posttoday
ยกร่าง พรบ. ตลาดหลักทรัพย์ใหม่ให้เป็นสากล

ยกร่าง พรบ. ตลาดหลักทรัพย์ใหม่ให้เป็นสากล

27 กุมภาพันธ์ 2561

รพี สุจริตกุล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ร่างพระราชบัญญัติตลาดหลักทรัพย์ที่ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีวัตถุประสงค์ในการยกระดับการกำกับดูแลตลาดทุนให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลมากขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมตลาดทุนไทยที่จะเข้ารับการประเมินภาคการเงิน (FSAP) ในปลายปีนี้ โดยยังคงยึดหลักในการคุ้มครองผู้ลงทุน และเพิ่มความยืดหยุ่นในการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบธุรกิจ ทั้งนี้ขั้นตอนต่อไปจะเป็นการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ก่อนนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต่อไป

รพี สุจริตกุล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ร่างพระราชบัญญัติตลาดหลักทรัพย์ที่ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีวัตถุประสงค์ในการยกระดับการกำกับดูแลตลาดทุนให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลมากขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมตลาดทุนไทยที่จะเข้ารับการประเมินภาคการเงิน (FSAP) ในปลายปีนี้ โดยยังคงยึดหลักในการคุ้มครองผู้ลงทุน และเพิ่มความยืดหยุ่นในการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบธุรกิจ ทั้งนี้ขั้นตอนต่อไปจะเป็นการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ก่อนนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต่อไป

ทั้งนี้ เหตุผลของการยกร่างกฎหมายครั้งนี้ระบุไว้ว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีทางการเงิน (Financial Technology) มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและมีศักยภาพ ทำให้เกิดการพัฒนาระบบการเงินและความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างก้าวกระโดด ประเทศไทยจึงควรส่งเสริมและสนับสนุนความคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยีที่ ทันสมัยมาใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจและตลาดเงินตลาดทุนของประเทศ รวมถึงปรับปรุงพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ให้มีความยืดหยุ่นเพียงพอรองรับนวัตกรรมและบริการรูปแบบใหม่ ทำให้ประชาชนเข้าถึง บริการทางการเงินทั่วถึง

พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ยังมีบทบัญญัติบางประการไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากลเพียงพอ คุ้มครองประโยชน์ของผู้ลงทุนอย่างไม่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งขาดการ บูรณาการงานด้านการส่งเสริมและพัฒนาตลาดทุน จึงเห็นควรปรับปรุงบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับตลาดหลักทรัพย์ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล เพื่อให้ประเทศไทยพร้อมเข้ารับการประเมินในโครงการประเมินภาคการเงิน (Financial Sector Assessment Program) ในปี 2561 รวมทั้ง เพิ่มความรับผิดชอบและกลไกในการตรวจสอบดูแลการบริหารจัดการกองทุนรวมของบริษัทหลักทรัพย์ และเพิ่มช่องทางในการจัดประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในกรณีที่ไม่สามารถใช้กลไกปกติในการบริหารจัดการบริษัทได้ เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายหรือผลกระทบในวงกว้าง

นอกจากนี้ ได้เพิ่มบทกำหนดโทษกรรมการและเจ้าหน้าที่ของสำนักงาน ตลอดจนกรรมการและผู้จัดการของกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน ซึ่งกระทำการหรือไม่กระทำการโดยมิชอบหรือโดยทุจริต ซึ่งโทษมีทั้งจำคุก 5-20 ปี และปรับ 5 แสน-2 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับลักษณะการทำผิด

ทั้งนี้ ในกรณีของ บจ.ที่มีปัญหาไม่สามารถจัดประชุมผู้ถือหุ้นได้ ทำให้บริษัทเสียหายหรือเสียประโยชน์อย่างร้ายแรง หรืออาจทำให้เสื่อมเสียสิทธิของผู้ถือหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ สำนักงานด้วยความเห็นชอบของคณะกรรมการ ก.ล.ต. มีอำนาจสั่งให้กรรมการ ผู้บริหาร เลขานุการบริษัท หรือบุคคลใดๆ จัดประชุมผู้ถือหุ้นได้ และให้เลือกผู้ถือหุ้นที่เข้าร่วมประชุม 1 คนเป็นประธานในที่ประชุม หากฝ่าฝืนก็จะมีความผิด

ขณะที่การจัดตั้งกองทุน CMDF นั้นให้ตลาดหลักทรัพย์นำส่งเงิน 90% ของ รายได้ที่สูงกว่าค่าใช้จ่ายหลังหักภาษีและ เงินสำรองเพื่อการลงทุน โดยให้ดูจากงบ การเงินรวม (ซึ่งในผลการรับฟังความคิด เห็นของ ก.ล.ต. สรุปวงเงินประเดิม ไว้ที่ 5,700 ล้านบาท โดย CMDF จะมีคณะ กรรมการกองทุน มีประธานตลาดหลักทรัพย์เป็นประธาน มีกรรมการจากธนาคารแห่ง ประเทศไทย ก.ล.ต. กระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริม การประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ตัวแทน สมาคมธนาคารไทย และคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 2 คน

ภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ให้ความเห็นว่า พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ที่ผ่าน ครม. ไม่มีเรื่องใดผิดไปจากที่คาด และตามขั้นตอนยังอีกนานกว่ากฎหมายจะผ่านสภาและมีผลบังคับใช้

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่