posttoday
150 ปี สุริยุปราคาเจ้ากรุงสยาม

150 ปี สุริยุปราคาเจ้ากรุงสยาม

12 สิงหาคม 2561

วันที่ 18 ส.ค.ของทุกปี เป็นวันสำคัญของประเทศไทย เนื่องจากวันนี้เป็นวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ

โดย วรเชษฐ์ บุญปลอด
 
วันที่ 18 ส.ค.ของทุกปี เป็นวันสำคัญของประเทศไทย เนื่องจากวันนี้เป็นวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ วันซึ่งกระตุ้นให้พวกเราทุกคนได้ตระหนักและเข้าใจในความสำคัญของวิทยาศาสตร์ อันมีบทบาทอย่างมากในการพัฒนาประเทศ ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของทุกคนให้ดียิ่งขึ้น
 
วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ มีต้นกำเนิดจากวันที่ 18 ส.ค. 2411 วันนี้เมื่อ 150 ปีที่แล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 แห่งราชวงศ์จักรี ได้เสด็จฯ ไปทอดพระเนตรสุริยุปราคาเต็มดวง ซึ่งเงามืดของดวงจันทร์ได้พาดผ่านบริเวณภาคใต้ตอนบนของประเทศไทย ก่อให้เกิดสุริยุปราคามืดมิดนานกว่า 6 นาที
 
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีความรู้ทางดาราศาสตร์ ทรงสามารถคำนวณปรากฏการณ์ต่างๆ ดังจะเห็นได้จากประกาศ ซึ่งมีการพยากรณ์ถึงปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น สุริยุปราคา จันทรุปราคา ดาวพุธผ่านหน้าดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์บังดาวเคราะห์ รวมถึงทรงกล่าวถึงดาวหาง จุดมืดบนดวงอาทิตย์ ฯลฯ ทรงทราบว่าปฏิทินจันทรคติที่ใช้กันมีความคลาดเคลื่อนจากดวงจันทร์จริงบนท้องฟ้า จึงทรงคิดค้นวิธีบอกดิถีจันทร์ด้วยปักขคณนา ซึ่งมีใช้ในธรรมยุติกนิกาย
 
สุริยุปราคาครั้งนี้ถือเป็นสุริยุปราคาครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงออกประกาศให้ประชาชนทราบถึงปรากฏการณ์นี้ล่วงหน้านาน 2 ปี เสด็จฯ ออกจากกรุงเทพฯ ในพระราชกรณียกิจการสังเกตสุริยุปราคาที่ค่ายหลวง ต.หว้ากอ ตรงเกาะจาน เมืองประจวบคีรีขันธ์ นาน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค.–21 ส.ค. 2411 โดยประทับในเรือพระที่นั่งอรรคราชวรเดช มีเรือกลไฟอีกหลายลำตามเสด็จ
 
สุริยุปราคาเต็มดวงวันที่ 18 ส.ค. 2411 มีแนวคราสเต็มดวง หรือแนวที่เงามืดของดวงจันทร์เคลื่อนตัวผ่านผิวโลก เริ่มต้นที่ด้านตะวันออกของทวีปแอฟริกา บริเวณทะเลแดง ลงสู่อ่าวเอเดน ทะเลอาหรับ อินเดีย อ่าวเบงกอลในมหาสมุทรอินเดีย ภาคใต้ของสยาม บอร์เนียวและนิวกินี ก่อนจะสิ้นสุดในมหาสมุทรแปซิฟิก คณะสำรวจหลายประเทศได้เดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ตามแนวคราสเต็มดวงเพื่อสังเกตสิ่งที่ปรากฏขึ้นรอบดวงอาทิตย์ ขณะที่พื้นผิวส่วนที่สว่างจ้าที่สุดของดวงอาทิตย์ถูกดวงจันทร์บัง
 
ขณะเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง ซึ่งยาวนานได้ไม่เกิน 7 นาทีเศษ (ส่วนใหญ่สั้นกว่านั้นมาก) ถือเป็นนาทีทองของปรากฏการณ์ เราสามารถมองดูด้วยตาเปล่าโดยไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับแสงสว่างจ้าของผิวดวงอาทิตย์ ซึ่งทำอันตรายต่อดวงตาของเราได้ บรรยากาศชั้นนอกที่เรียกว่าคอโรนาเปล่งแสงสีนวลกระจายออกจากดวงอาทิตย์ มีรูปร่างแตกต่างกันไปในสุริยุปราคาเต็มดวงแต่ละครั้ง เมื่อพื้นผิวสว่างจ้า ซึ่งมีชื่อว่าโฟโตสเฟียร์ถูกดวงจันทร์บดบัง เปิดโอกาสให้นักดาราศาสตร์สามารถศึกษาบรรยากาศที่อยู่สูงถัดขึ้นมาที่เรียกว่าโครโมสเฟียร์ และปรากฏการณ์เหนือขึ้นไปที่เรียกว่า เปลวสุริยะ หรือโพรมิเนนซ์
 
การสังเกตสุริยุปราคาเต็มดวงในอดีต นักดาราศาสตร์ยังไม่ทราบว่าพวยสว่างสีแดงที่เห็นอยู่บริเวณขอบมืดของดวงจันทร์ขณะดวงอาทิตย์ถูกบังมืดมิด แท้จริงเป็นส่วนหนึ่งของดวงอาทิตย์ มีความคิดว่ามันอาจเป็นส่วนหนึ่งของดวงจันทร์ ปัจจุบันเราทราบแล้วว่าสิ่งนั้นอยู่บนดวงอาทิตย์ จึงเรียกว่า เปลวสุริยะ
 
ย้อนไปเมื่อสองศตวรรษก่อน นักดาราศาสตร์พยายามจะสังเกตสเปกตรัมของเปลวสุริยะในเวลาที่ไม่เกิดสุริยุปราคาเต็มดวง แต่ยังไม่สามารถทำได้ ซึ่งการวัดสเปกตรัมจะสามารถบอกให้เราทราบถึงองค์ประกอบทางเคมีของวัตถุต่างๆ หากจะวัดสเปกตรัมของเปลวสุริยะจึงต้องรอให้เกิดสุริยุปราคาเต็มดวง
 
สุริยุปราคาเต็มดวงวันที่ 18 ส.ค. 2411 ดวงอาทิตย์ถูกดวงจันทร์บังมิดดวงเป็นระยะเวลายาวนานได้ถึง 6 นาที 47 วินาที และจะเป็นครั้งแรกที่สามารถศึกษาเปลวสุริยะด้วยสเปกโทรสโกป ประเทศในยุโรปจึงส่งคณะนักดาราศาสตร์เดินทางไปยังจุดสังเกตตามแนวคราสเต็มดวง คณะของอังกฤษอยู่ที่อินเดีย เยอรมนีอยู่ที่เอเดน เนเธอร์แลนด์อยู่ที่เซเลบีส ฝรั่งเศสได้ขอพระราชทานอนุญาตส่งคณะหนึ่งมาที่ราชอาณาจักรสยาม อีกคณะหนึ่งนำโดย ปีแยร์ ฌ็องแซ็ง ถูกส่งไปที่อินเดีย
 
นอกจากคณะของฝรั่งเศส ซึ่งตั้งอยู่ทางใต้ของค่ายหลวง ยังมีพระราชอาคันตุกะจากอังกฤษ นำโดย เซอร์แฮร์รี ออร์ด ผู้สำเร็จราชการอังกฤษประจำสิงคโปร์ พร้อมภรรยาและคณะ เดินทางมาสังเกตสุริยุปราคาที่บริเวณค่ายหลวง ณ หว้ากอ ซึ่งเป็นไปตามคำเชิญของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
 
