
แม่พิมพ์เงินกู้
เมื่อกลางเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา คุณครูกลุ่มหนึ่งได้รวมตัวกันประมาณร้อยคน
โดย สมผล ตระกูลรุ่ง
เมื่อกลางเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา คุณครูกลุ่มหนึ่งได้รวมตัวกันประมาณร้อยคน ประกาศปฏิญญามหาสารคาม 2 ข้อ คือ ให้ธนาคารออมสิน เจ้าหนี้ พักหนี้ให้กับครู และครูที่เป็นลูกหนี้จะหยุดจ่ายหนี้ตั้งแต่เดือน ส.ค. นี้เป็นต้นไป
ข่าวนี้ทำให้ช็อกกันไป 3 โลก ด้วยคาดไม่ถึงว่า จะมีความคิดเช่นนี้เกิดขึ้น
โลกที่ 1 เป็นโลกแห่งความเป็นจริง โลกแห่งความถูกต้อง โลกที่เมื่อเป็นหนี้ก็ต้องชำระ
โลกที่ 2 คือโลกของการใช้กฎหมายหมู่ เอาคนจำนวนมากมากดดันเรียกร้องนอกกฎหมาย
โลกที่ 3 เหตุการณ์เช่นนี้ ไม่ควรจะเกิดขึ้นกับคุณครูที่เป็นแม่พิมพ์ของชาติ ครูที่ควรจะเป็นแบบอย่างให้กับเด็กนักเรียน
ความเป็นมาของหนี้ครูเริ่มมาตั้งแต่ปี 2547 หนี้ ช.พ.ค.มีชื่อเต็มว่า “โครงการสวัสดิการเงินกู้การฌาปนกิจสงเคราะห์ ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา” ให้กู้มาแล้วทั้งสิ้น 7 โครงการ รวม 483,578 บัญชี คิดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 410,923 ล้านบาท เริ่มตั้งแต่ธนาคารกรุงไทยเป็นผู้ให้กู้ในโครงการแรก ต่อจากนั้น ธนาคารออมสินรับเป็นผู้ปล่อยกู้ต่อจนถึงปัจจุบัน
การกู้เงิน ช.พ.ค. เป็นความต้องการและเป็นความสมัครใจของคุณครูที่เป็นสมาชิก ช.พ.ค.เอง ที่ต้องการหาเงินเพื่อไปใช้ชำระหนี้เดิมซึ่งอาจจะเป็นหนี้นอกระบบที่ต้องเสียดอกเบี้ยแพง หรือจะกู้เพื่อการศึกษาของบุตร หรือจะกู้เพื่อสร้างที่อยู่อาศัย หรือเพื่อลงทุนประกอบอาชีพเสริมรายได้เพิ่มก็ได้ วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 3 ล้านบาท โดยธนาคารออมสินคิดดอกเบี้ยอัตราต่ำ MLR. -0.85
อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารออมสินปล่อยกู้ให้กับคุณครูนี้ ผู้อำนวยการธนาคารออมสินให้สัมภาษณ์ว่า เป็นอัตราที่ถูกที่สุดในโลกแล้ว
โครงการนี้จึงเป็นโครงการเพื่อช่วยเหลือครู เป็นการกู้ที่เรียกได้ว่า เอาไปทำอะไรก็ได้ เท่าที่เคยคุยกับครูที่ต่างจังหวัดท่านหนึ่งให้ข้อมูลว่า ครูเป็นหนี้ ช.พ.ค.เกือบทั้งหมด และส่วนหนึ่งเอาเงินไปซื้อรถยนต์ ซึ่งนอกจากจะไม่ได้เพิ่มรายได้แล้ว ยังเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายอีกด้วย ครูกลุ่มนี้มักจะมีปัญหาการใช้คืน
ตั้งแต่เริ่มโครงการ ครูบางคนเกษียณอายุไปแล้ว ตามข่าว ครูที่ไปประกาศไม่ชำระหนี้ ส่วนใหญ่เป็นครูเกษียณอายุแล้ว และมีจำนวนเพียงประมาณร้อยคน จึงถือไม่ได้ว่าเป็นตัวแทนของครูที่เป็นลูกหนี้ทั้งหมดกว่า 4.5 แสนคน ยิ่งมีครูออกมาประกาศไม่เห็นด้วยกับครูกลุ่มนี้ ยิ่งเห็นได้ชัดว่ามีครูเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่มีปัญหาคิดจะเบี้ยวหนี้ แล้วสร้างภาพลักษณ์ครูให้เสียหาย
ยิ่งหากข้อมูลจากธนาคารออมสินที่ชี้แจงว่า ลูกหนี้ส่วนใหญ่มีวินัยทางการเงินผ่อนชำระเป็นประจำ ประมาณ 3.7 แสนราย อยู่ระหว่างค้างชำระและหาทางปรับโครงสร้างหนี้ประมาณ 6.5 หมื่นราย และมีเพียงประมาณ 2 หมื่นรายเท่านั้น ที่ยังติดตามตัวไม่พบหรือยังมีปัญหา
ถ้าธนาคารออมสินไปตามหาตัวที่มหาสารคาม คงจะหาเจออีก 100 คน
ปฏิญญามหาสารคามจึงไปไม่รอด นอกจากครูด้วยกันเองไม่เล่นด้วยแล้ว คนทั่วไปก็ไม่เห็นด้วย สังคมออนไลน์ไม่ต้องพูดถึง วิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง
โครงการนี้นับว่าเป็นประโยชน์กับครูอย่างมากแล้ว การขอกู้ก็เป็นความสมัครใจของครูเอง จะกู้เอาไปทำอะไรก็ได้ การอ้างดอกเบี้ยแพงก็ไม่เป็นความจริง และแม้ดอกเบี้ยจะแพงจริงก็ไม่ใช่เหตุที่จะไม่ชำระหนี้ เพราะผู้กู้รู้ดีอยู่แล้วในขณะกู้ว่า จะต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราเท่าใด การกู้ก็เป็นความสมัครใจไม่มีใครบังคับ การอ้างดอกเบี้ยแพงจึงไม่ใช่เหตุผล และโดยทั่วไป ดอกเบี้ยจะแพงขึ้นเมื่อมีการผิดนัด
เมื่อเป็นหนี้ก็ต้องใช้ ถ้ามีเหตุให้ผ่อนไม่ไหวก็ขอปรับโครงสร้างหนี้ได้ ไม่มีเหตุผลที่เป็นหนี้แล้วไม่ต้องใช้ ไม่ว่าในทางกฎหมายหรือทางจริยธรรม การใช้กฎหมู่ไม่ควรเกิดขึ้นในวิชาชีพครู ถ้าครูไม่รักษาสัญญา เป็นหนี้แล้วไม่ยอมชำระตามสัญญา แล้วครูจะไปสอนลูกศิษย์อย่างไร ครูจะปฏิบัติตนให้เป็นตัวอย่างกับลูกศิษย์ที่เป็นอนาคตของชาติได้อย่างไร
จะด้วยเหตุนี้หรือเปล่า ที่ลูกศิษย์ก็เอาอย่างครู นักเรียนเบี้ยวหนี้ กยศ.เป็นจำนวนมาก
กยศ. หรือ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2539 มีนักเรียนกู้ยืมแล้วกว่า 5.4 ล้านคน เป็นเงินที่กองทุนปล่อยเงินกู้ไปแล้วกว่า 5.7 แสนล้านบาท การใช้หนี้ กยศ.ก็มีปัญหา
