posttoday
กาแฟเปลี่ยนชีวิต พลิกผู้ด้อยโอกาสสู่ 'บาริสต้า'

กาแฟเปลี่ยนชีวิต พลิกผู้ด้อยโอกาสสู่ 'บาริสต้า'

15 กรกฎาคม 2561

ในปัจจุบัน การใช้ชีวิตของคนเมืองนั้นเป็นไปในลักษณะที่เร่งรีบ

โดย ชลทิพย์ สุริสาร

ในปัจจุบัน การใช้ชีวิตของคนเมืองนั้นเป็นไปในลักษณะที่เร่งรีบ โดยเราใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำงานในออฟฟิศและใช้ชีวิตอยู่บนท้องถนนท่ามกลางรถติด ด้วยเหตุนี้อาจทำให้หลายคนที่ดำเนินชีวิตในแบบดังกล่าวไม่มีเวลาที่จะไปทำประโยชน์เพื่อคนอื่นและสังคม แต่น้อยคนนักจะรู้ว่า การทำความดีเพื่อคนอื่นในวันที่แสนเร่งรีบนั้นง่ายและใกล้ตัวกว่าที่คิด เพราะเพียงแค่การสั่ง “กาแฟ” แก้วหนึ่ง ก็สามารถเปลี่ยนชีวิตคนอื่นได้อีกมากมายแล้ว

สถาบันกาแฟ เบ็ทเทอร์ บาริสต้า (Bettr Barista Coffee Academy) ถือเป็นธุรกิจเพื่อสังคม หรือ Social Enterprise แห่งหนึ่งในประเทศสิงคโปร์ ที่เปิดโอกาสให้เหล่าผู้หญิงด้อยโอกาส กลุ่มเด็กที่มีพฤติกรรมเสี่ยง ไปจนถึงบุคคลทั่วไปที่สนใจ ได้เข้ามาฝึกอบรมเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟและเป็น “บาริสต้า” มืออาชีพ เพื่อให้พวกเธอและพวกเขาได้มีทักษะเฉพาะทางไปประกอบอาชีพต่อไป ในยามที่วัฒนธรรมการดื่มกาแฟเริ่มเป็นที่แพร่หลายไปทั่วโลก

เบ็ทเทอร์ บาริสต้า จะให้การฝึกอบรมแบบเป็นองค์รวม (Holistic Programme) เป็นระยะเวลา 4 เดือน ซึ่งไม่ได้สอนเฉพาะด้านการชงกาแฟเพื่อไปเป็นบาริสต้ามืออาชีพเท่านั้น แต่ยังให้การอบรมเตรียมความพร้อมทั้งทางด้าน “ร่างกายที่แข็งแรง” และ “จิตใจที่แข็งแกร่ง” ด้วย เนื่องจากผู้รับการอบรวมส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงที่ผ่านความยากลำบากของชีวิตมา เป็นเยาวชนที่เผชิญภาวะเสี่ยง รวมถึงมีผู้ที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรง ทำให้ต้องมีการเตรียมความพร้อมกันสักหน่อย

การฝึกอบรมแบ่งออกเป็น 3 ด้านหลักคือ 1.ด้านจิตใจ (Mental) ผ่านการฝึกอบรมสำหรับเป็นบาริสต้ามืออาชีพ การฝึกงานจริงแบบมีค่าจ้างตามร้านกาแฟต่างๆ ที่เป็นพันธมิตร และอาจได้ต่อยอดการเรียนรู้เพิ่มขึ้นในระดับสากลต่อไป 2.ด้านอารมณ์ (Emotional) เสริมภูมิคุ้มกันทางอารมณ์ เพิ่มทักษะการจัดการชีวิต เพื่อช่วยในการจัดการปัญหาต่างๆ และเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นให้ตัวผู้รับการอบรมด้วย และ 3.ด้านร่างกาย (Physical) โดยจะมีกิจกรรมตั้งแต่ โยคะ พายเรือแคนู ปีนเขา และคลาสฝึกการป้องกันตนเอง ซึ่งนอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว ก็ยังเพิ่มทักษะการทำงานเป็นทีมและการเข้าสังคมด้วย

ทั้งหมดนี้หากเป็นผู้สมัครทั่วไปจะมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 3,500 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 8.53 หมื่นบาท) แต่ในกรณีเป็นผู้ที่ประสบปัญหามาและต้องการพลิกชีวิตใหม่ในฐานะบาริสต้า จะได้รับการพิจารณาเป็นรายๆ ไป โดยจะต้องได้รับการรับรองมาจากหน่วยงานบริการทางสังคม และผ่านการสัมภาษณ์จากทางสถาบัน โดยอาจได้ทุนอุดหนุนสูงสุด 92% ของค่าใช้จ่าย