นักดาราศาสตร์ของอังกฤษและฝรั่งเศสทั้งในอินเดียและสยาม ต่างก็รายงานการสังเกตเห็นเส้นเปล่งแสงในสเปกตรัมของเปลวสุริยะ หนึ่งในนั้นเป็นเส้นสีเหลือง มีตำแหน่งอยู่ใกล้เส้นโซเดียม แทบทุกคนต่างก็เข้าใจว่ามันเกิดจากโซเดียม มีเพียงรายงานของ นอร์แมน พอกสัน นักดาราศาสตร์ชาวอังกฤษ ซึ่งสังเกตสุริยุปราคาจากอินเดีย ตั้งข้อสงสัยว่าเส้นสีเหลืองนั้นอาจไม่ได้เกิดจากโซเดียม
 
หลังจากสุริยุปราคาครั้งนั้น ฌ็องแซ็งได้พบวิธีสังเกตเปลวสุริยะโดยไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดสุริยุปราคาเต็มดวง เช่นเดียวกับ โจเซฟ นอร์แมน ล็อกเยอร์ ในอังกฤษ รายงานของนักดาราศาสตร์ทั้งสองไปถึงปารีสในเดือน ต.ค. สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งฝรั่งเศสจึงประกาศยกย่องทั้งคู่ว่าเป็นผู้ค้นพบวิธีสังเกตเปลวสุริยะโดยไม่ต้องรอให้เกิดสุริยุปราคาเต็มดวง โดยเฉพาะล็อกเยอร์ที่ให้ความสนใจมากเป็นพิเศษต่อเส้นเปล่งแสงสีเหลือง ซึ่งเกิดจากธาตุชนิดใหม่ที่ไม่เคยพบมาก่อน ต่อมาเขาและผู้ร่วมงานได้เสนอให้ตั้งชื่อธาตุใหม่ว่า ฮีเลียม มาจากภาษากรีกที่แปลว่า ดวงอาทิตย์
 
สุริยุปราคาเต็มดวงครั้งนี้นอกจากจะมีความสำคัญสำหรับคนไทย ยังมีความสำคัญในประวัติศาสตร์โลกด้วย เนื่องจากเป็นสุริยุปราคาที่นำไปสู่การค้นพบธาตุฮีเลียม เป็นธาตุสำคัญอันนำมาซึ่งความเข้าใจต่อกระบวนการต่างๆ ที่เกิดขึ้นในดาวฤกษ์ พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอันเกี่ยวข้องกับสุริยุปราคาครั้งนี้ก็เป็นที่ทราบกันในวงการดาราศาสตร์โลก เว็บไซต์ของนาซ่าจึงเรียกสุริยุปราคาครั้งนี้ว่า King of Siam’s Eclipse
 
ปรากฏการณ์ท้องฟ้า (12-19 ส.ค.)
 
ดาวศุกร์ ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ และดาวอังคาร เป็นดาวเคราะห์สว่างที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าอยู่บนท้องฟ้าเวลาหัวค่ำ เรียงลำดับจากดาวศุกร์ที่อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ในกลุ่มดาวหญิงสาว ดาวพฤหัสบดีที่อยู่สูงทางทิศใต้ในกลุ่มดาวคันชั่ง ดาวเสาร์ที่อยู่สูงทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ในกลุ่มดาวคนยิงธนู และดาวอังคารที่อยู่ห่างไปทางซ้ายมือของดาวเสาร์ในกลุ่มดาวแพะทะเล
 
ดาวศุกร์อยู่ทางทิศตะวันตกมากที่สุดเมื่อเทียบกับดาวเคราะห์ดวงอื่น จึงมีเวลาสังเกตได้สั้นที่สุด กลางสัปดาห์ตกลับขอบฟ้าประมาณ 3 ทุ่ม หลังจากนั้นอีก 2 ชั่วโมง ดาวพฤหัสบดีจะตก ตามด้วยดาวเสาร์ ซึ่งตกในเวลาตี 2 ครึ่ง เป็นเวลาหลังจากที่ดาวเสาร์ผ่านจุดสูงสุดบนท้องฟ้าด้านทิศใต้ในเวลา 3 ทุ่ม
 
