posttoday
สินเชื่อโตเกินคาด ดันดอกเบี้ยขึ้นเร็ว

สินเชื่อโตเกินคาด ดันดอกเบี้ยขึ้นเร็ว

13 สิงหาคม 2561

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังมีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5% ในการประชุมครั้งล่าสุด

โดย ชลลดา อิงศรีสว่าง
 
คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังมีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5% ในการประชุมครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 8 ส.ค. 2561 ซึ่งเป็นการคงดอกเบี้ยต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานพอสมควร แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า กนง.จะคงดอกเบี้ยไว้ได้ตลอดไป เพราะเริ่มมีสัญญาณของการขยับขึ้นดอกเบี้ยเห็นได้จากการประชุม กนง.เมื่อวันที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมา มีกรรมการ กนง. 1 เสียง ที่โหวตให้ขึ้นดอกเบี้ยและต่อเนื่องยาวนานมาจนถึงการประชุมครั้งปัจจุบัน
 
1 เสียงของบอร์ด กนง.ที่เห็นว่าควรจะขึ้นดอกเบี้ย ให้เหตุผลว่า เศรษฐกิจมีการฟื้นตัวชัดเจน และภาวะการเงินที่ผ่อนคลายมากอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานอาจส่งผลให้ประชาชนและภาคธุรกิจประเมินความเสี่ยงของภาวะการเงินในอนาคตต่ากว่าที่ควร จึงเห็นควรให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้เพื่อลดความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงินซึ่งจะมีผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว และเพื่อเริ่มสร้างขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน (policy space) สำหรับอนาคต
 
ในขณะที่ บอร์ดกนง.ส่วนใหญ่เห็นว่านโยบายการเงินที่ผ่อนคลายในระดับปัจจุบันมีส่วนช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจและสอดคล้องกับกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ จึงเห็นว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะขึ้นดอกเบี้ย
 
แม้บอร์ดกนง.ส่วนใหญ่ยังไม่เห็นด้วยให้ขึ้นดอกเบี้ย แต่ก็มีการส่งสัญญาณอย่างน้อย 2 ครั้งว่า ความจำเป็นของนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายน้อยลงเรื่อยๆ ภาวะการเงินโดยรวมยังอยู่ในระดับผ่อนคลายและเอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงที่อาจสะสมความเปราะบาง ในระบบการเงิน โดยเฉพาะจากภาวะการเงินที่ผ่อนคลายเป็นเวลานาน
 
ทางด้านตลาดการเงินนั้น เริ่มมีการขยับปรับสภาพคล่องทางการเงินบ้างแล้ว โดยหลายธนาคารเริ่มปรับไส้ในของเงินฝากและสินเชื่อ โดยขึ้นดอกเบี้ยเป็นรายผลิตภัณฑ์ไม่ได้ขึ้นเป็นการทั่วไป โดยเฉพาะสินเชื่อบุคคล ทั้งนี้ธนาคารไทยพาณิชย์ ประกาศว่าขึ้นดอกเบี้ย 0.05% บางแคมเปญตั้งแต่ไตรมาส 2/2561 เป็นต้นมา อีกทั้งมีการพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยสินเชื่อรถยนต์ใหม่ 0.5-1% เช่นเดียวกับธนาคารธนชาต ที่ประกาศก่อนหน้านี้ว่าจะเลิกการจัดแคมเปญโปรโมชั่นสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อให้สอดคล้องต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งมีแนวโน้มว่าธนาคารอื่นก็จะทำตาม
 
ส่วนธนาคารขนาดเล็กก็จัดโปรโมชั่นเงินฝากลูกค้ารายใหญ่ ให้ดอกเบี้ยพิเศษ โดยจัดเป็นดอกเบี้ยเงินฝากระยะสั้น 6-9 เดือน เป็นต้น ซึ่งใช้ดึงเงินฝากเข้าในช่วงที่ต้องการเร่งด่วนได้เป็นอย่างดี
 
นอกจากนี้ สินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์ ขยายตัวได้ดีเกินคาด โดย ณ สิ้นเดือน มิ.ย. นี้ ยอดคงค้างอยู่ที่ 11.31ล้านล้านบาท เติบโตสูงสุดในรอบปีนี้ โดยมาจากการเพิ่มขึ้นจากสินเชื่อภาคธุรกิจขนาดใหย่และขนาดกลางเป็นหลัก ซึ่งได้รับอานิสงส์จากภาคการส่งออก ทำให้ความต้องการสินเชื่อในภาคธุรกิจขนาดใหญ่ขยายตัวดี
 