กาแฟเปลี่ยนชีวิต พลิกผู้ด้อยโอกาสสู่ 'บาริสต้า'

อย่างไรก็ดี การดำเนินธุรกิจเพื่อสังคมนั้นแน่นอนว่าไม่ได้เป็นธุรกิจที่มีเป้าหมายเพียงเพื่อแสวงหาผลกำไรเพียงอย่างเดียว แต่เป้าหมายของธุรกิจยังรวมไปถึงการคืนกำไรให้สังคมด้วย ทั้งนี้เจ้าของธุรกิจเพื่อสังคมต่างก็ได้รับแรงบันดาลใจในการดำเนินธุรกิจแตกต่างกันไป

“พาเมลา ฉึง” ผู้ก่อตั้งสถาบันกาแฟเบ็ทเทอร์ บาริสต้า วัย 42 ปี อดีตผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษาเว็บไซต์ที่ประสบความสำเร็จแห่งหนึ่งที่ทำงานดังกล่าวมานานถึง 8 ปี วันหนึ่งเธอเกิดมีความคิดที่ว่า “เงิน ไม่ใช่เป้าหมายเดียวในการประกอบธุรกิจ”

ฉึงมีความเชื่อว่า ในการประกอบธุรกิจนั้นเจ้าของธุรกิจควรคำนึงถึงความยั่งยืนและผลประโยชน์ของส่วนรวม ด้วยเหตุผลข้างต้นกอปรกับความหลงใหลในกาแฟของเธอ ส่งผลให้เธอสร้างธุรกิจสถาบันด้านกาแฟเบ็ทเทอร์ บาริสต้า ขึ้นมาในปี 2011 ซึ่งเป็นธุรกิจเพื่อสังคมที่จะช่วยดึงประสิทธิภาพของผู้อบรมเพื่อให้คนมีอาชีพและหลุดพ้นจากวัฏจักรความยากจน นอกจากนี้เธอยังเชื่อว่า การเรียนรู้วิธีที่จะจัดการกับอารมณ์ของตัวเองได้จะช่วยสร้างความยืดหยุ่นในชีวิตและสามารถที่จะรับมือกับความท้าทายต่างๆ ที่เข้ามาในอนาคตได้

“เป้าหมายของเราคือ ผู้ที่จบจากโครงการไปมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจนสามารถช่วยผู้อื่นต่อไปในอนาคตได้”

จากปณิธานในการดำเนินธุรกิจเพื่อสังคมของฉึง ส่งผลให้ผู้ที่ผ่านการเข้าร่วมโครงการมีอาชีพและรายได้ที่แน่นอน โดยมีผู้เข้าร่วมอบรมแล้วหลายพันคน มากกว่า 93% ได้ทำงานเป็นพนักงานประจำอยู่ในอุตสาหกรรมกาแฟ และในบรรดาศิษย์เก่า 44 คนผู้เคยผ่านการอบรมมากนั้น มีรายได้รวมกันในวันนี้มากถึง 1.1 ล้านดอลลาร์ (ราว 27 ล้านบาท) และแต่ละคนให้การสนับสนุนช่วยเหลือศิษย์รุ่นใหม่เฉลี่ย 4 คน

โอกาสใหม่อันแสนล้ำค่า

“ฉันเริ่มมีอาการซึมเศร้าส่วนครอบครัวก็ประสบกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่ในฐานะแม่เลี้ยงเดี่ยว ฉันต้องกลับไปหางานทำอีกครั้ง”

โจเซฟิน เตียว วัย 48 ปี เป็นอดีตนักออกแบบภายในที่ลาออกจากงานเพื่อมาดูแลครอบครัวเต็มตัว แต่ด้วยสถานการณ์ที่บีบบังคับจากการกลายเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวและมีภาระที่ต้องดูแลบุตรถึง 2 คน ส่งผลให้เธอต้องกลับมาหางานทำอีกครั้งในรอบหลายปี ซึ่งทำให้เธอวิตกกังวลและไม่มั่นใจเป็นอย่างมาก แต่สถาบันแห่งนี้ได้มอบโอกาสให้เธอได้ฝึกอาชีพใหม่ ซึ่งหลังการฝึกอบรม เตียวก็ได้เป็นบาริสต้ามืออาชีพตามที่ตั้งใจไว้ และยังได้โอกาสปรึกษากับนักจิตวิทยาโดยตรงผ่านทางสถาบันในขณะที่ฝึกอบรมด้วย