วันที่ 18 ส.ค. ดาวศุกร์ทำมุมห่างจากดวงอาทิตย์ที่สุดด้วยระยะห่าง 46 องศา หลังจากนั้นดาวศุกร์จะเคลื่อนกลับเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากขึ้น เราจึงมีเวลาสังเกตดาวศุกร์ได้สั้นลง ดาวอังคารอยู่ทางทิศตะวันออกมากที่สุด จึงมีเวลาสังเกตได้นานที่สุด ผ่านจุดสูงสุดบนท้องฟ้าด้านทิศใต้ในเวลา 5 ทุ่ม และตกลับขอบฟ้าในเวลาตี 4 ครึ่ง
 
จันทร์ดับในวันที่ 11 ส.ค. สัปดาห์นี้จึงเข้าสู่ข้างขึ้น มองเห็นดวงจันทร์อยู่บนท้องฟ้าด้านทิศตะวันตกในเวลาหัวค่ำของทุกวัน วันที่ 14 ส.ค. จันทร์เสี้ยวอยู่ใกล้ดาวศุกร์ที่ระยะ 6 องศา วันที่ 17 ส.ค. ดวงจันทร์เคลื่อนไปอยู่ใกล้ดาวพฤหัสบดีที่ระยะ 4 องศา จากนั้นดวงจันทร์สว่างครึ่งดวงในวันที่ 18 ส.ค.
 
สถานีอวกาศนานาชาติ หรือไอเอสเอส โคจรรอบโลกที่ความสูงประมาณ 400 กิโลเมตร ปรากฏให้เห็นได้ด้วยตาเปล่าเมื่อแสงอาทิตย์ตกกระทบ โดยมีลักษณะเป็นดาวสว่างเคลื่อนที่บนท้องฟ้าเวลาเช้ามืดหรือหัวค่ำ สัปดาห์นี้มีโอกาสเห็นได้หลายครั้ง ที่น่าสนใจมีดังนี้
 
วันจันทร์ที่ 13 ส.ค. 2561 กรุงเทพฯ และบริเวณใกล้เคียงเห็นสถานีอวกาศเริ่มปรากฏใกล้ขอบฟ้าทิศเหนือในเวลา 19.36 น. จากนั้นเคลื่อนสูงขึ้นไปทางขวา ถึงจุดสูงสุดทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือในเวลา 19.39 น. ที่มุมเงย 23 องศา สถานีอวกาศหายลับไปหลังจากนั้นไม่นานเมื่อโคจรเข้าสู่เงามืดของโลก
 
วันอังคารที่ 14 ส.ค. 2561 สถานีอวกาศเริ่มปรากฏใกล้ขอบฟ้าทิศตะวันตกเฉียงเหนือในเวลา 20.20 น. จากนั้นเคลื่อนสูงขึ้นไปทางซ้าย หายลับไปเมื่อเข้าสู่เงามืดของโลกในเวลา 20.23 น. ขณะอยู่เหนือดาวศุกร์ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ที่มุมเงย 27 องศา
 
วันพุธที่ 15 ส.ค. 2561 สถานีอวกาศเริ่มปรากฏใกล้ขอบฟ้าทิศตะวันตกเฉียงเหนือในเวลา 19.28 น. จากนั้นเคลื่อนสูงขึ้นจนผ่านเหนือศีรษะในเวลา 19.32 น. สิ้นสุดการมองเห็นเมื่อเข้าสู่เงามืดของโลกในเวลา 19.34 น. ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ขณะอยู่ที่มุมเงย 19 องศา
 
วันศุกร์ที่ 17 ส.ค. 2561 สถานีอวกาศเริ่มปรากฏใกล้ขอบฟ้าทิศตะวันตกเฉียงเหนือในเวลา 19.21 น. จากนั้นเคลื่อนสูงไปทางซ้าย ถึงจุดสูงสุดขณะอยู่ใกล้ดาวศุกร์ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ในเวลา 19.24 น. ที่มุมเงย 20 องศา สิ้นสุดการมองเห็นใกล้ขอบฟ้าทิศใต้ในเวลา 19.27 น. 

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร