
อนุรักษนิยมไทยที่ข้าพเจ้ารู้จัก
ศุภมิตร ปิติพัฒน์นิสิตมาขอความเห็นเกี่ยวกับอนุรักษนิยมไทยเพื่อทำวิทยานิพนธ์ ปลาในน้ำจะรู้จักน้ำดีไหมข้าพเจ้าไม่แน่ใจ และยิ่งไม่แน่ใจว่าคนที่แหวกว่ายในแวดวงอนุรักษนิยมไทยมาแต่ต้นจนใกล้ขึ้นฝั่งจะมองฝ่ายเดียวกันนี้ออกเพียงใด ออกตัวอย่างนั้นแล้วจึงเสนอทัศนะให้เขาฟัง ดังต่อไปนี้
ศุภมิตร ปิติพัฒน์
นิสิตมาขอความเห็นเกี่ยวกับอนุรักษนิยมไทยเพื่อทำวิทยานิพนธ์ ปลาในน้ำจะรู้จักน้ำดีไหมข้าพเจ้าไม่แน่ใจ และยิ่งไม่แน่ใจว่าคนที่แหวกว่ายในแวดวงอนุรักษนิยมไทยมาแต่ต้นจนใกล้ขึ้นฝั่งจะมองฝ่ายเดียวกันนี้ออกเพียงใด ออกตัวอย่างนั้นแล้วจึงเสนอทัศนะให้เขาฟัง ดังต่อไปนี้
อนุรักษนิยมไทยกับอนุรักษนิยมในสากลโลกนั้นคงมีอะไรเหมือนกันบ้างเป็นแน่ แต่ที่ไม่เหมือนและเป็นลักษณะเฉพาะของไทยก็มีเช่นกัน วิธีมองที่เห็นและเน้นว่าไทยมีลักษณะเฉพาะไม่เหมือนกับใครนี้ โดยตัวของมันเอง ก็จัดเป็นลักษณะพิมพ์นิยมในทางวิธีคิดอย่างหนึ่งที่ทำให้อนุรักษนิยมไทยไม่เหมือนใคร
อนุรักษนิยมในสากลโลกเขามีลักษณะร่วมกันประมาณนี้ครับ
ประการแรก สิ่งใดที่ผ่านการสั่งสมส่งต่อจากคนรุ่นก่อนๆ เรื่อยมาจนถึงชั้นเราในปัจจุบัน แสดงว่าสิ่งนั้นตอบโจทย์อะไรบางอย่างแก่คนในสังคมนั้นได้ และแม้พวกอนุรักษนิยมไม่อาจยืนยันอย่างแน่นอนได้ว่าของที่สืบทอดมานั้นจะดีกว่าทางเลือกใหม่ๆ ที่เป็นไปได้ แต่พวกเขาก็เห็นว่า การอยู่กับความต่อเนื่องและการใช้สถาบันที่พัฒนาและสืบต่อมาในประวัติศาสตร์ ซึ่งคนในสังคมคุ้นเคยดีอยู่แล้ว น่าจะดีกว่าการเปลี่ยนไปหาความไม่แน่นอน เพราะการจะออกแบบสถาบันขึ้นมาใช้ใหม่โดยใครก็ตามไม่ใช่เรื่องง่าย อนุรักษนิยมเห็นว่ามนุษย์เราต่างก็มีพิสัยความรู้และเหตุผลจำกัดด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีใครจะแน่ใจได้ว่าสถาบันที่ออกแบบขึ้นมาใหม่จะทำงานได้ผลอย่างไร
ประการที่สอง อนุรักษนิยมให้ความสำคัญต่อการรักษาระเบียบทางการเมืองและเสถียรภาพของสังคม โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อปกป้องความมั่นคงปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินส่วนบุคคล และเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว อนุรักษนิยมเลือกเครื่องมือที่ช่วยตะล่อมให้คนในสังคมยอมรับปฏิบัติตามสิทธิอำนาจทางการเมืองและสิทธิอำนาจในสังคมโดยสมัครใจ เช่น การอบรมกล่อมเกลาค่านิยมผ่านกลไกทางสังคมและพลังโน้มน้าวใจของชนชั้นนำสาขาต่างๆ การใช้วัฒนธรรมและศาสนาปลูกฝังอุปนิสัยใจคอและการแสดงออกทางพฤติกรรมให้อยู่ในความพอเหมาะพอควร รู้จักเหนี่ยวรั้งยับยั้งตนเอง และให้ความสำคัญแก่ครอบครัวในฐานะสถาบันรากฐานที่ทำหน้าที่ดูแล รักษาและพัฒนาธรรมจริยาพลเมือง เป็นต้น
