1 เสนอให้ขายเงินจำนวน 5.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งหมด หรือ 2 ทยอยการแลกเปลี่ยนเงินระยะ 3 เดือน เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยมองว่าถ้าค่าเงินบาทแข็งค่ากว่า 29 บาท จะยิ่งส่งผลกระทบต่อเงินสดหมุนเวียนของทีพีซี และเป็นปัญหาในอนาคตอาจทำให้บริษัทปิดก่อนเดือนธ.ค.
นายชุมพล ศิลปอาชา รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ยังไม่ได้รับรายงานว่ามีบริษัทใดจะเข้ามาประมูลทีพีซี ซึ่งที่ผ่านมามีกระแสข่าวว่า บริษัท 2 ราย คือ บริษัทคิง เพาเวอร์ และบริษัท การบินกรุงเทพ ผู้ให้บริการสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส มีความสนใจ แต่ได้ออกมาปฏิเสธ จึงเชื่อว่ายังไม่มีใครสนใจ
ทั้งนี้ในความเห็นส่วนตัวมองว่าบริษัททีมีศักยภาพประมูลทีพีซีไม่มีมากนัก โดยต้องเป็นกลุ่มที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ มีลักษณะแชร์ลูกโซ่ขนาดใหญ่ มีเครือข่ายจำนวนมาก และใช้ประเทศไทยเป็นฐานรองรับและขยายกิจการ
“
กระทรวงไม่มีรายงานว่ามีใครสนใจ แต่ต้องรอดูช่วงที่เปิดประมูลทีโออาร์ ว่าจะมีเอกชนเข้ามาน้อยเพียงใด ซึ่งขึ้นว่าขั้นตอนต่างๆจะแล้วเสร็จได้ประมาณปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้า”นายชุมพล กล่าว






