
Email Marketing เวิร์กหรือไม่?
เร็วๆ นี้ผมเองเพิ่งจะจัดสัมมนาให้กับบริษัทครับ หัวข้อง่ายๆ แต่บรรยายไม่ง่าย "Digital Marketing for Entrepreneur"
เร็วๆ นี้ผมเองเพิ่งจะจัดสัมมนาให้กับบริษัทครับ หัวข้อง่ายๆ แต่บรรยายไม่ง่าย "Digital Marketing for Entrepreneur"
อะแฮ่ม! งานนี้ไม่ใช่ Entrepre neur บรรยายไม่ได้นะครับ ตัวผมเองล้มลุกคลุกคลานกับการทำ Digital Marketing มาประมาณครึ่งชีวิต เข้าใจหัวอกคนเป็น Entrepreneur หรือ ผู้ประกอบการเป็นอย่างดี เรียกได้ว่าแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันกับผู้ฟังอย่างเมามัน
หนึ่งใน Topic ที่น่าสนใจ ที่มี ผู้ฟังยกมือถาม กลายเป็นเรื่อง Email Marketing ครับ
อาจจะด้วยในเนื้อหาสัมมนา ผมจะเน้นมากๆ ว่า Digital Marketer ทุกคนต้องทำการเก็บข้อมูลลูกค้า หรือ ผู้เข้าชมให้ได้ ถ้าเก็บยากเก็บเย็น เก็บแทบไม่ได้ อย่างน้อยที่สุดก็ขอเก็บ Email ไว้ก่อนเป็นขั้นพื้นฐาน Email สำคัญกว่าชื่อ นามสกุล ที่อยู่ ด้วยซ้ำครับ อย่างน้อยที่สุดเราก็เอา Email มาทำเป็น Email Marketing เพื่อติดต่อลูกค้าได้
พอพูดดังนั้นจะไม่แปลกใจครับ มีคนยกมือเถียงผมในทันที ทำ Email Marketing ไม่เคยเวิร์กเลยสักครั้ง เคยทำแล้วแต่คนไม่เปิดอ่านเลย! อันนี้เลยต้องมาถกเถียงกันต่อในรายละเอียดครับ ที่บอกว่าไม่เวิร์กนั้นมันเพราะ เหตุใดกันแน่
อย่างแรกเลย คุณไปเอาอีเมล ที่ใช้ส่งมาจากไหน ซื้อเขามา ก๊อบเอาจากทาง Internet? ทำกิจกรรมแจกไอโฟน แล้วได้อีเมลมา? จะบอกว่าอีเมลของคนที่ไม่ได้สนใจในสินค้า หรือบริการของเราจริงๆ ตามที่กล่าวข้างต้นนี้ ต้องยอมรับครับว่ามันโคตรจะไม่เวิร์กเลยครับ จริงๆ ถ้าเราได้อีเมลมา โดยที่เจ้าของอีเมลไม่ได้ ยินยอมให้เราส่งอีเมลหา ผมจะเรียกสิ่งนี้ว่า Spam Marketing!