ประการที่สาม อนุรักษนิยมรู้ธรรมชาติความขัดแย้งของการเมืองดี สิ่งที่พวกเขามองหาคือกลไกเชิงสถาบันทั้งในและนอกปริมณฑลการเมืองที่ช่วยรักษาเสถียรภาพ อนุรักษนิยมจึงไม่ขัดขวางการให้สิทธิเท่าเทียมกันทางการเมืองแก่พลเมือง ทั้งอาจขยายไปสู่การรับรองสิทธิในด้านอื่นเท่าที่เห็นว่าจะช่วยให้เกิดเสถียรภาพ แต่พวกเขาวัดคนด้วยสายตาที่เห็นความแตกต่างไม่เท่ากันจากภูมิหลังทางสังคม สมรรถนะการเรียนรู้ การศึกษาอบรมที่ได้รับอย่างถูกต้อง ระดับความสำเร็จในการงาน บุคลิกภาพ มารยาทสังคม ความละเมียดละไมทางวัฒนธรรม เป็นต้น ส่วนฐานะเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่ละไว้ในฐานที่เข้าใจว่าช่วยให้ครองคุณสมบัติต่างๆ ที่กล่าวมาได้ง่ายขึ้น
ประการสุดท้าย อนุรักษนิยมเคารพสิทธิอำนาจของรัฐ ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย ความเป็นระเบียบเรียบร้อยอันวางใจได้ที่มาจากแบบแผนธรรมเนียม การปรับเปลี่ยนสิ่งต่างๆ เหล่านี้ อนุรักษนิยมจะเลือกทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป สิ่งที่อนุรักษนิยมมองอย่างไม่ไว้วางใจ คือสิ่งใดก็ตามที่จะนำความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หรือถอนรากมาทำลายสถาบันและสิทธิอำนาจทางการเมือง ทางสังคมและวัฒนธรรมที่ตั้งมั่นมาเป็นเวลานาน และเป็นรากฐานของเสถียรภาพทางสังคมและการทำงานอันราบรื่นของตลาดและระบบเศรษฐกิจ
ส่วนอนุรักษนิยมไทย ลักษณะเฉพาะของพวกเขาเท่าที่ข้าพเจ้ารู้จัก คือ
หนึ่ง ท่าทีต่อคณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 กับการเข้าใจจุดกำเนิดประชาธิปไตยไทย อนุรักษนิยมไทยมองการเปลี่ยนแปลงของคณะผู้ก่อการเป็นความผิดพลาดที่ลงมือตัดหน้าการพระราชทานรัฐธรรมนูญที่กำลังเตรียมการกันอยู่ แต่ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว การเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นประชาธิปไตยจึงเกิดขึ้นได้ราบรื่น รวมทั้งมองว่าอำนาจสูงสุดในการปกครองและรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่พระราชทานให้แก่ปวงชนชาวไทย ไม่ได้ให้แก่คณะบุคคลคณะหนึ่งคณะใด
สอง อนุรักษนิยมไทยจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และเห็นความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ว่าเป็นรากฐานสำคัญที่สุดในการจรรโลงความมั่นคงของชาติ การอุปถัมภ์ค้ำจุนศาสนา และการก่อเก็บรักษามรดกทางวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณี อนุรักษนิยมไทยมองประวัติศาสตร์ไทยเป็นเส้นตรงตามลำดับสมัยของราชธานี ราชวงศ์ และรัชสมัยของพระมหากษัตริย์ จึงเข้าใจสิ่งที่อดีตส่งมอบมาในรูปที่เป็นผลอันเกิดจากพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์รัชกาลต่างๆ การระดมอนุรักษนิยมให้ออกมากระทำการร่วมกัน ถ้ากิจกรรมรวมกลุ่มนั้นเกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ การระดมความร่วมแรงร่วมใจจะทำได้โดยง่าย
