posttoday
6 เงินสกุลดิจิทัล ความเสี่ยงต่ำ-ผลตอบแทนใช้ได้ (จบ)

6 เงินสกุลดิจิทัล ความเสี่ยงต่ำ-ผลตอบแทนใช้ได้ (จบ)

20 กุมภาพันธ์ 2561

ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิตwww.CsiSociety.comAdd Line: @CsiSocietyเมื่อวานนี้ เราคุยกันไปแล้ว 2 สกุลคือ บิตคอยน์ และบิตคอยน์แคช วันนี้ขอคุยต่อเลยนะครับ

ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิตwww.CsiSociety.comAdd Line: @CsiSociety

เมื่อวานนี้ เราคุยกันไปแล้ว 2 สกุลคือ บิตคอยน์ และบิตคอยน์แคช วันนี้ขอคุยต่อเลยนะครับ

อันดับสี่ "อีเธอเรียม" (Ethereum-ETH) จำนวนเหรียญไม่น้อยกว่า 97 ล้านเหรียญ

ในช่วงปลายปี 2556 มีนักพัฒนาโปรแกรมเงินสกุลดิจิทัลชาวรัสเซีย ที่ชื่อว่า วิทาลิก บูเทอริน (Vitalik Buterin) เขาเป็นหนึ่งในผู้พัฒนา บิตคอยน์เช่นกัน แต่มีความคิดว่า บิตคอยน์มีความสามารถในการทำงานค่อนข้างน้อย

เขาจึงเสนอแนวความคิดใหม่ที่จะทำให้เงินสกุลดิจิทัลสามารถทำงานได้อย่างอัตโนมัติมากขึ้น โดยการใช้ Smart Contract ซึ่งเป็นภาษาคอมพิวเตอร์ ชั้นสูงที่จะช่วยทำให้ระบบของอีเธอเรียมทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในปี 2559 อีเธอเรียมมีความจำเป็นที่จะต้องแยกตัวออกเป็น 2 สกุลเงินดิจิทัลคือ อีเธอเรียม และอีเธอเรียมคลาสสิก โดยอีเธอเรียมที่เกิดขึ้นมาก่อนเปลี่ยนชื่อเป็น "อีเธอเรียมคลาสสิก" และอีเธอเรียมที่เกิดขึ้นใหม่ก็ใช้ชื่อเป็น "อีเธอเรียม" เท่านั้น

อีเธอเรียมยังมีทั้งระบบและตัวเงิน ที่เอื้อต่อการทำเหรียญใหม่ๆ จึงทำให้ได้รับความนิยมให้เป็นแพลตฟอร์มในการสร้างเหรียญใหม่ๆ มีเงินสกุลดิจิทัลจำนวนมากมายที่สร้างบนแพลตฟอร์มของอีเธอเรียม เช่น Omise Go (OMG), Binance Coin (BNB), EOS เป็นต้น เมื่อการสร้างเงินสกุลดิจิทัลหลายๆ สกุลได้ถูกสร้างขึ้นมาจากอีเธอเรียม จึงไม่น่าแปลกใจว่าปริมาณการใช้เงินอีเธอเรียมจึงมีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก ราคาของอีเธอเรียมจึงมีแนวโน้มที่จะ สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อันดับสาม "ริพเพิล" (Ripple- XRP) 100 ล้านเหรียญ

ริพเพิลถูกสร้างขึ้นในปี 2555 โดยการใช้สอยของริพเพิลจะเน้นไปที่การโอนเงินระหว่างประเทศ เมื่อเปรียบเทียบความรวดเร็วในการโอนเงินพบว่า บิตคอยน์สามารถโอนเงินได้ 7 ธุรกรรมในหนึ่งวินาที อีเธอเรียมทำได้ 15 ธุรกรรม/วินาที และริพเพิลทำใด้ถึง 1,500 ธุรกรรม/วินาที ซึ่งแสดงถึงความรวดเร็วในการโอนเงินที่เหนือกว่าเหรียญอื่นๆ แบบไม่เห็นฝุ่น

ริพเพิลยังมีเรื่องราวที่โดดเด่นเหนือคู่แข่งขันอย่างมากมาย โดยเฉพาะการได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นธนาคารระดับโลก เช่น Bank of America Bank of England Bank of Japan เป็นต้น

ในเมืองไทยพบว่า ธนาคารไทยพาณิชย์ก็ได้เข้าร่วมทุนกับริพเพิล หรือบริษัทแม่ของธนาคารกรุงศรีอยุธยาคือ กลุ่มธนาคาร MUFG ก็ได้เข้าร่วมกับริพเพิลเช่นเดียวกัน ภาพของธนาคารใหญ่ๆ ทั่วโลกร่วมมือกับริพเพิลนี้ก็ได้ทำให้ริพเพิลกลายเป็นเหรียญที่เติบโตสูงที่สุดในปี 2560 (ราคาสูงขึ้นกว่า 37,000% จาก 0.0065 ไปถึง 2.47 ดอลลาร์สหรัฐ/หนึ่งริพเพิล)

อย่างไรก็ตาม ริพเพิลมีข้อเสีย ที่อาจทำให้นักลงทุนหวั่นไหวได้นั่นคือ ริพเพิลไม่ได้เป็นเงินสกุลดิจิทัลที่กระจายศูนย์กลางเหมือนเหรียญอื่นๆ ดังนั้นเงินริพเพิลทุกเหรียญจะถูกควบคุมด้วยองค์กรของริพเพิลเอง

อันดับสอง "ไบแนนซ์คอยน์" (Binance Coin-BNB) 200 ล้านเหรียญ

ไบแนนซ์คอยน์ เป็นเงินสกุลดิจิทัลที่ออกโดยเว็บไซต์แลกเปลี่ยนเงินสกุลดิจิทัล www.binance.com โดยเจ้าของเว็บไซต์นี้มีชื่อว่า Zhao Changpeng ก็กลายเป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีที่เติบโตขึ้นมาจากเงินสกุลดิจิทัลไปแล้ว เว็บไซต์ไบแนนซ์เป็นเว็บไซต์ที่รับแลกเปลี่ยนเงินประเภท Crypto to Crypto Exchange

นั่นหมายถึง รับแลกเปลี่ยนระหว่างเงินสกุลดิจิทัลด้วยกันเท่านั้น เว็บไซต์ไบแนนซ์ได้รับความนิยมในวงการนักเทรดเงินสกุลดิจิทัลอย่างรวดเร็ว เพราะค่าธรรมเนียมในการซื้อขายเงินสกุลดิจิทัลของเว็บไซต์นี้ คิดค่าธรรมเนียมเพียง 0.1% ในขณะที่เว็บไซต์ซื้อขายเงินสกุลดิจิทัลอื่นๆ คิดค่าธรรมเนียม สูงถึง 0.25% จึงทำให้บรรดานักค้าเงินสกุลดิจิทัล จึงแห่แหนกันมาใช้บริการของเว็บไซต์นี้

Zhao ยังได้วางกลยุทธ์ของ เหรียญไบแนนซ์คอยน์ไว้ได้เป็นอย่างดีคือ ผู้ที่ใช้บริการของเว็บไซต์ไบแนนซ์ หากจ่ายค่าธรรมเนียมเป็นเหรียญ ไบแนนซ์ จะเสียค่าธรรมเนียมลดลงไปอีกครึ่งหนึ่งนั่นคือ จ่ายเพียง 0.05% ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในค่าธรรมเนียม ที่ถูกที่สุดในตลาด จึงทำให้เหรียญ ไบแนนซ์คอยน์ได้รับความนิยมและราคาที่เพิ่มขึ้น

Zhao ยังวางกลยุทธ์เพื่อให้ราคาของไบแนนซ์คอยน์เติบโตได้อย่างดีในระยะยาว โดยการวางนโยบายนำผลกำไรส่วนหนึ่งที่เกิดจากเว็บไซต์ไบแนนซ์ นำไปซื้อเหรียญไบแนนซ์ คอยน์แล้วไปทำลายทิ้ง ซึ่งจะทำให้ เหรียญไบแนนซ์คอยน์มีจำนวนเหรียญที่ลดลง จึงทำให้ราคาของเหรียญค่อยๆ เพิ่มขึ้นในระยะยาว