ถ้าไม่สิ้นไร้ไม้ตอกจริงๆ ไม่ค่อยจะแนะนำให้ทำครับ Email Marketing จะได้ผลดีนั้น อีเมลที่ใช้ส่งควรจะได้รับความยินยอมจากเจ้าของอีเมลก่อนเป็นอันดับแรกครับ
อย่างที่สอง สำคัญไม่แพ้กันคือระบบที่ใช้ส่งเมลครับ เวลาเราส่งเมลออกจำนวนมากๆ ปัญหาอันหนึ่งที่เราจะเจอเสมอ คือ อีเมลจะวิ่งไปตกในกล่อง Spam ของผู้รับ ทำให้ผู้รับไม่ได้เปิดอ่าน อันนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างเทคนิคพอสมควรผมไม่ขออธิบาย เหตุไฉนอีเมลถึงไปอยู่ในกล่อง Spam ได้ แต่เอาเป็นว่าเราต้องมีระบบส่งอีเมลที่ไว้ใจได้
ผมเองแนะนำ Solution ของ ต่างประเทศครับ ชื่อว่า Mailchimp.com ราคาอยู่ในเรตที่รับได้และ ไม่มีปัญหาเรื่องอีเมลหลุดไปอยู่ในกล่อง Spam แถมมีระบบ Tracking ที่ค่อนข้างโอเคด้วย
อย่างที่สาม ตามมาติดๆ คือ Subject ของอีเมลที่จะใช้ในการ ส่งครับ เมื่ออีเมลไปตกอยู่ใน Inbox ของผู้รับแล้ว จะเปิดหรือไม่เปิดก็ขึ้นอยู่กับตรงนี้แหละครับว่าจะเปิดอ่านหรือไม่เปิดอ่าน ทั้งนี้ทั้งนั้นส่วนใหญ่แล้ว Subject จะขึ้นอยู่กับความเป็น Creative ของผู้ส่งครับ ซึ่งค่อนข้างยากมากที่จะตัดสินว่า Subject อีเมลที่เราคิดขึ้นมานั้นมันดีหรือไม่ดี มันขึ้นอยู่กับแฟกเตอร์หลายอย่าง ประเภทของธุรกิจ สินค้า กลุ่มผู้รับอีเมล ฯลฯ
ดังนั้น ผมอยากให้เทคนิคง่ายๆ ในการทดสอบ Subject อีเมลครับ เรียกกันง่ายๆ ว่า Split Testing สมมติ ว่าเรามีอีเมลที่จะใช้ส่งทั้งหมด 1 หมื่นอีเมล เมื่อเราคิด Subject อีเมลอัน กิ๋บเก๋เรียบร้อยแล้ว วิธีการส่งเมลคืออย่าเพิ่งส่งเมลทั้ง 1 หมื่นอีเมลออกไป ลองสุ่มอีเมลขึ้นมาสัก 100-200 อีเมล แล้วส่งออกไปเทสก่อน ว่า Open Rate จะประมาณสักเท่าไร
สมมติส่งออกไป เราเจอว่า Open Rate แค่ 2% อันนี้ถือว่ารับไม่ได้สุดๆ ผมแนะนำให้คิด Subject อีเมลอันใหม่ ขึ้นมาเพื่อใช้ส่งแทนทำ Test ไปเรื่อยๆ ทีละ 100-200 อีเมล ส่งจนกว่าเราจะได้ Open Rate ที่เราพอใจ จากนั้นถึงจะส่งเมลที่เหลือทั้งหมดออกไปในขั้นตอนสุดท้ายครับ
ถ้าถามผมว่า Open Rate มันควรจะประมาณเท่าไร มาตรฐานอุตสาหกรรมของ Email Marketing Open Rate จะอยู่ที่ประมาณ 10% ครับ บางคนร้องกรี๊ดๆ ว่าทำไมแค่ 10% เอง แต่ขอโทษครับ ทุกวันนี้ Reach บนเพจ Facebook ของเราอยู่ที่ประมาณ 1% เท่านั้น บางเพจต่ำกว่า 1% เสียเอง
ดังนั้น Email Marketing ส่งออกแต่ละครั้งถือว่ามีประสิทธิภาพมาก กว่า Facebook Page ถึงประมาณ 10 เท่า!! ท้ายสุดและสุดท้าย คือ ตัวเนื้อหา Email ครับ คำแนะนำ ของผมคือ ให้เนื้อหารวบกระชับ ไม่ เวิ่นเว้อ แบ่ง Section ให้อ่านง่าย มี Call-to- Action ที่เราต้องการอยู่ในเนื้อหาอีเมลด้วย
ถ้าจะส่งอีเมลแบบ HTML ก็ให้ ชัวร์ว่าอีเมลสามารถโหลดได้เร็ว อย่าพยายามใส่รูปหรือไฟล์หนักๆ ลงไป เพราะจะทำให้คนอ่านชิงปิดอีเมลลงไป ก่อนที่รูปมันจะโหลดขึ้นมาจนเสร็จ อันนี้ เป็นเคล็ดลับที่ไม่ลับในการทำ Email Marketing ครับ
ลองเอาไปพัฒนาการทำ Email Marketing ของตัวเองดู ทีนี้ถ้ายังไม่เวิร์ก อยู่อีกละก็ ตัวใครตัวมันครับ!!