สาม อนุรักษนิยมไทยเข้าใจเสถียรภาพในความหมายว่าสังคมปลอดความวุ่นวายทางการเมืองอันเกิดจากความขัดแย้งและการต่อสู้ขัดแย้งทางอุดมการณ์ และจะเกิดความไม่สบายใจถ้าเห็นความขัดแย้งทางการเมืองที่มีการจัดตั้งเป็นขบวนการขึ้นมาต่อต้านอำนาจรัฐหรือระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พวกเขามองอุดมการณ์ที่รัฐสนับสนุนและความเปลี่ยนแปลงที่นำโดยรัฐไปในเชิงบวก ยิ่งถ้าคนที่เป็นผู้นำหรือวางแผนการเปลี่ยนแปลง ได้แก่ เทคโนแครต ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีความรู้และหลักการอันมั่นคงที่จะสร้างความเจริญแก่บ้านเมือง ยิ่งเป็นที่วางใจได้มากกว่านักการเมือง ซึ่งถูกตั้งแง่ไว้ก่อนในเรื่องความสุจริตหรือความรู้ความสามารถ
สี่ เพื่อธำรงเสถียรภาพในความหมายข้างต้น อนุรักษนิยมไทยต่างจากอนุรักษนิยมอื่นในสากลโลกตรงที่ แทนที่พวกเขาจะเลือกการรักษาเสถียรภาพด้วยการยอมเปิดและขยายพื้นที่การเมือง เพื่อให้ความแตกต่างระหว่างฝ่ายต่างๆ ในสังคมได้มีที่ต่อรองหาข้อตกลงอย่าง เท่าเทียมและให้ผลที่เป็นธรรมยิ่งขึ้น รวมทั้งช่วยคงการยอมรับในสิทธิอำนาจและสถาบันที่มีอยู่ว่ายังทำงานตอบสนองความต้องการของทุกฝ่ายได้ แต่อนุรักษนิยมไทยกลับเลือกยอมรับหรือสนับสนุนการใช้มาตรการทางทหารเข้า ล้มล้างเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตย และเมื่อล้มแล้ว อนุรักษนิยมไทยชั้นนำก็เข้ามาออกแบบสถาบันการเมืองให้ใหม่อย่างผู้รู้ดีกว่าใครทุกครั้ง ซึ่งต่างจากอนุรักษนิยมทั่วสากลโลกที่ไม่เชื่อว่าใครคนใดคนหนึ่งจะรู้ดีและรู้พอที่ทำแบบนี้แล้วจะสำเร็จ
สถาบันการเมืองประชาธิปไตยไทยที่ประวัติศาสตร์ส่งมอบให้จึงต้องตั้งต้นใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า ขาดความต่อเนื่องที่จะได้ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไปให้เหมาะสมสอดคล้องกับปัญหาและความเปลี่ยนแปลงที่สังคมเผชิญมาตามกาลสมัย ความล้มลุกคลุกคลานของสถาบันทางการเมืองส่วนหนึ่งจึงมาจากลักษณะพิเศษข้อนี้ของอนุรักษนิยมไทยที่ไม่เหมือนอนุรักษนิยมที่ไหนในโลก
ส่วนเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ที่หล่ออนุรักษนิยมไทยพิมพ์นี้ออกมา และความแตกต่างในหมู่ชนชั้นนำของเขาแต่ละรุ่นต้องนำเสนอเป็นต่างหากออกไป n