อันดับหนึ่ง นีโอ (NEO) 100 ล้านเหรียญ

เหรียญนีโอ ก่อตั้งโดย นักโปรแกรมเมอร์ชาวจีนที่มีชื่อว่า Da Hongfei ในปี 2557 เช่นเดียวกับ อีเธอเรียม เหรียญนีโอถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นแพลตฟอร์มในการสร้าง เหรียญอื่นๆ ต่อไป ผมเองได้มีโอกาสไปดูงานบริษัทค้าน้ำมันในสิงคโปร์ และได้พูดคุยเทรดเดอร์คนหนึ่งในบริษัทนั้นเกี่ยวกับเหรียญนีโอด้วย ซึ่งเขาได้พูดให้ฟังเกี่ยวกับเหรียญนีโอว่า "อเมริกามีอเมซอน จีนมีอาลีบาบา...อเมริกามี เฟซบุ๊ก จีนมีวีแชต... และอเมริกามี อีเธอเรียม จีนก็มีนีโอ" ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ใครๆ ก็รู้ว่ารัฐบาลจีนน่าจะให้การสนับสนุนนีโอแบบไม่เปิดเผยอยู่

แผนการตลาดของ Da ที่วางไว้ให้กับเหรียญนีโอก็น่าสนใจมาก นับจากการที่ระบบของเหรียญนีโอใช้ระบบบล็อกเชน ซึ่งเป็นระบบกระจายศูนย์กลางและสามารถปกปิดตัวตนได้ระดับหนึ่ง เช่นเดียวกับเงินสกุลดิจิทัลทั่วๆ ไป แต่นีโอมีจุดเด่นประการหนึ่งที่เงินสกุลดิจิทัลอื่นๆ ไม่สามารถทำได้นั่นคือ นีโอจะทำตามระเบียบและกฎเกณฑ์ของรัฐบาลจีนทุกข้อ และยังเปิดโอกาสให้หน่วยงานของรัฐบาลจีนเข้ามาตรวจสอบธุรกรรมใดๆ ที่เกิดขึ้นภายในแพลตฟอร์มของนีโอได้

นั่นหมายถึงทุกธุรกรรมที่เกิดขึ้น ในนีโอ รัฐบาลจีนจะสามารถตรวจสอบได้หมด ซึ่งคงจะทำให้รัฐบาลจีนชอบใจมาก จึงคอยสนับสนุนการใช้งานเหรียญนีโออย่างต่อเนื่อง

Da ยังวางแผนการตลาดไม้เด็ดไว้ให้เหรียญนีโออีกประการหนึ่งคือ ผู้ที่ถือเหรียญนีโอไว้จะได้รับเงินสกุลดิจิทัล อีกสกุลหนึ่งที่มีชื่อว่า GAS (แก๊ส) โดยผู้ที่เก็บเหรียญนีโอไว้ก็จะได้รับเหรียญแก๊สเป็นการตอบแทนทุกเดือน เปรียบเสมือนกับได้รับเงินปันผลทุกๆ เดือน โดยถ้าหากคุณผู้อ่านเก็บเหรียญนีโอ ไว้ที่เว็บไซต์ไบแนนซ์ เหรียญแก๊สก็จะไหลเข้ามาในบัญชีของคุณผู้อ่านโดยอัตโนมัติทุกวันที่ 2 ของทุกเดือน

และนั่นคือ 6 เงินสกุลดิจิทัล ที่ผมมองว่าน่าจะมีความเสี่ยงต่ำ และ น่าลงทุน แต่ข้อที่สำคัญที่สุดคือ การลงทุนในเงินสกุลดิจิทัล...อาจจะเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงที่มากที่สุดในโลก ก็เป็นได้ ดังนั้นคุณผู้อ่านคงจะต้องใช้วิจารณญาณอย่างสูงในการลงทุนด้วยนะครับ โชคดีในการลงทุนนะครับ

หาอ่านบทความ และความรู้ด้านการลงทุนของผู้เขียนได้เพิ่มเติมได้ที่ www.doctorwe.com n

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่