ขณะที่เคสของ เชอร์ลี่ย์ อึ้ง มีชีวิตที่ไม่ได้สวยหรูนัก เธอต้องออกจากโรงเรียนและหางานทำเมื่ออายุ 13 ปี เป็นแม่คนเมื่ออายุ 15 ปี มีลูกคนที่สองเมื่ออายุ 18 ปีและได้แต่งงานตอนอายุ 22 ปี เดิมทีเธอไม่ได้ชอบดื่มกาแฟและไม่สนใจในอาชีพบาริสต้า แต่ด้วยคำแนะนำของที่ปรึกษา อึ้งจึงได้เข้าร่วมโครงการของสถาบันแห่งนี้

ใครจะเชื่อว่า 6 ปีต่อมาหลังจากจบโครงการ อึ้งได้กลายเป็นบาริสต้าคนเก่งที่การันตีจากประกาศนียบัตรรับรองหลายรายการ รวมถึงชนะรางวัลมา 9 รางวัลจากสมาคมกาแฟพิเศษ (Specialty Coffee Association) และยังผ่านการรับรองด้านทักษะแรงงานชั้นสูงของรัฐบาล ทำให้ทุกวันนี้เธอกลายมาเป็นผู้ให้การอบรมของเบ็ทเทอร์ บาริสต้า และเป็น 1 ในเสาหลักของสถาบันที่ส่งต่อโอกาสและความช่วยเหลือไปยังคนรุ่นต่อๆ ไปแล้ว

กาแฟเปลี่ยนชีวิต พลิกผู้ด้อยโอกาสสู่ 'บาริสต้า'

การทำธุรกิจเพื่อสังคมนั้นไม่ใช่องค์กรการกุศลที่มีแต่ผู้บริจาค เงินบริจาคอาจเป็นการสมทบในรูปแบบหนึ่งเท่านั้น แต่ธุรกิจเองก็ต้องมีโมเดลชัดเจนที่ทำให้กิจการดำเนินไปได้ด้วยตัวเอง ซึ่งเบ็ทเทอร์ บาริสต้าได้เน้นที่ตัวผลิตภัณฑ์กาแฟให้เป็นที่ยอมรับและต้องการของลูกค้า ขายสินค้าต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงจัดกิจกรรมออกอีเวนท์ตามงานและในบริษัทต่างๆ เพื่อส่งเสริมธุรกิจและขยายการรับรู้แบรนด์ออกไปอีกด้วย

นอกจากนี้ การทำธุรกิจเพื่อสังคมยังต้องการลูกค้าซึ่งเป็นภาคส่วนที่สำคัญที่ทำให้ธุรกิจสามารถดำเนินการต่อไปได้ และต้องการการสนับสนุนจากกลุ่มธุรกิจอื่นๆ ด้วยเช่นกัน เช่น มูลนิธิดีบีเอส ภายใต้เครือข่ายธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์ ที่ให้เงินสนับสนุนเบ็ทเทอร์
บาริสต้า และธุรกิจเพื่อสังคมรายอื่นๆ รวมแล้วกว่า 100 แห่ง

แพทเซียน โลว์ ประธานมูลนิธิดีบีเอส กล่าวว่า ต้องการสร้างการตระหนักรู้และสนับสนุนบรรดาผู้ประกอบการธุรกิจเพื่อสังคม ซึ่งสิ่งที่จำเป็นสำหรับธุรกิจเหล่านี้ก็คือ การมีตัวตนเป็นที่รับรู้ได้ในตลาด

พาเมลา ฉึง กล่าวเสริมว่า ธุรกิจของเบ็ทเทอร์ บาริสต้า ไม่ได้คำนึงถึงแต่ปริมาณที่วัดได้เป็นตัวเลขเท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงคุณค่าที่วัดเป็นปริมาณไม่ได้ของโอกาสและประโยชน์ที่ส่งผลต่อคนอื่นๆ ในสังคม การส่งต่อความสำเร็จจากภาคธุรกิจไปสู่การสร้างโอกาสให้คนอื่นในสังคมนั้น เป็นสิ่งที่ทรงคุณค่าและเป็นสิ่งที่ธุรกิจเพื่อสังคมเช่น เบ็ทเทอร์ บาริสต้า ต้องการ

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่