จากข้อมูลของ กยศ.ในปัจจุบัน มีผู้ที่ต้องคืนเงิน กยศ. 3.5 ล้านคน มีนักเรียนไม่ชำระหนี้กว่า 2.1 ล้านคน คนที่ไม่ชำระหนี้ตามกำหนด คิดเป็นกว่า 60% ในจำนวนนี้ถูกฟ้องต่อศาลแล้วประมาณ 1 ล้านคน ส่วนที่เหลืออีกกว่า 1.1 ล้านคนยังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินคดีต่อไป
หนี้ในทางกฎหมายกับสถาบันการเงิน ไม่ว่าจะเป็นครูหรือเป็นนักเรียนเจ้าหนี้เขาปล่อยให้ลูกหนี้เบี้ยวเฉยๆ ไม่ได้ ในทางกฎหมายเจ้าหนี้ต้องเรียกร้องให้ชำระจนถึงที่สุด คดี กยศ.จึงมีเป็นจำนวนมากในศาลทั่วประเทศ และส่งผลถึงผู้ค้ำประกันที่ส่วนหนึ่งก็เป็นครูผู้สอน ที่ค้ำประกันลูกศิษย์ อยากให้ลูกศิษย์ได้มีโอกาสเรียนหนังสือ จะได้มีโอกาสในชีวิตที่ดี เป็นเจ้าคนนายคนต่อไป
ครูผู้ค้ำประกันกลับต้องมาชดใช้หนี้แทนลูกศิษย์ เป็นหนี้ที่เกิดจากความเมตตาเพื่อประโยชน์ของลูกศิษย์ ไม่ใช่เกิดจากการกู้เพื่อประโยชน์ของตนเอง หนี้ของครูประเภทผู้ค้ำประกันนี้ เจ้าหนี้ควรจะให้โอกาส ให้เวลาผ่อนผันในการติดตามเจ้าลูกศิษย์ตัวแสบให้ได้เสียก่อน
เมื่อเป็นหนี้ก็ต้องชดใช้ นี่มิใช่เป็นเพียงหลักการทางกฎหมายเท่านั้น แต่เป็นหลักการพื้นฐานทางคุณธรรมจริยธรรมของมนุษย์ บุคลากรทางการศึกษาซึ่งเป็นแหล่งบ่มเพาะปลูกฝังคนดีให้ออกไปสู่สังคม หากไม่สามารถสร้างคุณธรรมจริยธรรมพื้นฐานได้แล้ว จะไปหวังอะไรกับการเมืองที่คลุกคลีอยู่กับผลประโยชน์ ให้มีคุณธรรมจริยธรรม
แต่ไหนแต่ไรมา คนไทยเราถูกปลูกฝังให้ยึดถือคุณธรรมจริยธรรมอยู่เหนือกฎหมาย อย่าว่าแต่หนี้ตามกฎหมายที่ต้องชดใช้เลย แม้แต่หนี้บุญคุณซึ่งไม่ใช่หนี้ตามกฎหมายคนไทยเราก็ยึดถือเป็นหนี้ที่ต้องตอบแทน หนี้บุญคุณนี้ เป็นหนี้แห่งน้ำใจที่ชดใช้กันไม่หมด นักการเมืองบางคนถึงกับยอมเดินเข้าคุก ยอมติดคุกแทนนายโดยไม่ปริปากให้ร้ายนายผู้มีพระคุณ โดยไม่แยกแยะว่า บุญคุณที่ได้รับมานั้น เป็นไปโดยชอบตามครรลองคลองธรรมหรือไม่
ความเป็นครู มีเกียรติ มีศักดิ์ศรีในตัวเอง คนทุกคนล้วนมีครูมาทั้งนั้น เริ่มตั้งแต่ครูคนแรกที่บ้านคือ แม่ ที่เป็นครูโดยสายเลือด เป็นครูสมัครเล่นที่เหนือกว่าครูอาชีพ เป็นครูที่ไม่หวังสิ่งตอบแทน ไม่ปล่อยกู้ ไม่คิดดอกเบี้ย เป็นครูที่มีแต่ให้
ถ้าครูในโรงเรียนมีความเป็นครูเหมือนครูคนแรก วันแม่แห่งชาติของทุกปี ย่อมจะมีความหมายกับคุณครูทุกคนที่เป็นแม่พิมพ์ของชาติด้วยเสมอ