อย่างไรก็ดี ยังมีแรงกดดันจากเอสเอ็มอีขนาดเล็กและขนาดย่อมที่ยังไม่ฟื้นตัวทันกับภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ ขณะที่สินเชื่อรายย่อยปรับตัวดีขึ้นตามคาด ดังนั้นแนวโน้มสินเชื่อในครึ่งปีหลังน่าจะเติบโตได้ต่อเนื่อง และประคองให้สิ้นปีนี้เติบโต 5% ได้ โดยมีสินเชื่อธุรกิจและรายย่อยเป็นตัวนำ
 
นักวิเคราะห์ระบุว่า ภายหลังจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากดอกเบี้ยต่างประเทศปรับขึ้นชัดเจนแล้วการระดมทุนของภาคเอกชนนั้น มีทั้งระดมทุนในประเทศและต่างประเทศ จากนี้ไปจะเริ่มเห็น ผู้ที่กู้เงินต่างประเทศหันมากู้เงินในประเทศมากขึ้น เพราะดอกเบี้ยต่ำต้นทุนการเงินก็จะถูกกว่า ซึ่งจะมีส่วนทำให้สภาพคล่องในประเทศ ลดลง
 
การระดมทุนของภาตเอกชนไทยที่ผ่านมาพึ่งพาเงินจากตลาดหุ้นกู้มีสัดส่วนที่สูงมากขึ้นและมียอดคงค้างในระบบมากถึง 2.9 ล้านล้านบาท ซึ่งเกือบจะมีมูลค่าเท่ากับสินเชื่อของภาคสถาบันการเงินที่ถ้าหักสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและเล็กจะอยู่ที่ 3.3 ล้านล้านบาท
 
นอกจากนี้ การไหลออกของเงินทุนต่างชาติ ที่จะไหลออกไปหาแหล่งที่ให้ผลตอบแทนมากกว่า ทั้งในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร ก็เห็นได้ชัดเจนว่ามีมากขึ้น สำหรับตลาดหุ้นมีเงินไหลออกไปร่วม 2 แสนล้านบาทแล้ว แต่ในตลาดพันธบัตรนั้นก็มีทั้งไหลออกและไหลเข้า เป็นระยะตามสถานการณ์ต่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และมีแนวโน้มว่าเงินจะไหลกลับเข้ามา เพราะเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่อเนื่องอย่างชัดเจน
 
และหากการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ สามารถปักธงได้ในปีนี้ โอกาสที่จะได้เห็นดอกเบี้ยปรับทิศเป็นขาขึ้นอาจจะเร็วกว่าที่คาด และอาจหักปากกานักวิเคราะห์ที่มองไปในทางเดียวกันว่าดอกเบี้ยไทยจะไปขึ้นในปีหน้า เพราะสภาพคล่องในประเทศยังมีสูง 2-3 ล้านล้านบาท เนื่องจากสภาพคล่องเริ่มเหือดลงเร็วกว่าที่คาด
 
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย ระบุว่า หากไทยไม่มีการสะสม policy space หรือขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในตอนนี้ เมื่อเกิดวิกฤติขึ้นในอนาคต กนง.อาจต้องลดดอกเบี้ยมากกว่า 0.25% หมายความว่าดอกเบี้ยจะลดลงไปอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 1.25% ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดตั้งแต่ที่ไทยเคยมีอัตราดอกเบี้ยนโยบายมา อาจยิ่งทำให้เงินทุนไหลออกรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลลดลงและเงินสำรองระหว่างประเทศที่คาดว่าจะลดลงจากการส่งออกสินค้าและการท่องเที่ยวของไทยที่ขยายตัวช้าลงตามการชะลอของเศรษฐกิจโลก อีกทั้งการสนับสนุนให้มีการลงทุนภายในประเทศเพิ่มขึ้นทำให้ต้องนำเข้าเครื่องจักรและสินค้าทุนจำนวนมาก
 
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ดอกเบี้ยนโยบายจะปรับขึ้น แต่ดอกเบี้ยของธนาคตารพาณิชย์นั้นจะขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ขึ้นกับสภาพคล่อง ต้นทุน และสภาพเศรษฐกิจที่แท้จริงมากกว่าจะขึ้นตาม กนง. และการเปลี่ยนแปลงในตลาดเงินนั้นเป็นภาวะที่แท้จริงของเศรษฐกิจมากกว่าตัวเลขของสำนักพยากรณ์ทางเศรษฐกิจทุกสำนัก
 

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่